เรื่องชวนหัว : กลิ่นบงกช

 

มนุษย์เรามีปกติเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเป็นคนไม่รู้ในเรื่องที่คนระดับนี้ควรรู้ มนุษย์ทุกคน แม้จะพยายามอย่างไร เพื่อให้ตัวได้รู้ในสิ่งที่ตนควรรู้ แต่ผลสุดท้ายก็อดปล่อยไก่ไม่ได้ ถ้าเรื่องใหญ่ พวกก็พูดกระเซ้าว่า ปล่อยไก่เป็นเล้าเลยว่ะ! ในเรื่องอินเดียศึกษา เราจะพบนิยายขำๆ หลายเรื่อง อย่างเช่นเรื่องแรก เป็นเรื่องประชาธิปไตยปลอม เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของปราชญ์เถื่อน ที่มีประชาชนนิยมสนับสนุน จะได้พูดถึงเรื่องขำขันทั้งสองเรื่อง เพื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันต่อไป
เรื่องแรกมาจากคัมภีร์สารัตถทีปนี ฏีกาพระวินัย ความว่า ลุงพราหมณ์คนหนึ่ง แกต้องอุ้มแพะตัวหนึ่งเพื่อเดินทางไปทำธุระในที่ห่างไกลบ้านของแก และเมื่อแกเดินทางกลับ แกก็ต้องอุ้มแพะตัวนั้นกลับด้วย พฤติกรรมของแกเยี่ยงนี้ ทำมาเป็นปีๆ จึงทำให้กลุ่มนักเลงกลุ่มหนึ่งลอบสังเกตเห็น นักเลงสามคนจึงวางแผนกันว่า เราจะนำแพะของลุงพราหมณ์คนนี้มากินให้ได้ เมื่อวางแผนกันเรียบร้อยแล้ว นักเลงสามคนนั้น ก็วางจุดให้พวกตนยืนร้องทักลุงพราหมณ์ ในระยะที่ห่างกันพอสมควร มิให้ลุงพราหมณ์สงสัยได้

คนยืนจุดที่หนึ่ง เมื่อเห็นลุงพราหมณ์คนนั้น เดินอุ้มแพะตัวนั้นมา ก็เดินออกมาจากที่ซ่อน แล้วร้องทักลุงพราหมณ์ออกไปว่า “ลุง หมาตัวนี้มันเป็นอะไร ลุงจึงต้องอุ้มมันด้วย” ลุงพราหมณ์ฟังคำถามแล้วแกก็งง เพราะแกอุ้มแพะอยู่มิได้อุ้มหมา ดังนั้น แกจึงตอบไปด้วยความขบขันว่า “เฮ้ย! ไอ้หลาน แพะโว้ย ไม่ได้อุ้มหมา” ลุงพราหมณ์เดินอุ้มแพะผ่านจุดนั้นไป มิได้สนใจคำทักของนักเลงคนนั้นอีก

แต่เมื่อแกเดินไปถึงอีกจุดหนึ่ง ก็มีคนมาร้องทักแกอีกว่า “ลุง! ลุงจะอุ้มหมาไปไหน?” เมื่อลุงพราหมณ์เจอคำถามแบบนี้อีก แกเริ่มเกิดความกังวลแล้ว เมื่อแกเพ่งมองไปที่แพะตัวนั้น มันก็คือแพะนั่นเอง หาใช่หมาไม่ แกจึงเดินอุ้มแพะตัวนั้นต่อไปตามจุดหมาย แต่ใจของแกเริ่มคิดแล้ว ว่าทำไมคนอื่นจึงมองแพะของแกเป็นหมาไปได้

และเมื่อเดินไปถึงจุดที่นักเลงวางคนที่สามไว้ คนผู้นั้นก็ออกมาทักว่า “ลุง! ลุงนึกยังไง จึงเดินอุ้มหมามาอย่างนี้” พอแกฟังคนที่สาม ทักว่าแพะของแกเป็นหมาเท่านั้น แกหมดความเชื่อในความทรงจำของแกทันที แกทิ้งแพะตัวนั้นลงข้างทาง โดยไม่สงสัยอะไรอีก เพราะแกคิดว่าคนตาเดียวกับคนสามคนหกตา ใครจะน่าเชื่อมากกว่ากัน

