นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและผู้นำประเทศโดยทั่วไปเห็นว่าข้อตกลงการค้าเสรีที่ไม่มีการคิดภาษีศุลกากรระหว่างกัน เป็นนโยบายที่สามารถกระตุ้นการค้าระหว่างคู่ค้าและยกระดับความสามารถในการแข่งขันโดยนำไปสู่การเติบโตเศรษฐกิจที่มากขึ้นได้ แต่กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์และผู้นำประเทศดังกล่าวจะต้องพิจารณานโยบายดังกล่าวอีกครั้ง จากการที่สหรัฐอเมริกาได้ใช้นโยบายกีดกันทางการค้า (protectionism) เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการค้าเสรี และกลุ่ม EU ก็มีปัญหาการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ PIGS (โปรตุเกส, อิตาลี, กรีซ, สเปน) ที่มีความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจต่ำกว่า จึงเห็นได้ว่าข้อตกลงการค้าเสรี เหมาะสำหรับประเทศคู่ค้าหรืออุตสาหกรรมที่มีขนาด และขีดความสามารถในการแข่งขันใกล้เคียงกัน ผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนจึงควรทบทวนการใช้นโยบายข้อตกลงการค้าเสรีที่ผ่านมา ว่าเหมาะสมกับอาเซียนหรือไม่ อย่างไร
บทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะแสดงถึงมายาคติและกับดักเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นจากความเหลื่อมล้ำ และความบกพร่องของฐานความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มประเทศภาคีสมาชิกอาเซียน พร้อมทั้งนำเสนอข้อแนะนำเพื่อความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนของอาเซียน
เพื่อแก้ไขมายาคตินโยบายการค้าเสรี คณะผู้วิจัยขอนำเสนอ ผลกระทบทางลบของข้อตกลงการค้าเสรีที่มีต่ออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และ SMEs ไทย เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการทุ่มตลาดโดยผู้ค้าเหล็กสัญชาติจีน ผู้ผลิตเหล็กภายในประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันได้เนื่องจากทุนที่น้อยกว่า และกรณีล้งลำไยไทยที่มักจะเป็น SMEs ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการครอบงำระบบการค้าโดยล้งจากจีน โดยในระยะแรกนั้น ล้งจากจีนให้ราคากับเกษตรกรลำไยไทยสูงมากทำให้ล้งลำไยไทยต้องออกจากระบบ หรือลดบทบาท เพื่อผูกขาดการรับซื้อลำไย และส่งออกได้กำไรมากขึ้นจากข้อตกลงการปลอดภาษีซึ่งแม้ว่าตัวเลขยอดกำไรจากการส่งออกลำไยของไทยไปจีนสูงขึ้นนับ 10 เท่า แต่ผลกำไรที่แท้จริงนั้นตกอยู่กับล้งจีนซึ่งกดราคาลำไยเกษตรกรไทย
ดังนั้น ผลลัพธ์ที่แท้จริงของการเปิดการค้าเสรีลำไย ก็คือทำให้ระบบการค้าลำไยไทยเป็นระบบการค้าลำไยเมืองขึ้นของจีนนั่นเอง
และเมื่อพิจารณาถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในกลุ่มประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนซึ่งมีสัดส่วนถึง 95-98% ของหน่วยธุรกิจทั้งหมด การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางการค้าปลอดภาษี เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและมักถูกละเลยสำหรับ SMEs ในกลุ่มอาเซียนเนื่องจากต้องจัดการเรื่องเอกสารในการขอสิทธิประโยชน์ FTA โดยต้องปฏิบัติตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และต้องได้รับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดของสินค้า (certificated of origin) ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวได้ จึงเห็นได้ว่า FTA จะก่อให้เกิดประโยชน์ให้แก่เพียงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือเครือข่ายการผลิตข้ามชาติ ที่มีขีดความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนหรือทำให้ทัดเทียมได้ หรือที่สามารถเรียนรู้ ยกระดับ และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้
ดังนั้นการใช้นโยบายข้อตกลงการค้าเสรี ทั้งในระดับประเทศต่อประเทศและกลุ่มต่อกลุ่ม จึงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน มิฉะนั้น การดำเนินการตามนโยบายและข้อตกลงการค้าเสรีจะเป็นการซ้ำเติมภาวะรวยกระจุก จนกระจาย ตัวเลข GDP โต แต่ประชาชนทั่วไปยังมีความเป็นอยู่เช่นเดิม
และไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่ากลุ่มอาเซียน ได้ลอกเลียนใช้นโยบายข้อตกลงการค้าเสรีจากกลุ่มประเทศตะวันตกทั้งภายในกลุ่มและนอกกลุ่มอาเซียนอย่างไม่เหมาะสมเพราะมีมายาคติคือเข้าใจว่า การค้าเสรีนั้นดีเสมอ ใช้ได้ในทุกกรณี เพราะเมื่อพิจารณาถึงฐานความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ของอาเซียนแล้วจะพบว่าเรามีองค์ความรู้เกี่ยวกับการหลอมรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ (economic integration) น้อยมาก ดังกราฟที่ 1.1

