วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร นั้นถือว่าเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีความสวยงาม และมีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมอย่างมาก เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติ และถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวต่างชาติมาชื่นชมความงาม ตลอดสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดเกล้าให้สร้างวัดเทพศิรินทราวาส เมื่อ พ.ศ.2419
ขณะมีพระชนมายุครบ 25 พรรษาพอดี เพื่อทรงเฉลิมพระเกียรติ และอุทิศพระราชกุศลสนองพระเดชพระคุณกรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งได้เสด็จสวรรคตตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ยังทรงพระเยาว์ และในปี 2439 โปรดเกล้าให้สร้างสุสานหลวงในวัด ด้วยมีพระราชประสงค์ให้เป็นฌาปนสถานสำหรับพระราชวงศ์ ซึ่งไม่ได้สร้างพระเมรุที่ท้องสนามหลวงและสำหรับชนทุกชั้นนับเป็นเรื่องพิเศษ เนื่องจากโดยปกติแล้วจะไม่มีฌาปนสถานในพระอารามหลวง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจากอดีตในปี พ.ศ.2419 ถึงปัจจุบันมีการดำเนินงานอยู่ 8 ระยะ ตั้งแต่ระยะที่ 1 พ.ศ.2419-2421 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์ชมพูนุช กรมขุนเจริญพลพูลสวัสดิ์ เป็นแม่กองก่อสร้าง เริ่มตั้งแต่ขุดคูรอบพระอาราม ก่อกำแพงรอบเขตพุทธาวาสฯ…และระยะที่ 8 พ.ศ.2551 ถึงปัจจุบัน บูรณปฏิสังขรณ์ ถาวรวัตถุ และอาคารสำคัญๆ ภายในวัด
เทพศิรินทราวาส นับตั้งแต่กุฏิสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และพระอุโบสถ รวมทั้งจัดทำทางเดินภายในเขตพุทธาวาส เป็นต้น
ลำดับเจ้าอาวาส วัดเทพศิรินทราวาส นับตั้งแต่ก่อตั้งวัดมาจนถึงปัจจุบัน วัดเทพศิรินทราวาส มีเจ้าอาวาสมาแล้ว 9 รูป นับตั้งแต่ ลำดับที่ 1 พระอริยมุนี (เอม อายุวฑฺฒโน) พ.ศ.2421-พ.ศ.2426 ลำดับที่ 2 พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เดช ฐานจาโร) พ.ศ.2427-พ.ศ.2437 ลำดับที่ 3 พระวินัยรักขิต (นาม กาฬนาโม) พ.ศ.2437-พ.ศ.2438 ลำดับที่ 4 หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร (พร้อม ธมฺมรโต) พ.ศ.2438-พ.ศ.2441 ลำดับที่ 5 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) พ.ศ.2441-พ.ศ.2494 ลำดับที่ 6 พระสาสนโสภณ (เอื้อน ชินทตฺโต) พ.ศ.2498-พ.ศ.2521 ลำดับที่ 7 สมเด็จพระวันรัต (นิรันตร์ นิรนฺตโร) พ.ศ.2521-พ.ศ.2546 ลำดับที่ 8 สมเด็จพระญาณวโรดม (ประยูร สนฺตงฺกุโร) พ.ศ.2546-พ.ศ.2552 ลำดับที่ 9 สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) พ.ศ.2553-ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่ง)
สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย อดีตคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทรา
วาสราชวรวิหาร ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต) กรรมการมหาเถรสมาคม และรองแม่กองธรรมสนามหลวง รูปที่ 1 ฝ่ายนักธรรม • สมเด็จพระธีรญาณมุนี นามเดิม สมชาย พุกพุ่มพวง เกิดเมื่อวันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2490 เป็นชาวจังหวัดนครปฐม ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2501 ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดท่าตำหนัก ตำบลท่าตำหนัก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โดยมีพระวินัยวงศาจารย์ (นาค อิสินาโค) เจ้าอาวาสวัดท่าตำหนัก เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาได้อุปสมบทเป็นภิกษุ ณ พัทธสีมา วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2510 โดยมีพระธรรมธัชมุนี (เอื้อน ชินทตฺโต) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัยวงศาจารย์ (นาค อิสินาโค) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูวิมลญาณโสภณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ แล้วอยู่ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นเอก และในปี พ.ศ.2516 สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค
• ตำแหน่งงานปกครองคณะสงฆ์ : • พ.ศ. 2521 เป็นเลขานุการรองเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต) • พ.ศ.2521-2531 เป็นเลขานุการเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต) • พ.ศ.2521 เป็นกรรมการและเลขานุการ วัดเทพศิรินทราวาส • พ.ศ.2531-2541 เป็นรองเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต) • พ.ศ.2541-ปัจจุบัน เป็นเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต) • พ.ศ.2533 เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม • พ.ศ.2538 เป็นกรรมการคณะสงฆ์ธรรมยุต • พ.ศ.2538 เป็นพระ
อุปัชฌายะวิสามัญ • พ.ศ.2543 เป็นเลขาธิการคณะสงฆ์ธรรมยุต • พ.ศ.2554 เป็นคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช • พ.ศ.2553-ปัจจุบัน เป็นเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส
• ลำดับสมณศักดิ์ : • พ.ศ.2521 เป็นพระครูฐานานุกรมในพระสาสนโสภณ (นิรันตร์ นิรนฺตโร) พระครูปลัดอรรถจริยานุกิจ พิพิธธรรมโกศล วิมลสุตาคม อุดมคณานุนายก ตรีปิฎกญาณวิจิตร • พ.ศ.2524 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระอมราภิรักขิต • พ.ศ.2532 เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชธรรมสุธี ตรีปิฎกวิภูษิต ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี • พ.ศ.2537 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพวรเมธี ศรีปฏิภาณธรรมสาธก ตรีปิฎกวิภูษิต ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี • พ.ศ.2538 เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวรเมธี ศรีปฏิภาณธรรมสาธก ตรีปิฎกวิภูษิต สาสนกิจวิวัฒนาทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี • พ.ศ.2543 เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองที่ พระพรหมเมธี ศรีปฏิภาณธรรมโกศล สุวิมลคณาทร บวรธรรม
วรนายก ตรีปิฎกวิภูษิต ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี • พ.