นักเลงสามคนนั้นเมื่อลุงพราหมณ์ เดินเลยไปแล้ว ก็จับแพะตัวนั้นไปฆ่ากินเนื้ออย่างเปรมปรีดิ์ คนฟังนิทานเรื่องนี้แล้วก็นึกขบขัน แต่จะเป็นจริงหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึง แต่ควรพูดว่า ถ้าเป็นเรื่องจริง ใครจะเป็นฝ่ายผิด คือคนหลอก หรือคนถูกหลอก เพราะบางคนฟังเรื่องแล้ว ก็สมน้ำหน้าที่เจ้าของแพะต้องเสียแพะไปเพราะหูเบา แต่บางคนก็คิดว่า คนหลอกมีเจตนาโลภอยากได้สมบัติคนอื่นมากิน เป็นคนชั่วถึงสองเรื่อง คือ ชั่วเพราะหลอกเอาสมบัติเขาหนึ่ง และชั่วเพราะฆ่าสัตว์หนึ่ง

แต่บางคนคิดว่าชีวิตจริงจะมีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่ที่แน่ๆ ในวงการเมืองมีแน่นอน เพื่ออำนาจ คนไม่มีศีลธรรมจะทำทุกอย่าง ใช้เงินซื้อเอาดื้อๆ ก็มี ใช้อาวุธยึดอำนาจเอาดื้อๆ ก็มี ที่เป็นทั้งนี้ก็เพราะสังคมปัจจุบัน ชาวโลกเขาปกครองประเทศด้วยระบบให้ประชาชนเลือกผู้ปกครองขึ้นมาเอง เกือบทั่วโลกเขาทำกันแบบนี้ แต่ก็มีบางประเทศ ที่ยังไม่ยอมปล่อยอำนาจของตน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอาชีพทางการใช้อาวุธ เมื่อเห็นท่าทีว่าประชาชนจะเลือกผู้ปกครองขึ้นมาเอง กูก็กลัวว่า อำนาจของตนจะหมดไปแน่ ถ้านั่งเฉยๆ ดังนั้น จึงวางแผนกันยึดอำนาจ แล้วก็พยายามสร้างกฎหมายให้ตัวได้เปรียบ

เมื่อทำไปแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยึดอำนาจใหม่ ร่างกฎหมายใหม่ ทำอย่างนี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อทำให้ตนได้เปรียบให้ได้ เมื่อยึดอำนาจมาถึงสามครั้งแล้ว ยังชนะเขาไม่ได้ จึงร่างกฎหมายว่า พรรคไหนได้ผู้แทนเขตมาก จะลดจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อลง หวังทำลายพรรคที่ประชาชนนิยมให้ได้

ยิ่งกว่านั้น ยังร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ โดยขวางไว้ในรัฐธรรมนูญว่า จะแก้รัฐธรรมนูญต้องมี ส.ว. ร่วมเซ็นชื่อ 80 คน ต้องมี ส.ส.พรรครัฐบาลร่วมเซ็นชื่อด้วย อ่านแล้วขำ อย่างนี้ก็มีด้วย

เมื่อเลือกตั้งผ่านไป พรรครัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ พรรคฝ่ายค้านจึงรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่พูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญ ดูเหมือนจะจุดติด เพราะมีการไปเสวนาการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งแรกที่เชียงใหม่ ประชาชนเห็นด้วย จึงมีการเสวนาครั้งที่สอง ที่ปัตตานี มีการออกข่าวก่อนว่า การร่างรัฐธรรมนูญจะไม่แตะหมวดหนึ่งและหมวดสอง แต่พอถึงการเสวนา มีอาจารย์ท่านหนึ่งพูดถึงหมวดหนึ่ง ทัพภาค 4 จึงให้ทหารไปฟ้องหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านว่าทำผิดกฎหมายอาชญามาตรา 116 อันจะทำให้ประชาชนหลงเชื่อ เกิดการปั่นป่วนในแผ่นดิน ซึ่งมีโทษหนัก

