สงครามการค้าพักชั่วคราว : โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

การเจรจาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการค้าจีน-สหรัฐ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐ ได้บรรลุข้อตกลงขั้นต้น ทั่วโลกโล่งอกไประดับ 1

แม้ว่ามีประเด็นปัญหาอีกมากมายยังดำรงอยู่

แต่อย่างน้อยก็แสดงว่าทั้ง 2 ฝ่ายมีเจตนาที่จะทำการประนีประนอม

เป็นเรื่องที่น่ายินดี

ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2018 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศปรับเพิ่มพิกัดอัตราภาษีการนำเข้าอะลูมิเนียมจากจีน ทั้ง 2 ประเทศก็เริ่มเกิดความขัดแย้งกัน เป็นการแลกหมัดกัน หมัดต่อหมัด พิพาทไปเจรจาไป มีอยู่ครั้งหนึ่งแจ้งว่าใกล้บรรลุข้อตกลง ต่อมาก็ยุติการเจรจา

ล่าสุด ครั้นเสร็จสิ้นการเจรจาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้ให้ “หลิว เห้อ” รองนายกรัฐมนตรีเข้าพบที่ห้องทำงานทำเนียบขาว โดยแจ้งว่า ตามที่ประกาศว่าเริ่มตั้งแต่ 15 ตุลาคม สหรัฐจะปรับเพิ่มอัตราภาษีการนำเข้าสินค้าจีนจาก ร้อยละ 25 เป็น 30 นั้น

บัดนี้ ขอยกเลิกคำสั่งดังกล่าว

และได้ประกาศว่า ข้อตกลงที่ได้บรรลุในครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายจะได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเตรียมการลงนามกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเดือนพฤศจิกายน ที่ประเทศชิลี

ทั้งจีนและสหรัฐผ่านการกระทบกระทั่งมาเป็นเวลา 20 เดือน

ในที่สุด เหตุการณ์ได้ดำเนินมาถึงขั้นที่ไม่ยกระดับ และ “พักชั่วคราว”

ต้องถือเป็นข่าวดี

ทว่า ท่าทีของทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ปรากฏอาการว่า เป็นข่าวที่ดีมาก

ข่าวซิงหัวของจีนรายงานว่า ข้อตกลงมีขอบเขตที่กว้างมาก ทั้งนี้ได้แก่ ธุรกิจเกษตร ทรัพย์สินทางปัญญา อัตราแลกเปลี่ยน การบริการการเงินการคลัง ขยายขอบเขตความร่วมมือทางการค้า การโอนถ่ายเทคโนโลยี ตลอดจนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เป็นต้น

แต่สหรัฐเพียงประกาศว่า จีนจะซื้อสินค้าเกษตรเป็นมูลค่า 4-5 หมื่นล้านเหรียญเท่านั้น

ส่วน “Robert Lighthizer” ผู้แทนการค้าสหรัฐกล่าวว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” ยังไม่ได้ตัดสินใจว่า จะปรับเพิ่มอัตราภาษีสินค้าในเดือนธันวาคมหรือไม่

ประวัติศาสตร์ยืนยันว่า การใดที่ยังมิได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร ยังไม่ถือเป็นข้อตกลง

เพราะ “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็นคน “ปากหวาน…”

อีกประการ 1 การเจรจาครั้งนี้ เป็นเพียงข้อตกลงรับรู้ร่วมกันในหลักการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างเป็นกระบวนการเท่านั้น ยังมิได้ลงลึกไปในรายระเอียด

สำหรับการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐ ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเป็นอุปสงค์ของจีน เช่น ถั่วเหลือง เนื้อหมู แต่ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาคงต้องมีปัญหา เพราะสหรัฐร้องขอการตรวจสอบ ส่วนการเปิดตลาดการเงินการคลัง จีนยินดีแต่ต้องมีตารางเวลา สหรัฐอาจไม่ยอม

แต่ปัญหาที่อ่อนไหวสุดคือ อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินเหรียญสหรัฐกับเงินหยวนของจีน “ทะลุ 7” มาตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม ต่ำสุดคือ 1 เหรียญสหรัฐแลกได้ 7.15 หยวน

สหรัฐได้ประกาศว่า จีนเป็นประเทศที่ครอบงำเงินตรา แต่ถ้าสหรัฐกดดันให้จีนกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ นั่นก็คือ hook up แบบวิปริต คำถามคือ

ประเทศใดเป็นฝ่ายครอบงำเงินตรา

พฤติการณ์ที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยของ “โดนัลด์ ทรัมป์” เป็นเหตุให้ขาดความเชื่อถือ เช่น

1 เดือนธันวาคม 2018 “โดนัลด์ ทรัมป์” พบกับ “สี จิ้นผิง” ที่ประเทศอาร์เจนตินา สหรัฐประกาศพักรบ 90 วัน ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าสู่โต๊ะการประชุม และมีข่าวออกมาว่า ใกล้จะบรรลุข้อตกลง แต่ในที่สุดก็เข้าสู่สมรภูมิอีกวาระ 1

1 เดือนมิถุนายน 2019 “สี จิ้นผิง” พบกับ “โดนัลด์
ทรัมป์” ที่โอซากา ญี่ปุ่น และตกลงยินยอมกลับเข้าสู่การเจรจาอีกวาระ 1 และในที่สุดก็ต้องเข้าสู่การพิพาทอีกวาระ 1 เช่นกัน

ก็เพราะการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของ “โดนัลด์ ทรัมป์”

ประชาคมโลกจึงยากที่จะเชื่อว่าการเจรจาเมื่อ
วันที่ 10 ตุลาคม ได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้น

และก็มิใช่เรื่องแปลกที่ว่าบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นอาจกลายเป็นเกร็ดตำราที่จารมิจบ

ในด้านการค้า สหรัฐชักธงรบรอบด้าน แต่บัดนี้ได้บรรลุข้อตกลงกับอเมริกาเหนือและญี่ปุ่น เหลือแต่จีนและสหภาพยุโรป ยังไม่มีความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

แต่เนื่องจากวันเลือกตั้งประธานาธิบดีได้กระชับเข้ามาทุกขณะ อีกทั้ง “ทรัมป์” ได้ประสบพบพานมรสุมทางการเมือง อันเกี่ยวกับการถูกสอบสวนกรณี “ยูเครน” เพื่อทำการถอดถอน

หากการดีลกับจีนครั้งนี้ประสบความสำเร็จ เขาอาจถือเป็นการ “สะเดาะเคราะห์”

ถ้าเดือนพฤศจิกายน ในระหว่างการประชุมเอเปค การพบกันระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” กับ “สี จิ้นผิง” สามารถลงนามสัญญาข้อตกลงได้สำเร็จ เชื่อว่าการประชุมขั้นที่ 2 ต้องเกิดขึ้น
และความยากลำบากจะต้องมีมากขึ้นแน่นอน เหตุผลคือ

ในสายตาของชาวตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐมองจีนว่าเป็นประเทศแจ้งเกิดใหม่ที่มาแรง ไล่ตามมาติดๆ โอกาสที่จะตีเสมอหรือแซงหน้าสหรัฐย่อมมีสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐไม่อยากเห็น แต่ก็หลีกเลี่ยงมิได้ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงแห่งวัฏจักรของโลก

เป็นความระทึกในดวงหทัยของอเมริกันชนโดยพลัน

บทความก่อนหน้านี้รัฐธรรมนูญมาตรา1 : วีรพงษ์ รามางกูร
บทความถัดไปเหยี่ยวถลาลม : ในมุมมองของประชาชน