ภาพเก่าเล่าตำนาน : อุ้ม…แล้วบินหนี เบบี้ลิฟต์(Babylift) โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์บนโลกใบนี้…ยังมีอะไรที่น่าพิศวง งงงวยอีกเยอะแยะนะครับ… ปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์ (Operation Babylift) คือการนำทารกและเด็กๆ เวียดนามราว 3 พันคน ขึ้นอากาศยานทุกชนิดที่มีอยู่… แล้วบินหนีออกจากเวียดนามใต้…หนีตายจากกองทัพเวียดนามเหนือที่กำลังบุกกรุงไซ่ง่อน

กองทัพอากาศสหรัฐเริ่มปฏิบัติการบรรทุกผู้โดยสาร “แบบกล่อง” คาดเข็มขัดนิรภัย นำพาทารกและเด็กๆ ที่กระจองอแง ไม่รู้อนาคตบินออกจากสนามบินตัน ซอน นุต กรุงไซ่ง่อน อย่างเป็นทางการในวันที่ 3 เมษายน 2518 ในขณะที่กองทัพเวียดนามเหนือที่กำลังห้าวหาญทะลุทะลวง ตีทหารเวียดนามใต้แตกทุกป้อมค่าย นำกำลังรบอันดุดันดุจพายุร้ายรุกเข้ามาใกล้กรุงไซ่ง่อน…

ภาพเก่า…เล่าตำนาน ขอย้อนอดีตไปราว 45 ปี เปิดเผยการทำงานในสงครามเวียดนามช่วงก่อนเวียดนามใต้แพ้สงคราม ที่เป็นตำนานลือลั่นสนั่นโลก ปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์ (Operation Babylift) เสี้ยวนาทีก่อนไซ่ง่อนแตก

สงครามเวียดนามรบกันตายเป็นเบือราว 10 ปี เพื่อนร่วมชาติฆ่ากันเองเหมือนบริษัทกำจัดปลวก ไฟสงครามใกล้ชิดติดแดนไทย ทหารไทยไปร่วมกับสหรัฐและชาติต่างๆ ส่งทหารเข้าไปสกัดกั้นการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 …ประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้แบ่งพวกเป็น 2 ขั้วคือ พวกโลกเสรี และพวกคอมมิวนิสต์ ในยุคกระโน้นเรียกว่า สงครามเย็น (Cold War)

สังคมโลกเรียกสงครามตรงนี้ว่า “สงครามเวียดนาม” (Vietnam War) หากแต่ชาวเวียดนาม ชนชาติที่รักแผ่นดินเกิด ชาตินิยมเข้มข้น เรียกมันว่า “สงครามอเมริกัน”

ตามความจริงแล้ว การสู้รบเพื่อเอกราชในเวียดนาม ลาว กัมพูชา ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสนับร้อยปีเกิดขึ้นมายืดเยื้อเรื้อรัง… ชาวเวียดนามสู้ยิบตากับทุกชนเผ่า โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่เข้ามาแย่งยึดดินแดนของเขา ชาวโลกทั่วไปยอมรับว่าชาวเวียดนามคือยอดนักสู้ในระดับต้นๆ ของโลก

ขอเล่าโดยย่อนะครับ…สงครามในอินโดจีนในช่วงปี พ.ศ.2497-2518 เป็นการต่อสู้ระหว่างฝรั่งเศส-เวียดนามในช่วงแรก…สหรัฐกระโดดเข้ามาช่วยรบในช่วง 15 ปีหลัง

กรกฎาคม พ.ศ.2497 ฝรั่งเศสถูกขับไล่ให้ออกจากดินแดนเวียดนาม กองกำลังของคอมมิวนิสต์ นำโดย นายพลหวอ เหวียน ย้าป นำกำลังนักรบใจสิงห์ระดับชาวบ้านเข้าตีกองทัพของฝรั่งเศส ที่เดียนเบียนฟู ที่อยู่บริเวณพื้นที่เชิงเขาแถบชนบททางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม

13 มีนาคม 2497 เกิดการสู้รบแบบเอาบ้านเมืองเป็นเดิมพัน ทหารฝรั่งเศสนึกไม่ถึงว่าชาวเวียดนามจะเก่งกาจปานนี้ รบกันต่อเนื่อง ชาวเวียดนามกัดไม่ปล่อย ทำศึกกันดุเดือดถึง 55 วัน จนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม ปี ค.ศ.1954 ฐานทหารฝรั่งเศส ที่เดียนเบียนฟูแตก

ทหารฝรั่งเศสที่มีอำนาจกำลังรบระดับมหาอำนาจของโลกแตกพ่าย ถูกทหารเวียดนามจับเป็นเชลย ถูกถ่ายภาพประจาน เป็นข่าวกระฉ่อนโลก จนฝรั่งเศสต้องถอนทหารออกจากภูมิภาคนี้ มหาอำนาจ 2 ขั้ว อเมริกา-มอสโคว์ ยื่นมือเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ เชิญทั้ง 2 ฝ่ายมาประชุมเพื่อเจรจาสันติภาพที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

ฤดูร้อนปี 2497 ฝรั่งเศสและเวียดนามลงในสนธิสัญญาสันติภาพเจนีวา (Geneva Accord) ประเทศเวียดนาม ที่มีรูปร่างยาวเหมือนถั่วงอก ถูกแบ่งประเทศตอนออกเป็น 2 ส่วน เหนือ-ใต้ โดยใช้เส้นขนานที่ 17

2 พี่เบิ้มของค่ายคอมมิวนิสต์ คือมอสโคว์และปักกิ่ง เชื่อว่าพวกตนนั้นมีศักยภาพทางทหารเหนือกว่า จึงโหมโรง ออกแรงทั้งการเมืองและการทหารสนับสนุนเวียดนามเหนือที่เป็นคอมมิวนิสต์ให้เข้าปกครองเวียดนามทั้งหมด

การแบ่งประเทศเป็นเหนือ-ใต้ตามสนธิสัญญาเจนีวานั้นเป็นการแบ่งชั่วคราว โดยเวียดนามจะต้องจัดการเลือกตั้งในปี 2499 เพื่อรวมประเทศเป็นหนึ่ง สหรัฐและพันธมิตรฝ่ายโลกเสรีมิได้สนับสนุนสนธิสัญญานี้

รัฐมนตรีต่างประเทศมะกันคือ นายจอห์น ฟอสเตอร์ ดัลเลส และประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ ที่ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์แบบหัวชนฝา จึงเข้ามามีบทบาทสนับสนุนเวียดนามใต้ที่อยู่ฝ่ายโลกเสรี

1 ประเทศถูกแบ่งเป็น 2 ระบบ มีลูกพี่คอยดันหลัง…สงครามรออยู่

ในปี 2497 สหรัฐต้องการปกป้องเวียดนามโดยยึดมั่นหลักการต่อต้านคอมมิวนิสต์ จึงมาก่อตั้ง “องค์กรสนธิสัญญาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือซีโต้ (South East Asia Treaty Organization หรือ SEATO) ซึ่งมีที่ตั้งในกรุงเทพฯ (ปัจจุบันคือพื้นที่กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา : ผู้เขียน) เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์
ในปี 2497 มีการเลือกตั้งในเวียดนาม วอชิงตันสนับสนุนนายโง ดินห์ เดียม นักต่อต้านคอมมิวนิสต์ จนได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเวียดนามใต้ สหรัฐกระโดดเข้ามาช่วยโดยมีเหตุผลว่า เวียดนามเหนือต้องการที่จะยึดเวียดนามใต้โดยกำลังทางทหาร และฝรั่งเศสขอร้องให้สหรัฐเข้ามายับยั้งคอมมิวนิสต์

ปลายปี พ.ศ.2500 ประธานาธิบดีเดียม ผู้อื้อฉาว เริ่มจับกุมปรปักษ์ทางการเมืองหลายพันคน ในปี 2502 นายเดียมออกนโยบาย 10/59 ซึ่งอนุญาตให้ทหารสามารถจับประชาชนขังคุกได้หากถูกสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์โดยไม่ต้องมีการตั้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ

หลักคิดของประธานาธิบดีโง ดินห์ เดียม รวมทั้งลูกสมุนผู้ถืออาวุธ กลายเป็นการจุดไฟเผาบ้านตัวเอง… ประชาชน นักเรียน ปัญญาชน และบรรดาชาวพุทธ ลุกฮือต่อต้าน หันไปมอบกาย ใจ กับฝ่ายคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือ

ต้องขอเรียนกับท่านผู้อ่านว่า…ประธานาธิบดีเดียม น้องชายและภรรยานับถือศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก มีการส่งเสริมคริสต์ศาสนา กดดันชาวพุทธจนเกิดการขัดขืน ประท้วงรายวันบนท้องถนน ทหาร ตำรวจลับ จับกุมคุมขังประชาชนง่ายๆ ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์

11 มิถุนายน พ.ศ.2506 ชาวโลกต้องตกตะลึงกับภาพที่พระสงฆ์ ชื่อว่า หลวงพ่อทิจ กวาง ดึ๊ก เจ้าคณะสงฆ์พุทธ ผู้มีชื่อเสียงด้านสมาธิภาวนา ที่บรรจงราดน้ำมันแล้วเผาร่างตนเองกลางถนนในไซ่ง่อน…(ตามภาพ)

ท่านได้ยอมสละชีวิตด้วยการจุดไฟเผาตนเองตายที่หน้าสถานทูตกัมพูชาในกรุงไซ่ง่อน (ปัจจุบันคือเมืองโฮจิมินห์) เพื่อให้รัฐบาลหยุดปราบปรามชาวพุทธและรักษาพระพุทธศาสนาไว้

แน่นอนการเผาตัวของหลวงพ่อทิจ กวาง ดึ๊ก ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งยิ่งใหญ่ ที่ปัญหารุมเร้าทุกเรื่องโดยเฉพาะ “ขี้โกง”

ในช่วงระหว่างปี 2499-2503 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนามต้องการจะรวมประเทศโดยวิถีทางการเมือง ซึ่งไม่มีโอกาสสำเร็จ จึงปรับยุทธศาสตร์ ใช้การแทรกซึมเข้าสู่ดินแดนเวียดนามใต้เตรียมสงครามกองโจร

ชาวเวียดนามคือนักรบโดยกำเนิด มกราคม 2502 กลุ่มคอมมิวนิสต์ตกลงที่จะใช้วิธีการรุนแรงในการโค่นล้มรัฐบาลของเดียม ในเดือนพฤษภาคมของปีเดียวกันนั้น และอีกครั้งในเดือนกันยายน ปี 2503 พรรคเน้นย้ำการใช้ความรุนแรงและการผสมผสานระหว่างขบวนการต่อสู้ทางการเมืองและอาวุธ ผลก็คือการเกิดขึ้นของกลุ่มที่มีฐานปฏิบัติการอันกว้างขวางในการระดมชาวเวียดนามใต้เพื่อต่อต้านรัฐบาลในกรุงไซ่ง่อน

สหรัฐเองเริ่มไม่พอใจ โง ดินห์ เดียม ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยปัญหาคอร์รัปชั่น และไม่ส่งผลดีต่อการทำสงครามต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิสต์ ดังนั้นในปี พ.ศ.2506 ประธานาธิบดีเคนเนดีของสหรัฐ จึงสนับสนุนให้ฝ่ายทหารของเวียดนามใต้ทำการรัฐประหารโค่นรัฐบาลโง ดินห์ เดียม ลง

ฝ่ายก่อการ…สังหารโง ดินห์ เดียม ในปีเดียวกัน

สหรัฐได้ทยอยส่งกำลังทหารเข้าสู่เวียดนามใต้ทั้ง 3 เหล่าทัพและพลเรือนแบบมโหฬารและมหาศาล จนในที่สุดปี พ.ศ.2512 มีทหารสหรัฐเข้าไปทำสงครามในเวียดนามมากถึง 540,000 คน