ในทางปฏิบัติ อาเซียนไม่ควรที่จะเร่งรัดในการทำข้อตกลงการค้าเสรีทั้งกับประเทศในกลุ่มหรือนอกกลุ่มการค้าอาเซียน เพราะที่จริงแล้ว เราตั้งกลุ่มอาเซียนมาเพื่อสามารถตั้งเงื่อนไขการค้า หรือคิดภาษีการค้ากับกลุ่มการค้า และประเทศมหาอำนาจอื่นทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นธรรม (Fair Trade Agreement) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนที่ยังไม่มีความพร้อม ทั้งในแง่ของความเข้มแข็งขององค์กรธุรกิจ และความฉลาดรอบรู้ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเราจะเห็นได้ในกรณีของ AFTA (ASEAN Free Trade Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรีเทียม คือ แม้มีการลดพิกัดภาษีศุลกากรระหว่างกันเป็นศูนย์ก็จริง แต่กลับมีการใช้มาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อปกป้องประคองรักษาระบบเศรษฐกิจและ SMEs ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจส่วนใหญ่ของแต่ละประเทศเอาไว้ โดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่า ระบบการค้าภายในกลุ่มอาเซียนมีสภาพเหมือนติดกับ คือ แทบไม่มีความคืบหน้าไปไหนเลยเป็นเวลานานกว่า 25 ปี แต่การที่จะก่อให้เกิด Fair Trade Agreement ตามแนวทาง ASEAN WAY1แต่ละประเทศจะต้องมีองค์
ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่เพียงพอ รอบด้าน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากลเป็นพื้นฐานรองรับ
เพื่อสร้างข้อตกลงทั้งในเชิงหลักการและวิธีการ ทั้งในการประชุมอาเซียนในระดับ ministry และ senior official meeting อันนำไปสู่การปฏิบัติกระทั่งเกิดผลเป็นรูปธรรม

จากกราฟ 1.2 จะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศอาเซียนมีความเหลื่อมล้ำทางความรู้ทางเศรษฐศาสตร์อย่างมาก ดังที่เราจะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศ CLMV มีความเหลื่อมล้ำของฐานความรู้ทางเศรษฐศาสตร์2 สูงมาก เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศภาคีสมาชิกอื่นเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย
ดังนั้นเพื่อที่จะก่อให้เกิด Fair Trade Agreement และเป็นไปตามแนวทาง ASEAN WAY ประเทศไทยควรจะมีบทบาทในการลดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ และสร้างการมีส่วนร่วมทางปัญญากับลาว เขมร และพม่า ด้วยการสร้างทีมงานวิจัยร่วมกันทางเศรษฐศาสตร์ ตามปฏิญญาอาเซียน ข้อที่ 5 ที่ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปของการฝึกอบรมและวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ข้อเสนอแนะ
1.การรวมกลุ่ม ASEAN ก็เพื่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจร่วมที่เข้มแข็ง มีอำนาจต่อรองกับกลุ่มการค้าอื่น และมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ด้วยการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศให้มีความเข้มแข็ง ข้อตกลงและแนวนโยบายเศรษฐกิจทั้งกับประเทศภายในกลุ่มและกลุ่มประเทศภายนอกกลุ่ม จึงไม่จำเป็นต้องเป็นนโยบายการค้าปลอดภาษี Free Trade Agreement แต่ควรเป็น Fair Trade Agreement คือ นโยบายภาษีการค้าที่ไม่ทำลาย และคำนึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศภาคีสมาชิก (โดยอาจจะเป็น Free Trade Agreement เป็นรายอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันสูง) โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ASEAN ไม่ควรใช้ Free Trade Agreement โดยปราศจากการไตร่ตรอง มิฉะนั้นผลประโยชน์จะตกอยู่กับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในระดับประเทศ และประเทศที่มีความเข้มแข็งกว่าในระดับภูมิภาค โดย SMEs ที่เป็นหน่วยธุรกิจส่วนใหญ่และหัวใจหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจ มักจะได้รับผลกระทบทางลบมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ Free Trade Agreement ก็สามารถเป็น Fair Trade Agreement ได้ในกรณีที่คู่สัญญามีระบบเศรษฐกิจ หรือหน่วยธุรกิจของแต่ละประเทศ มีความเข้มแข็ง และความฉลาดรอบรู้สูงใกล้เคียงกัน