ศ.2553 เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระธีรญาณมุนี ศรีชินทัตตวรางกูร วิบูลสีลาจารวิมล คณโสภณเลขาธิกร สุนทรปริยัติดิลก ตรีปิฎกวิภูษิต ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี นอกเหนือจากตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ ตามที่ได้รับมอบหมายจากมหาเถรสมาคมแล้ว สมเด็จพระธีรญาณมุนียังได้บำเพ็ญคุณประโยชน์ไว้มากมาย เช่น • การบูรณะถาวรวัตถุและเสนาสนะต่างๆ ของวัดเทพศิรินทราวาส เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกุฏิ พระอุโบสถ อาคารและตึก รวมทั้งปรับโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า น้ำประปา การจัดภูมิทัศน์ภายในวัด และรอบๆ วัดให้ปลอดโปร่ง เขียวขจี ร่มรื่น น่าอยู่ เป็น “วัดส่งเสริมสุขภาพ” ของประชาชน ชุมชน และคณะสงฆ์ตลอดจนอุบาสก อุบาสิกา รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยของเรา • อีกทั้งท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนียังได้ส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ โดยเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง…“วัดพุทธดัลลัส สหรัฐอเมริกา” นอกจากนี้ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 83 พรรษา ในปี พ.ศ.2553 สมเด็จพระธีรญาณมุนี ได้จัดตั้งกองทุนชื่อว่า…“กองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหัวใจ”…ที่ยากไร้และขาดโอกาสเข้าถึงยา ให้แก่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล • นอกจากนี้เจ้าประคุณสมเด็จยังมีตำแหน่งพิเศษหลักๆ ดังนี้ 1) เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 2) เป็นประธานกรรมการอำนวยการวัดพุทธดัลลัส ประเทศสหรัฐอเมริกา 3) เป็นผู้อุปถัมภ์โครงการเพชรยอดมงกุฎ 4) เป็นประธานกรรมการบริหาร สำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ (ธรรมยุต) เป็นต้น
สืบเนื่องด้วยเจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทาวาส ได้เล็งเห็นว่า…พระพุทธศาสนาได้มั่นคงอยู่ในดินแดนแถบนี้ (ณ แดนพุทธภูมิ อินเดีย เนปาล) ไม่น้อยกว่า 1,500 ปี จนพิธีกรรมและหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาได้กลายเป็นวัฒนธรรมประเพณี และพฤติกรรมในการดำรงชีวิตสืบทอดกันมาโดยตลอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่โอกาสจะมาจาริก แสวงบุญ ณ แดนพุทธภูมิเพื่อให้ได้มาเห็นรับฟังหลักฐานของแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนา อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ มีไม่มากนั้น ยิ่งการมาบรรพชาอุปสมบทเป็นพุทธสาวกใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ หรือปฏิบัติธรรม รักษาศีล ให้ทาน และร่วมจาริกแสวงบุญ ครอบสังเวชนียสถานทั้งสี่ และแห่งอื่นๆ ที่มีความสำคัญยิ่งยากมาก ทั้งที่ทราบว่าการเดินทางจาริกแสวงบุญตามเส้นทางที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจ เสมือนเป็นการได้หวนระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เกิด “พระพุทธ
ศาสนา” และย่อมเกิดบุญกุศลแก่ตนเอง ดังพระพุทธองค์ที่ตรัสกับพระอานนท์ ก่อนจะปรินิพพานว่า…
“ดูก่อนอานนท์ สังเวชนียสถาน 4 แห่งเหล่านี้ เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตร ผู้มีศรัทธา สังเวชนียสถาน 4 เป็นไฉน สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตร ผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า ‘พระตถาคตประสูติ’ ในที่นี้ สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาระลึกว่า ‘พระตถาคตตรัสรู้’