มอสโคว์และปักกิ่งก็ส่งเครื่องบินรบ เรือรบ รถถัง ปืนใหญ่ อาวุธ กระสุน ข้าวปลาอาหาร ให้ฝ่ายเวียดนามเหนือ

พี่น้อง ผองเพื่อน เลือดเวียดนามด้วยกัน ถูกคนมาแบ่งค่ายให้แล้วเป่าหูเลยต้องจับอาวุธมาฆ่ากันเอง…

ประชาชนอเมริกันลุกฮือขึ้น วันแล้ววันเล่า เรียกร้องให้ถอนทหาร ส่งลูกหลาน เด็กหนุ่มมะกันทั้งปวงกลับบ้าน เลิกทำสงครามบ้าๆ นี่ซะที

สงครามราว 10 ปี เด็กหนุ่มมะกัน ผิวขาว ผิวดำ มาเสียชีวิตในสงครามเวียดนาม ราว 58,000 นาย

พฤศจิกายน 2512 อเมริกันชนทนไม่ไหวพากันออกมาประท้วงนับแสนคนในวอชิงตัน ดี.ซี. …ต่อมา 15 สิงหาคม พ.ศ.2516 ประธานาธิบดีนิกสันชนะเลือกตั้ง …สั่งถอนทหารสหรัฐให้ทยอยออกจากเวียดนาม…

และนี่คือจุดเริ่มต้นของจุดจบครับ…

วกเข้ามาสู่ประเด็นหลักครับ…ปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์

ระยะเวลานานกว่า 10 ปี ทหารสหรัฐนับหมื่น นับแสนคน เดินทางเข้า-ออกในป่า ในเมือง เรื่องของทหารหนุ่มกับหญิงสาวเวียดนามเจ้าถิ่นที่เกิดความสัมพันธ์กัน เกิดสมัครรักใคร่ ก็มิใช่เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอะไร

มีเด็กๆ ลูกครึ่งเลือดอเมริกันเกิดมาระหว่างสงครามไม่น้อย…

เมื่อสหรัฐทยอยถอนทหารกลับบ้าน กองทัพเวียดนามใต้ที่แสนจะอ่อนแอ มีแต่บัญชีผี ไม่มีทหารจริง เริ่มพ่ายแพ้ในการรบ หนีทัพ เวียดนามใต้แพ้แน่นอน สหรัฐยังคงห่วงบรรดาเด็กๆ ลูกครึ่งโดยเฉพาะเด็กทารก เด็กอ่อน ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในไซ่ง่อนที่เป็นผลผลิตของหนุ่มจีไอ ทหารอเมริกัน

เด็กๆ พวกนี้คงต้องตายแน่นอน หากไซ่ง่อนแตก…สหรัฐรู้กระจ่างชัดว่าไซ่ง่อนต้องแตก

ในวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2518 ประธานาธิบดีฟอร์ดแห่งสหรัฐ อนุมัติให้เริ่มปฏิบัติการ “เบบี้ลิฟต์” ซึ่งเป็นการอพยพเด็กกำพร้า เด็กที่เกิดจากทหารชาวอเมริกันไปมีลูกที่เวียดนามและได้ให้กำเนิดลูกครึ่งขึ้นมา รวมทั้งเด็กทารกอื่นๆ ที่กำพร้าทั้งพ่อและแม่จากสงคราม นำออกไปจากกรุงไซ่ง่อน ซึ่งมีมากกว่า 3,000 คน

ปฏิบัติการเริ่มขึ้นในวันถัดมาทันที เริ่มต้นโดยการใช้เครื่องบิน C-5 ของสหรัฐ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่อาสา พยาบาล และเจ้าหน้าที่จากสถานทูต

4 เมษายน 2518 เหตุการณ์อันน่าสลดเกิดขึ้นหลังจากเครื่อง C-5 ที่บินขึ้นไปได้แค่ 12 นาที ประตูเครื่องบินได้หลุดออกไปกระแทกกับหางเครื่องซึ่งเป็นพื้นบังคับหลัก นักบินหันหัวเครื่องกลับและได้พยายามทำการลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินตันซอนนุต แต่เครื่องได้ตกกระแทกก่อนถึงสนามบิน 2 ไมล์ เด็กเล็ก 78 คน จากจำนวน 243 คน และเจ้าหน้าที่ 35 คน เสียชีวิตในเที่ยวบินนี้