แผนนี้ หมายให้ฝ่ายค้านพ้นจาก ส.ส. ฝ่ายค้านทำการฟ้องกลับว่าทัพภาค 4 แจ้งความเท็จ พรรคพลังประชารัฐลงชื่อยื่นประธานสภา ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ฟ้องหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ทำขัดรัฐธรรมนูญ ส.ส.พลังประชารัฐกล่าวใน กมธ.ว่าขณะนี้มีการทำลายประเทศไทย ส่วนหนึ่งทำลายรัฐบาล ส่วนหนึ่งทำลายนิติบัญญัติ ส่วนหนึ่งทำลายตุลาการ ถ้าพูดด้วยความเป็นธรรมแล้ว ทั้งคู่ทำต่อกันมาทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าฝ่ายไหน แล้วนี่ พรรคฝ่ายค้านไม่ร่วมกันเซ็นชื่อเสนอประธานสภา ให้ยื่นเรื่องศาลรัฐธรรมนูญฟ้องลุงตู่ว่าถวายสัตย์ขัดรัฐธรรมนูญ เสนองบประมาณขัดรัฐธรรมนูญหรือ

ประเทศที่กลุ่มผู้ถืออาวุธเป็นอาชีพพยายามยึดอำนาจไว้เพื่อตน บางประเทศเขาก็พยายามทำแบบที่กล่าวมานี้ กล่าวคือ ขั้นต้น ก็ตั้งผู้พิพากษามาเป็นองค์กรอิสระ เพื่อหาทางล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งมาให้ได้ เพื่อช่วยผู้ถืออาวุธเหมือนนักเลง สามคน หลอกลุงพราหมณ์ กินแพะฉะนั้น เพราะปัจจุบันนี้ การทำรัฐประหาร ชาวโลกเขาไม่ยอมรับแล้ว ขณะเดียวกัน ประชาชนที่เป็นแนวร่วมของคนถืออาวุธนี้ จะพยายามสร้างความวุ่นวายให้เห็นว่าผู้ปกครองที่ประชาชนเลือกมาไม่สามารถสร้างความสงบสุขให้ประชาชนได้

จากนั้นกลุ่มทหารก็จะเข้ายึดอำนาจผู้ปกครองที่ประชาชนเลือกเข้ามาเสีย

ประเทศที่ทำทำนองนี้ล่าสุดก็คือ ตุรกี ประเทศนี้ทหารพยายามที่จะยึดอำนาจตลอดมา แต่ประชาชนก็ปฏิเสธทหารตลอดมาเช่นกัน ครั้งสุดท้ายน่าจะประมาณสิบปีมาแล้ว ตุรกีมีพลเรือนเป็นประธานาธิบดี แต่การบริหารกลับมีอิทธิพลทหารเข้าครอบงำ โดยใช้คนสามกลุ่มตามที่กล่าวมาแล้ว ทำลายประธานาธิบดี ต่อมาประธานาธิบดีขอแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้อำนาจประธานาธิบดี ประชาชนก็ยินยอม แต่พลันทหารก็เข้ายึดอำนาจ ประธานาธิบดีขอให้ประชาชนออกมา
นอกบ้านทุกคน

คนตุรกี รู้นิสัยคนถืออาวุธ จึงออกมานอกบ้านทุกคน กลุ่มทหารกลัวประชาชน การยึดอำนาจของทหารจึงพ่ายแพ้ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้

เรื่องชวนหัวที่สอง คือเรื่องปราชญ์เถื่อน เรื่องนี้มาจากนิยายเบ็งคลี มีเรื่องพอสรุปว่า มีปราชญ์คนหนึ่งมีความรู้พอสมควร แต่เป็นคนชอบขี้อวด อยากให้ชาวบ้านรู้ว่าตัวเป็นนักปราชญ์ ชอบตระเวนไปเที่ยวตามชนบท พูดคุยกับชาวบ้าน เพราะชนบทไม่ใคร่จะมีผู้มีความรู้ เมื่อพูดอะไรผิดๆ จะไม่มีใครขัดคอ ชาวบ้านอกเองก็มักให้เกียรติคนที่มาจากกรุง เพราะเป็นคนพูดเก่ง ชาวบ้านจึงให้ความนิยมศรัทธา เพราะมีคนนิยม เขาจึงกำหนดวันบูชาขึ้นมาวันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันที่ไม่เคยมีมา แต่เขาอธิบายให้คนนิยมยินยอมแล้ว เมื่อถึงวันกำหนด ชาวบ้านต่างพากันเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

