โรงเรียนนิติบุคคล : โดยสมหมาย ปาริจฉัตต์

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ลงวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2562 เวลาผ่านไปถึงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 รวม 3 เดือนพอดี

ประกาศดังกล่าวก็คือแนวทางบริหารการศึกษาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนล่าสุดตั้งเป้าหมายว่าจะทำ ซึ่งครอบคลุมทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ก่อนอนุบาล อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สาระเนื้อในแต่ละระดับเป็นอย่างไร ท่านที่สนใจเปิดเว็บไซต์กระทรวงศึกษาธิการอ่านได้เลยทันที

จุดที่น่าสนใจติดตามคงหนีไม่พ้น ส่วนที่ว่าด้วย การขับเคลื่อนการปฏิบัติ ประกาศสิ่งที่จะทำไว้ทั้งหมด 11 ประเด็น ตัวอย่างเช่น

4 ปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการให้เกิดความคล่องตัว หากติดขัดในเรื่องข้อกฎหมาย ให้ผู้บริหารระดับสูงร่วมหาแนวทางการแก้ไขร่วมกัน

7 เร่งทวบทวน(ร่าง)พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … โดยปรับปรุงสาระสำคัญให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล

8 ในระดับพื้นที่หากเกิดปัญหาข้อติดขัดการปฏิบัติงาน ต้องศึกษา ตรวจสอบข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เช่น จำนวนเด็กในพื้นที่น้อยลงซึ่งจำเป็นต้องมีการควบรวมโรงเรียน ให้พิจารณาสื่อสารอธิบายทำความเข้าใจที่ชัดเจนกับชุมชน

9 วางแผนการใช้อัตรากำลังครู โดยเฉพาะครูระดับอนุบาล และครูระดับอาชีวศึกษาให้มีประสิทธิภาพและจัดทำแผนการประเมินครูอย่างเป็นระบบ รวมทั้งจัดทำหลักสูตรการพัฒนาครูให้มีองค์ความรู้และทักษะในด้านพหุปัญญาของผู้เรียน

10 ให้ศึกษาธิการจังหวัดจัดทำแผนการจัดการศึกษาของแต่ละจังหวัด นำเสนอต่อคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดและขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ถามว่าแต่ละเรื่องคืบหน้าไปถึงไหน เพราะล้วนเกิดการเคลื่อนไหวของครูและบุคลากรทางการศึกษา แสดงท่าทีคัดค้าน โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.การศึกษาและการปรับโครงสร้างกระทรวงฯ

ชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย (ชร.ผอ.สพท.) ประกาศออกแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีนายวราวิทย์ กำภู ณ อยุธยา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน

คำถามหลายประเด็นเกิดข้อถกเถียงกว้างขวาง อาทิ เห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้ยุบสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เห็นด้วยหรือไม่ที่มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 183 เขตเท่าเดิม เห็นด้วยหรือไม่ที่จะมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาครบ 77 จังหวัด จากเดิมปัจจุบันมี 42 เขตพื้นที่ เห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้ทุกโรงเรียนเป็นนิติบุคคล

เสียดายคำถามทุกข้อ เน้นคำตอบเพียงแค่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น โดยไม่กล่าวถึงเหตุผลสนับสนุนหรือคัดค้านว่าเพราะอะไร เปลี่ยนแปลงแล้วจะส่งผลให้คุณภาพการศึกษาของโรงเรียน และนักเรียนดีขึ้นตรงไหน

จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นข้อเรียกร้องเพื่อสนองผลประโยชน์ของตัวเอง ครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา มาก่อนผลประโยชน์ผู้เรียนทิ้งสิ้น

และไม่มีการถามความเห็นถึงลำดับความเร่งด่วนของการดำเนินนโยบาย ว่า ควรทำเรื่องใดสำคัญก่อนหลัง

ทั้งๆ ที่กล่าวถึงที่สุดแล้วเรื่องที่เป็นหัวใจคือการกระจายอำนาจ ให้สถานศึกษาเกิดความเป็นอิสระ คล่องตัว ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ บุคลากร และบริหารทั่วไป

การกระจายอำนาจเป็นทางออกของการปฏิรูปการศึกษา คู่ขนานไปกับปฏิรูปการผลิตและพัฒนาครู ทั้งระบบบ

ฉะนั้น จุดเน้นหลักของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แทนที่จะเร่งหาคำตอบเรื่องปฏิรูปโครงสร้าง ยุบ ขยาย หน่วยงาน องค์กร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ปรับเปลี่ยนบทบาท กรรมการการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) หันมาเร่งเครื่องให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล เป็นความจริงขึ้นมาโดยเร็ว ยกขึ้นมาเป็นวาระหลักผลักดันก่อน น่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมกว่า

จุดเน้นที่ว่านี้ หากเริ่มจากที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ศึกษาและนำเสนอรูปแบบโรงเรียนนิติบุคคล จนออกมาเป็น ร่าง พ.ร.บ.โรงเรียนในกำกับของรัฐ พ.ศ. … ต้นทุนเวลา ตั้งแต่ปี 2560 ถึงวันนี้สองปีผ่านไปแล้ว โรงเรียนนิติบุคคล ยังเป็นแค่ความฝันและพิมพ์เขียว อยู่เช่นเดิม

บทความก่อนหน้านี้ปีเก่า-ปีใหม่ : โดย เฉลิมพล พลมุข
บทความถัดไปเดินหน้าชน : ‘ขุมทรัพย์’นายพล : โดย โกนจา