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในที่นี้ สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธาด้วยระลึกว่า ‘พระตถาคตยังจักรธรรม’ ยังยวดยิ่งให้เป็นไปแล้วในที่นี้ สังเวชนียสถานเป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา ด้วยระลึกว่า ‘พระตถาคตเสด็จปรินิพพาน’ ด้วยอนุปาทิเสส นิพพานธาตุ ในที่นี้ อานนท์สังเวชนียสถาน 4 แห่ง เหล่านี้แล…เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีศรัทธา จัดมาด้วยระลึกถึงพระตถาคตประสูติ ในที่นี้บ้าง พระคตาคตตรัสรู้อนุตตร สัมมาสัมโพธิญาณ ในที่นี้บ้าง พระตถาคตปรินิพพานแล้ว ด้วยอุปปาทิเสสนิพพานในที่นี้บ้าง ดูก่อน อานนท์ ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปยังเจดีย์มีจิตเลื่อมใส จักกระทำกาละ ชนเหล่านั้นทั้งหมดเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”
อนึ่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ให้อย่างแท้จริง ซึ่งได้พระราชทานดำรัส ถือพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งได้พระราชทานเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย
เจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี ผู้ด้วยการมองวิสัยทัศน์กว้างไกลตระหนักถึง “พระพุทธองค์ที่ตรัสกับอานนท์ก่อนที่จะปรินิพพาน จึงได้ริเริ่มโครงการ นำพุทธศาสนามาประยุกต์ในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใสและคุณธรรม ตลอดจนการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ยั่งยืนและเป็นสุข จึงได้ส่งเสริมให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักธุรกิจและประชาชนทั่วไป ได้เดินตามรอยพระบาทพระพุทธองค์ ตั้งแต่ประสูติ บำเพ็ญทุกรกิริยา ตรัสรู้ ปฐมเทศนา เผยแผ่และแสดงโอวาทปกติโมกข์ กำหนดพระสูตร และพระวินัย สร้างพุทธบริษัทที่ครบถ้วน และเสด็จปรินิพพาน ตลอดจนไปทำบุญ ทอดผ้าป่า ณ วัดตามเส้นทางดังกล่าว จึงได้ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวในรูป… “โครงการอุปสมบทหมู่ ณ แดนพุทธภูมิ (อินเดีย-เนปาล)” มาแล้วถึง 22 รุ่น มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 2,000 คน ในปีนี้เดือนธันวาคม 2562 จะดำเนินเป็นรุ่นที่ 23 และในเดือนมีนาคม 2563 เป็นรุ่นที่ 24 ผลที่คาดว่าจะได้รับจากผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว พบว่า : 1) ผู้เข้าร่วมโครงการที่ผ่านการอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ถูกต้องตามหลักธรรมวินัย หรือได้บวชเนกขัมมะที่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด 2) ผู้เข้าร่วมโครงการได้ศึกษาพุทธประวัติและพระวินัย ตลอดจนชาดกและเกร็ดความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา จากพระธรรมทูตและพระวิทยากร 3)
ผู้เข้าร่วมโครงการได้เดินทางจาริกแสวงบุญตามรอยพระบาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครบสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง และ 4) ผู้เข้าร่วมโครงการเกิดศรัทธามั่นคงต่อพระพุทธศาสนา เกิดความปีติอันดี อิ่มเอมใจ… “มีสติ” มีจิตใจที่สว่าง สะอาด สงบ ดำรงชีวิตทั้งงานส่วนตัวมีประสิทธิภาพ และครอบครัวอยู่อย่างเป็นสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสมดุล
อนึ่ง ผู้เขียนได้มีโอกาสรับหนังสือจากท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี ชื่อหนังสือ คาถาธรรมบท ในขุททกนิกาย คาธรรมบท 71 ปี สมเด็จพระธีรญาณมุนี (วรชาโย) 22 ต.ค.2561 ในคำ “สันตุฏฐิปรารภ” ความว่า… การนับวันเดือนปีเป็นบัญญัติธรรมที่โลกสมมุติขึ้น เพื่อใช้เตือนให้รู้ขณะรู้สมัยของชีวิตว่ากาลใดควรทำการใด กาลใดควรเว้นการใด กาลอันล่วงไปย่อมกร่อนกินสังขารธรรมให้ชำรุด คร่ำคร่าไปเป็นธรรมดาทั้งรูปทั้งนามไม่มีวันเว้น วันที่ 22 ตุลาคม เวียนมาบรรจบเข้าเมื่อใด ข้าพเจ้าถือว่าเมื่อนั้นเป็นโอกาสอันดีที่จะเตือนใจตนเองว่า สมมุติแห่งเวลาว่าบรรจบครบปีแห่งชีวิต ได้ล่วงมาถึงอีกครั้งหนึ่งแล้ว ในพุทธศักราช 2561 นี้โลกสมมุติว่าข้าพเจ้ามีอายุ 71 ปี เป็นวัยที่นับเข้าสู่เขตชราอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์มาสักระยะหนึ่งแล้ว • แม้วัยธรรมเป็นสภาพธรรมดาของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้น แต่การมีชีวิตอยู่มาถึงวัยนี้โดยสวัสดิภาพย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดา หากต้องมีบุพการีและกัลยาณมิตรคอยเกื้อหนุน การมีบุพการีผู้เปี่ยมด้วยพระเดชพระคุณ และการมีมิตรที่ดีแท้นั้นต้องอาศัยบุญกุศลที่หนหลังเข้าเสริมส่งเป็นมงคลชีวิต ข้าพเจ้าจึงใช้โอกาสวันคล้ายวันเกิดของทุกปี บำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอุทิศสนองพระเดชพระคุณบุพการีและบูรพาจารย์ ตลอดจนแผ่กุศลถึงสหธรรมิกและสาธุชนผู้เป็นกัลยาณมิตรที่ล่วงลับ อีกทั้งบำเพ็ญกุศลเป็นมงคลอายุ เจริญสามัคคีรสเอื้อเฟื้อกันด้วยไมตรีจิตแก่บรรดาที่ยังเกื้อกูลกันอยู่ในปัจจุบัน • สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระอนุศาสน์สั่งสอนไว้ว่า “สนฺตุฏฐี ปรมํ ธนํ” ความว่า ความสันโดษเป็นยอดทรัพย์ ซึ่งความสันโดษในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าอยู่อย่างโดดเดี่ยว หรืออยู่อย่างอดๆ อยากๆ อย่างที่เข้าใจกันไปผิดๆ อันที่จริงความสันโดษนั้นคือความพอใจตามที่มีอาจจำแนกออกเป็น 3 ทาง กล่าวคือ ความยินดีตามที่ได้ 1 ความยินดีสิ่งที่ควรแก่สมรรถภาพ 1 และความยินดีในสิ่งที่ควรแก่ฐานะ 1 • พระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระมหากรุณาพระราชทานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้คนไทยดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อนลำบาก ไม่เป็นคนทำอะไรเกินประมาณ เกินฐานะ ให้ดำเนินชีวิตมีเหตุมีผล บนเงื่อนไขของการมีความรู้คู่คุณธรรม พระราชปรัชญานี้สอดคล้องต้องตรงกับพระบรมพุทโธวาททุกสถาน • ท่านทั้งหลายอาจเริ่มสงสัยว่าเหตุใด ข้าพเจ้าจึงเชิญพระพุทธภาษิตและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรารภโดยสังเขป ณ ที่นี้ ขอเฉลยว่าเพราะยิ่งบุคคลหมั่นพิจารณาถึงความแก่ ความเจ็บ ความตาย ว่าเป็นธรรมดาหลีกเลี่ยงไปไม่ได้ อยู่บ่อยเสมอมากเมื่อไร ความโลภ ความโกรธ ความหลงอันเป็นเหตุของความ “ไม่รู้จักพอหรือไม่” หรือ “สันโดษ” ก็จะลดลงมากเท่านั้น โอกาสนี้ จึงขอตั้งคำถามต่อท่านทั้งหลายว่า ในเมื่อวันเวลาล่วงผ่านพ้นไปแต่ละปีๆ อย่างรวดเร็ว ท่านได้ทบทวนถึงสัจธรรมเหล่านี้บ้างแล้วหรือยัง หากว่ายัง ขอให้ลองพิจารณาตามที่ข้าพเจ้ากล่าว เพื่อเป็นการเจริญธรรมในจิตใจของท่าน ถือว่าเป็นการให้ของขวัญแก่ข้าพเจ้าในวันคล้ายวันเกิดเถิด อนึ่งในวาระครบรอบ 71 ปี สมเด็จพระธีรญาณมุนี (วรชาโย) คณะศิษย์ได้จัดพิมพ์หนังสือ “ธรรมบท ภาค 5 ถึง ภาค 8” สมทบการบำเพ็ญกุศลกับท่านเจ้าประคุณสมเด็จ เพื่อเผยแผ่ ซึ่งมีประโยชน์และคุณค่าสูงมาก พระธรรมวินัยเรื่องต่างๆ เป็น “ธรรมทาน” เพิ่มพูนปีติปราโมทย์ของพระเดชพระคุณ ในการเพิ่มพูนสติปัญญาให้แก่พุทธศาสนิกชน และเพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาสืบไป
อนึ่ง โครงการอุปสมบทหมู่ ณ แดนพุทธภูมิ (อินเดีย-เนปาล) “ของวิทยาลัยป้องกันกิเลส” (วปก.) ดำเนินมาจนถึงวันเกิดที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่เรียกว่า วปก. มี วปก.1 ถึง วปก. 22… ผู้เขียนในฐานะเป็นคนหนึ่งที่อยู่ใน วปก. รุ่น 20 ได้มีการประเมินผลเชิงวิชาการตามที่รายงานในหนังสือพิมพ์มติชนของเรา ฉบับวันอาทิตย์ ที่ 20 มกราคม 2562 สรุป ทุกคนในรุ่น 95 คน ได้เกิดต้องตาเห็นธรรมสอดคล้องกับ “คติธรรม” ของเจ้าประคุณสมเด็จ 2 ข้อ 1) สิ่งทั้งหลายทั้งปวงสำคัญที่ใจ ใจประเสริฐสุดสำเร็จได้ด้วยใจ 2) “ถึงเหนื่อยเพียงใด ใจไม่ท้อ หวังเพียงก่อ สร้างบุญไว้ในพระศาสนา อุปัชฌาย์ เจ้าให้เป็น ลูกพระศาสดา ดำรงพระศาสนา ให้คงอยู่ คู่โลกเอย” และบรรลุวัตถุประสงค์ 2 ประการ กล่าวคือ…1) คันธุระ ได้แก่ ลูกๆ ของเจ้าประคุณ ทุกคนได้ศึกษาเล่าเรียนให้รู้เรื่องพระศาสนา และหลักของศีลธรรม 2) วิปัสสนาธุระ ธุระหรืองานอย่างสูงสุดในพระศาสนาซึ่งเป็นงานที่จะช่วยให้ลูกๆ ทุกคน ซึ่งนับถือพระพุทธศาสนาได้รู้จักการ “ดับทุกข์” หรือ “เปลื้องทุกข์ออกจากตน” คือ การมี “สติ”… เพื่อรักษา “ตน” มากน้อยตามควรแก่การปฏิบัติจากทุกข์เล็กๆ จนถึงทุกใหญ่ เช่น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเป็นทางปฏิบัติมีอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ในทุกรุ่นของวิทยาลัยป้องกันกิเลส (วปก.) ที่ผ่านมากว่า 2,000 ชีวิต “ลูก” เจ้าประคุณสมเด็จ ที่ได้รับการอบรมตามเกณฑ์ของท่านเจ้าประคุณ “สมเด็จพระธีรญาณมุนี” และคณะประกอบด้วย ท่านพระเทพโมลี พระราชกิตติมงคล พระศรีวิศาลคุณ และ วปก. รุ่น 23, 24 อีก 200 ชีวิต ที่จะผ่านการอบรมในเดือนธันวาคมและมีนาคม ขณะบวชเป็นพระภิกษุตามโครงการ และหลังการอบรมเป็นฆราวาส จะปฏิบัติตามที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนีขอเป็นของขวัญให้แก่เจ้าประคุณสมเด็จให้มีความเป็นผู้ “สันโดษ…สนฺตุฏฐี ปรมํ ธนํ” ซึ่งถือเป็นยอดทรัพย์ เพื่อตอบแทนเป็นของขวัญให้แก่ท่านในวันครบรอบ 72 ปี 22 ตุลาคม 2562 นี้และตลอดไป
ท้ายสุดนี้ในวาระอายุวัฒนะมงคล 72 ปี ของสมเด็จพระธีรญาณมุนี (วรชาโย) ในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 นี้ คณะศิษยานุศิษย์ทั่วทุกสารทิศของน้อมถวายแด่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี (วรชาโย) ขอให้ท่านเจ้าประคุณมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง พลานามัยสมบูรณ์ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเหล่าพุทธศาสนิกชนตราบนานเท่านานเทอญ…
อนึ่ง กำหนดการบำเพ็ญกุศลอายุวัฒนมงคล 72 ปี สมเด็จพระธีรญาณมุนี ณ วัดโบสถ์ ปทุมธานี วันที่ 21 ต.ค.62 เริ่ม 06.00 ใส่บาตรอาหารแห้ง 73 รูป 07.30 น. ปลูกต้นไม้ 73 ต้น 10.00 น. พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ 11.00 น. พระสงฆ์เจริญสามัคคีรส เชิญชวนศิษยานุศิษย์ทุกท่านร่วมงานดังกล่าวด้วยนะครับ