2.เหล่าผู้นำประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนควรตระหนักว่า การหลอมรวม ASEAN ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน กลุ่มประเทศภาคีสมาชิกในกลุ่ม ASEAN ควรร่วมกันสร้างเสริมมีองค์ความรู้ (ทั้งในทางเศรษฐศาสตร์ สังคม และการเมือง) ที่มีมาตรฐานสูง เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับสากล และระดับ (ชั้นนำของ) โลกในปริมาณที่มากพอในแต่ละหัวข้ออย่างสมดุล ทั้งในระดับนโยบาย-เป้าหมาย, หลักการ-แนวทาง และแผนการ-วิธีการ อันเป็นพื้นฐานให้เกิดความทัดเทียมและความเชื่อถือซึ่งกันและกัน ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแสวงหาข้อตกลงร่วมกันเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และฉลาดรอบรู้ในระบบเศรษฐกิจร่วมกันอย่างเหมาะสมเป็นธรรม อันนำไปสู่การดำเนินการโดยสมัครใจอย่างเต็มกำลังตามผลการประชุม ASEAN ทั้งในระดับสุดยอด, รัฐมนตรี, และระดับ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส และพึงตระหนักว่า การหลอมรวมในมิติต่างๆ ที่ขาดองค์ความรู้ที่ถูกต้องเพียงพอมา
รองรับ จะเป็นการหลอมรวมที่ไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์เท่าที่ควรและอาจก่อให้เกิดโทษอย่างคาดไม่ถึง หรือแม้กระทั่งเป็นการหลอมรวมที่หลงผิด
3.การแก้ไขและพัฒนาเศรษฐกิจไทยไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะในกรอบภูมิปัญญาของนักวิชาการ/นักวิจัยไทยเท่านั้น แต่ควรจะได้ปรับใช้ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ จากกรอบภูมิปัญญาของนักวิชาการ/นักวิจัยอาเซียนด้วย เช่น การจัดการเมือง และระบบการเงินการธนาคาร ของ สิงคโปร์, การแก้ไขปัญหาความยากจนของมาเลเซีย, การจัดการกับภัยธรรมชาติของเวียดนาม และฟิลิปปินส์ เป็นต้น และเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักข้อตกลงการค้าเสรีเทียม และสร้างข้อตกลงการค้าที่เป็น (รูป) ธรรม ประเทศไทยควรเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดให้มีการทำวิจัยร่วมกันระหว่างประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนในกลุ่ม CLMVT ได้แก่ ข้อตกลงกฎหมายทางการค้าและระเบียบพิธีการทางศุลกากรที่เหมาะสมเป็นธรรมกับ SMEs ในทุกกลุ่มพิกัดศุลกากรที่มียอดการค้าระหว่างกันสูงในกลุ่มประเทศ CLMVT ทั้ง On-line และ Off-line เป็นต้น
4.รัฐบาลทุกประเทศภาคีสมาชิกอาเซียน ควรจัดตั้งเวที สานเสวนา ระหว่างตัวแทนภาครัฐ-ภาคเอกชน, นักวิชาการ, ตัวแทนประชาชน ผู้มีส่วนได้-เสีย โดยเผยแพร่ผ่านสื่อหลายแขนง ในหัวข้อ/ประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยรัฐมีบทบาทในการประสาน-สร้างสรรค์-สรุป ข้อคิดเห็น-หลักการของนักวิชาการและข้อมูล เหตุการณ์ เหตุผล และความจำเป็นของผู้ประกอบการ และประชาชนผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย เพื่อนำไปเป็นเกณฑ์-เงื่อนไข ประกอบการพิจารณาตกลงในนโยบาย หลักการในการประชุมอาเซียนระดับรัฐมนตรี และในการดำเนินการในการประชุมอาเซียนระดับผู้เชี่ยวชาญอาวุโส
5.ควรปลูกฝังค่านิยมในการทำวิจัยให้แก่ประชาชน ตั้งแต่ระดับประถม-มัธยม โดยเริ่มจากสิ่งที่อยู่รอบตัว เช่น ทำอย่างไรจึงจะพัฒนา ครอบครัว-โรงเรียน-ชุมชนรอบตัว ให้ดีขึ้นโดยระดับประถม ให้เน้นการปลูกฝังจิตสำนึกให้รักครอบครัว และชุมชน เป็นหลัก ในระดับมัธยม ให้มีขั้นตอนในการตั้งปัญหา, การพิจารณาให้มองเห็น อุปสรรค-จุดด้อย/โอกาส-จุดแข็ง เพื่อแสวงหาแนวทางและวิธีการแก้ไขที่เหมาะสม และให้นำเสนอหน้าห้องและประกวดในระดับอำเภอและระดับจังหวัด เป็นต้น
และในระดับอุดมศึกษาให้เพิ่มแรงจูงใจในการทำวิจัยให้แก่นักศึกษาในการทำวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ในระดับจังหวัด ภาค และประเทศสำหรับนักวิชาการ-อาจารย์ในทุกระดับจนถึงระดับอุดมศึกษา ควรสนับสนุนให้สร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพในระดับโลก ที่ได้รับการรับรองจาก ISI3 หรือแนวหน้าของโลก (อยู่ใน Q1-Q2 หรืออันดับที่ 1-84 และ 85-168 ในทำเนียบวารสารของ ISI) โดยจัดให้มีค่าตอบแทน (หากงานวิจัยได้รับการตีพิมพ์) มากกว่าค่าจ้างทำวิจัยของบริษัทรับจ้างทำวิจัย และของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ เป็นต้น
รายนามคณะผู้วิจัย
หัวหน้าคณะวิจัย
ดร.ไพทัน ตระการศักดิกุล
คณะผู้ช่วยวิจัย
กัญชญา จุฑามณี
ตระการ ไตรพิเชียรสุข
คณึงลักษณ์ สุขขีนัง
ชญานนท์ เจริญชัยพงศ์
พิชญ์ คุ้มแคว้น

