หมายเหตุ – ความเห็นจากนักวิชาการประเด็นข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่ 85 เรื่องการนับคะแนนใหม่ ว่าควรแก้ไขหรือไม่ หลังเกิดกรณีการลงคะแนนญัตติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศ และคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ที่ฝ่ายค้านโหวตชนะ แต่ฝ่ายรัฐบาลอ้างข้อบังคับดังกล่าวเพื่อนับคะแนนใหม่ ฝ่ายค้านจึงวอล์กเอาต์ ทำให้สภาล่ม 2 วันติดเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ
ยุทธพร อิสรชัย
นักวิชาการรัฐศาสตร์ มสธ.
สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ควรร่วมกันแก้ไขข้อบังคับให้มีความชัดเจน ขณะที่ปัจจุบันมีหลักในการวินิจฉัยในการใช้ข้อบังคับข้อที่ 85 ไว้แล้วว่าควรนำมาใช้อย่างไร แต่ปัญหาเกิดจากการเขียนไว้ในลักษณะกำกวม ระบุว่าเมื่อมีการนับคะแนนใหม่ ขอให้ใช้วิธีการลงคะแนน ตามข้อบังคับข้อ 83(2) ทำให้มีการนำไปตีความว่าการลงคะแนนใหม่สามารถทำได้ แต่โดยหลักการเชื่อว่าทำไม่ได้
ดังนั้นหากมีการแก้ไขให้ชัดเจนก็จะเป็นทางออกที่ดี หรือหากไม่แก้ไขข้อ 85 ก็มีความชัดเจนเพราะเขียนไว้ กรณีที่มีเหตุจากข้อสงสัยอย่างถึงที่สุดจึงจะขอใช้ได้ จากนั้นต้องมีการนับคะแนนใหม่ ไม่ใช่การลงคะแนนใหม่ เนื่องจากมีการปิดการลงคะแนนไปแล้ว
ส่วนข้อ 86 ยังระบุว่า ส.ส.ใช้สิทธิได้ กระทั่งประธานสภาสั่งให้ปิดการลงคะแนน ดังนั้นการปิดลงคะแนนจึงจบไปแล้ว ส่วนการนับใหม่ก็ต้องนับเฉพาะผู้ที่อยู่ในองค์ประชุมทั้ง 467 คน ในการประชุมเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เท่านั้น
สำหรับประเด็นนี้ประธานสภาวินิจฉัยได้แต่ต้องอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง จะต้องไม่กระทำขัดข้อบังคับข้อที่ 86 ดังนั้นเพื่อให้การทำงานของสภาเดินหน้าไปได้ ฝ่ายรัฐบาลควรถอนญัตติให้นับคะแนนใหม่ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายออกไปมากกว่านี้
นอกจากนั้น วิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต้องเจรจาให้เรียบร้อย เพื่อทำให้ภาพลักษณ์การทำงานของสภาดูดีกว่านี้ เพราะช่องว่างที่กำหนดให้นับคะแนนใหม่ตามข้อบังคับข้อ 85 กำหนดไว้ที่ไม่เกิน 25 คะแนน แต่สภาชุดนี้โอกาสที่จะมีคะแนนห่างกันเกิน 25 คะแนน มีน้อยมากเพราะ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านมีจำนวน ส.ส.ห่างกันไม่มาก ดังนั้น หากไม่แก้ไขข้อบังคับที่สภาสามารถทำได้โดยเป็นการตกลงภายในร่วมกัน การยกมือโหวตทุกญัตติจะมีโอกาสถูกขอนับคะแนนใหม่ได้
เชื่อว่าประเด็นนี้คงไม่ต้องส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะอำนาจอาจเข้าไม่ถึงการพิจารณาหรือวินิจฉัยการใช้ข้อบังคับของสภา เนื่องจากเป็นเพียงข้อบังคับการประชุมไม่ใช่กฎหมาย
ที่ผ่านมาเจตนาในการร่างข้อบังคับข้อ 85 ถือว่าเหมาะสม แต่ต้องดูการตีความการใช้ข้อบังคับจากเหตุที่ถึงที่สุดจริงๆ เช่น เครื่องลงคะแนนมีปัญหา การกดปุ่มเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ มีความคลาดเคลื่อนจากเจตนาของผู้ใช้ ซึ่งการประชุมในวันที่ 27 พฤศจิกายน ถ้านำคะแนนมารวมกันก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ ไม่มีอะไรน่าสงสัย ทุกคะแนนรวมกันแล้วได้ 467 คะแนน ถ้าจะจบตามข้อ 85 การนับคะแนนใหม่ต้องจบในวันที่ 27 พฤศจิกายน ไม่ควรยืดเยื้อเพื่อสร้างประเด็นใหม่เพิ่มเติม
แต่ส่วนตัวเชื่อว่าเรื่องนี้คงไม่ยุติง่ายๆ เพราะญัตติเรื่องมาตรา 44 ถือเป็นการเสนอในเชิงสัญลักษณ์เพื่อตรวจสอบ คสช. ฝ่ายค้านมีเจตนาที่จะสู้กับการใช้อำนาจหลังการรัฐประหาร ส่วนฝ่ายรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นอดีตหัวหน้า คสช.คงไม่ยอมเช่นกัน เพราะถ้ารัฐบาลแพ้โหวตเรื่องนี้ ก็จะมีผลกับหลายเรื่อง แม้กระทั่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ทราบดีว่า 6 ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ยกมือหนุนญัตตินี้ ดังนั้น การนับคะแนนในวันโหวตญัตติก็ไม่ควรมีข้อสงสัยเพื่อเสนอให้นับใหม่
ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ถ้าอ่านดีๆ จะเห็นว่าข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรข้อ 85 มีปัญหา เพราะข้อบังคับดังกล่าวระบุว่า เมื่อมีการออกคะแนนเสียงตามข้อ 83(1) แล้ว ถ้าสมาชิกร้องขอให้มีการนับใหม่ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่ายี่สิบคน ก็ให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเป็นวิธีตามข้อ 83(2) เว้นแต่คะแนนเสียงต่างกันเกินกว่ายี่สิบห้าคะแนนจะขอให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ไม่ได้
ปัญหาคือ ขั้นต้นบอกว่าให้นับใหม่ แต่วรรคกลางระบุว่า “ให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนนตามข้อ 83(2)” แสดงว่าข้อความนี้ขัดแย้งกันเอง เพราะการนับใหม่ผลไม่น่าจะเปลี่ยน แต่การลงคะแนนใหม่นั้น ผู้ออกเสียงสามารถเปลี่ยนใจได้ ทั้งนี้ หากระบุว่า “เปลี่ยนวิธีการนับคะแนน” แบบนี้ยังโอเคกว่า ฉะนั้น ข้อบังคับนี้มีปัญหา ควรได้รับการแก้ไข
สำหรับวิธีการลงคะแนนนั้น แบบลับกับการขานชื่อมีวัตถุประสงค์ต่างกัน เพราะการลงคะแนนลับนับว่าให้เอกสิทธิ์ ส.ส.และสมาชิกในการเลือกอะไรก็ได้ โดยที่ไม่มีใครทราบ ซึ่งนี่ไม่ใช่วิธีการลงคะแนนแบบเปิดเผยตามมาตรา 83(2) คือเรียกชื่อสมาชิกตามหมายเลขสมาชิก ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคนตามวิธีที่ประธานกำหนด ดังนั้น วิธีการที่ถูกต้องที่สุดคือรีเช็กทางเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ว่าผู้ออกเสียงครั้งแรกออกเสียงอย่างไร ก็ให้เรียกชื่อแล้วขานผลตามนั้น ไม่ใช่ให้ลงคะแนนเสียงใหม่
กรณีนายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ระบุว่า ฝ่ายค้านเตรียมยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความข้อบังคับการประชุมสภาข้อที่ 85 ว่าเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากการขอนับคะแนนใหม่อาจกลายเป็นการลงคะแนนใหม่ได้นั้น ถ้ามีลักษณะตามที่นายสุทินกล่าวคือการลงคะแนนใหม่ ก็จะเกิดกลไกวนเวียนไม่รู้จักจบสิ้น ปัญหาคือจะเกิดการตีความข้อบังคับที่ 85 อยู่เช่นนั้น
นอกจากนี้ก็เป็นไปตามที่ ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า กรณีที่จะให้มีการนับคะแนนใหม่นั้น ต้องปรากฏว่ามีความน่าสงสัยเรื่องความผิดพลาดจริงๆ แต่เท่าที่ดูแล้วไม่พบว่ามีอะไรผิดพลาด ทั้งนี้ เพียงนำรายชื่อสมาชิกตามบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ลงคะแนนไว้ออกมาขานชื่อกันใหม่เท่านั้นเอง และไม่ควรเปิดโอกาสให้มีการลงคะแนนใหม่
ด้วยซ้ำ
ฉะนั้น เมื่อถึงเวลาจริงๆ กฎหมายสำคัญอย่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ก็ยังไม่ผ่านเลย หากมีกรณีการนับคะแนนใหม่เกิดขึ้นอีกก็จะเป็นปัญหาไปเรื่อยๆ
จรัส สุวรรณมาลา
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
เจตนาในการร่างข้อบังคับข้อที่ 85 สภาร่างไว้ใช้เฉพาะการนับคะแนนที่ก้ำกึ่งตามที่กำหนด ต้องใช้ในเหตุที่มีข้อสงสัยเพื่อให้มีข้อยุติ แต่ปัจจุบันสภามีการใช้เครื่องมือที่ทันสมัยเข้ามาช่วยนับคะแนน ก็ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องโหวตใหม่
เรื่องนี้ประชาชนที่สนใจติดตามอาจเห็นว่าการตีความอาจเป็นเหตุรำคาญ ทำให้มีการถกเถียงจนสภาล่ม 2 ครั้ง หลังผ่านยุคที่เคยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง ขณะที่ประเด็นการใช้ข้อบังคับในการประชุมสภาก็มาจากการร่างของ ส.ส.ที่ผ่านการเลือกตั้งมาไม่นาน และข้อบังคับในข้อ 85 น่าจะไม่ใช่ของใหม่ เพราะในยุคก่อนการโหวตมีเสียงห่างกันไม่มาก ทั้งที่วิป 2 ฝ่ายตกลงกันแล้ว แต่อาจมี ส.ส.บางคนแอบลักไก่ จึงมีการทักท้วงให้นับคะแนนใหม่เพื่อให้สิ้นข้อสงสัย