เผอิญวันนั้นมีปราชญ์ผู้หนึ่งได้เดินทางมาทำธุระบางอย่าง และได้ยินข่าวเกี่ยวกับการบูชา ที่ปราชญ์เถื่อนนั้นจัดขึ้น เขาสนใจเพราะประเพณีการบูชาในวันนี้ไม่เคยมี เขาจึงอยากจะรู้เรื่องดังกล่าว เมื่อปราชญ์ทั้งสองมาพบกัน ต่างถกเถียงกันถึงการมีอยู่ของประเพณี ที่เขาอ้างชื่อพิธีการบูชาที่ไม่มีใครรู้จักขึ้นมา เหมือนที่บางคนอ้างชื่อว่า รัฏฐาธิปัตย์ขึ้นมา เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตัวเอง โดยที่ไม่มีใครแปลออกว่ามันคืออะไร

ปราชญ์จริงดูท่าทีของตนแล้วถ้าจะสู้ปราชญ์เถื่อนไม่ได้แน่ เพราะคนนิยมเขาต่างเทใจให้เขา จึงทำเป็นยินยอม แล้วก็แอบกระซิบกับคนที่เป็นลิ่วล้อของเขาว่า นักปราชญ์คนนี้เป็นคนพิเศษ หนวดของเขาเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ถ้าใครได้ไปจะเป็นโชคลาภของคนนั้น ฝูงชนพากันเชื่อ ต่างพากันเข้าไปขอหนวดของแก เมื่อปราชญ์เถื่อนแสดงอาการหวง คนหนึ่งไม่รู้เป็นฝ่ายไหน จึงเข้าประชิดแล้วถอนหนวดแกมาได้ คนอื่นเห็นดังนั้น จึงเฮโลเข้าไปถอนหนวดปราชญ์เถื่อนอย่างเมามัน กว่าจะมีการห้ามปรามปรามสำเร็จ ทำเอาปราชญ์เถื่อนเจ็บระบมไปอย่างอย่างน่าสงสาร

เรื่องชวนหัวเรื่องแรกใช้เล่ห์หลอกว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่หลอกเอาแพะของลุงพราหมณ์ไปกิน เหมือนสภาพการณ์ปัจจุบันที่คนกลุ่มที่มีอาวุธเป็นฐานอำนาจ พยายามยึดอำนาจไว้เพื่อกลุ่มของตน ไว้ให้ได้นานที่สุด การดำเนินการต่างๆ ก็ใช้วิธีการการพอๆ กัน ใช้ช่องทางที่จะอำนวยให้ฝ่ายตนได้เปรียบ ทั้งกลุ่มผู้ปกครองบ้านเมืองและกลุ่มที่อ้างประชาชนเป็นแนวร่วม

ส่วนเรื่องชวนหัวเรื่องที่สอง เป็นเรื่องของคนไม่รู้อะไรเท่าที่ควร แต่ก็อวดรู้สร้างศัพท์แสงที่ไม่มีคนเข้าใจ

เหมือนการเมืองไทยสร้างคำว่า รัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นภาษาบาลี ขึ้นมาโดยคนไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ เมื่อไม่มีคนเข้าใจ ก็ไม่มีใครกล้ารับหรือปฏิเสธจัดการบูชาประเพณีที่ไม่เคยมีมา แต่เพราะเสียงส่วนใหญ่สนับสนุน ทั้งๆ เป็นเรื่องผิด ปราชญ์จริง จึงสั่งสอนด้วยวิธีที่ให้ได้รับความเจ็บๆ คันๆ จะได้เกิดความสำนึกต่อไป

บทความก่อนหน้านี้เหยี่ยวถลาลม : ในมุมมองของประชาชน
บทความถัดไปบทนำ : พิจารณางบปี63