ต้องยอมรับมีประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเหตุให้มีการตีความข้อบังคับ ที่สำคัญต้องจับตาดู 6 ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยกมือหนุนญัตติตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบจากการใช้มาตรา 44 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน
ที่ผ่านมา จะมีท่าทีอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์อาจมีมติให้ ส.ส.ของพรรคยกมือค้านได้ แต่การโหวตในสภา ส.ส.มีสิทธิในตัวเอง ต้องลงคะแนนหรือปฏิบัติงานโดยเสรี ไม่อยู่ภายใต้การบังคับหรือผูกพันกับบุคคลกลุ่มใด เรื่องนี้ถ้าไม่ใช่ญัตติเกี่ยวกับมาตรา 44 ปัญหาคงน้อยกว่านี้
ส่วนการวอล์กเอาต์ของฝ่ายค้านก็เป็นวิธีการปกติเพื่อไม่สร้างความชอบธรรมในสิ่งที่ผิด เพราะไม่ต้องการทำหน้าที่ภายใต้สภาพจำยอม ขณะที่ประธานสภาควรวางกรอบบรรทัดฐานในการทำหน้าที่ให้ชัดเจน ตอบสังคมได้ชัดเจน หากมีเหตุผลหรือหลักการที่กระทำภายใต้ข้อบังคับ
หากถามว่าเรื่องนี้จะมีข้อยุติอย่างไร ยอมรับว่าตอบยาก เนื่องจากกระบวนการเจรจาหาทางออกอยู่ในขั้นตอนใด มีข้อตกลงอย่างไร อยู่ที่ความสามารถของแกนนำพรรครัฐบาล
สำหรับการถกเถียงเรื่องข้อบังคับการประชุมครั้งนี้ถือเป็นประเด็น ต้องดูว่าข้อบังคับที่ทำไว้ยังเป็นประโยชน์หรือไม่ หากเห็นว่ามีปัญหาก็ควรเร่งแก้ไข เพราะการพิจารณากฎหมายบางประเภทที่มีความสำคัญด้วยวิธีการปกติ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท จากประสบการณ์ที่ผ่านมากระบวนการพิจารณาอาจไม่รอบคอบ ดังนั้น สภาควรมีการร่างข้อบังคับใหม่สำหรับดูร่างกฎหมายบางประเภทที่มีความสำคัญเป็นการเฉพาะ
วิชิต ปลั่งศรีสกุล
นักวิชาการด้านกฎหมาย
สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น จ.ประจวบคีรีขันธ์
การโหวตญัตติใหม่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีการลงมติในการตั้งกรรมาธิการจบแล้ว แต่ถ้าหากลงมติแล้วมีข้อพิจารณาจากความผิดพลาดของเครื่องลงคะแนน หรือ ส.ส.ที่กดคะแนนผิด จะต้องมีมติให้นับใหม่ มีการยกมือขานชื่อเป็นรายบุคคล ถ้าใช้ข้อบังคับแบบนี้ทุกญัตติก็จะเสียเวลามาก
ดังนั้น ทางออกอยู่ที่ประธานสภาจะต้องหาทางแก้ไขข้อบังคับ เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนใช้เวลาไม่นาน เพราะเป็นเรื่องภายในขององค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ประธานสภาจะยืนยันว่าต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ เมื่อมีการเสนอให้นับคะแนนใหม่ เพื่อนับเป็นรายบุคคล ทั้งที่การนับคะแนนจบแล้ว
รัฐบาลไม่ควรวิตกกังวลในการตรวจสอบอำนาจจากการใช้มาตรา 44 เพราะการตั้งกรรมาธิการเป็นการทำงานตามกติกา ขณะที่ประชาชนแต่ละฝ่ายจะรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ถือเป็นสิทธิ แต่การทำงานของประธานสภาต้องเป็นกลาง สร้างความน่าเชื่อถือ ควรอธิบายการใช้อำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน และที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรในอดีตไม่มีปัญหาเรื่องนี้
ส่วนที่ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ ไม่ประสงค์จะร่วมประชุมเพราะมองว่าประธานสภาไม่เป็นกลางถือว่าทำถูกต้อง และเชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่ถูกนำไปโยงกับญัตติเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในโอกาสต่อไป จะต้องดูท่าทีในอนาคตของแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคที่มี ส.ส.ยกมือหนุนญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบการใช้มาตรา 44