เหตุน่าสลดหดหู่ใจเป็นข่าวไปทั่วโลก แต่ปฏิบัติการยังคงต้องดำเนินต่อไป

เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทำงานแข่งกับเวลา เพราะกองทัพเวียดนามเหนือนำรถถังเข้ามาจ่ออยู่ชานเมืองกรุงไซ่ง่อนแล้ว

สหรัฐขนเด็กทารกและเด็กๆ อายุ 3-4 ขวบ ออกจากไซ่ง่อน บินตรงสู่ฐานทัพอากาศคลาร์ก (Clark) ที่ฟิลิปปินส์ก่อน เพื่อจัดระเบียบ ให้กินนม กินน้ำ ตรวจสุขภาพ แล้วบินต่อไปที่แผ่นดินใหญ่สหรัฐอเมริกา หรือประเทศพันธมิตร ซึ่งโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามีครอบครัวที่พร้อมอุปการะอยู่เป็นจำนวนมากรอคอย…

สังคมอเมริกันมีน้ำใจ หน่วยงาน เช่น Holt International Children’s Services (HICS), Friend of Children of Vietnam (FCVN), Friend For All Children (FFAC) และกลุ่ม Childhelp ภายใต้การกำกับดูแลของ Pearl S. Buck ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเด็กที่ปลายทางในอเมริกา ก่อนแยกส่งเด็กๆ เหล่านั้นไปให้ครอบครัวที่มีความพร้อมรับไปอุปการะดูแลต่อไป

และก็ยังมีเด็กเล็กชาวเวียดนามบางส่วนที่ไร้อนาคต…พ่อแม่ที่แสนลำเค็ญจากสงคราม …ขอให้สหรัฐนำพาลูกไปเลี้ยงในอเมริกาให้ด้วย

มีเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่ารัก น่าชัง มาเล่าสู่กันครับ…นักธุรกิจชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อว่า Robert Macauley ติดตามปฏิบัติการนี้มาโดยตลอด นำบ้านไปจำนองแล้วไปเช่าเครื่องบินเหมาลำสายการบิน World Airways ใช้ Boeing 747 ให้ไปรับเด็กออกมาจากไซ่ง่อน

มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจเพลย์บอย นามว่า ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ และนักธุรกิจชั้นนำในอเมริกาใช้เครื่องบินส่วนตัวหลายลำเข้ามาช่วยอุ้ม ยก ขน เด็กและทารกเหล่านี้ออกจากขุมนรกไซ่ง่อนที่กำลังถึงกาลอวสาน

ปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์ ยก ขน เด็กและทารก 3,000 คน โดยเด็กมากกว่า 2,500 คน ได้ไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา ได้สัญชาติและเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน

ประเทศที่มีน้ำใจรับเด็กเหล่านี้ไปอุปการะร่วมด้วยช่วยกันคือ ออสเตรเลีย แคนาดา และบางประเทศในยุโรป

รัฐบาลออสเตรเลียส่งอากาศยานเข้าไปรับเด็กระดับทารกและเด็กเล็กในระหว่าง 4-17 เมษายน 2518 และรับเด็กเข้าประเทศไปให้ครอบครัวชาวออสเตรเลียอุปการะ จำนวน 281 คน

ประวัติศาสตร์จารึกว่า…ปฏิบัติการคัดเลือก แยก และจับนอนเปล ขนเด็กขึ้นเครื่องบินแล้วรัดเข็มขัดนั้น ทำงานกันแบบไฟลนก้น มีทั้งมั่ว กำพร้า ไม่กำพร้า ปะปนกัน พ่อแม่ร้องไห้ใจจะขาด เพื่อหนีความตายจากกองทัพเวียดนามเหนือ

การดำเนินการด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ของโลกใช้งบประมาณราว 2 ล้านเหรียญ ใช้เครื่องบินไปกว่า 30 เที่ยวบิน ประกอบไปด้วยเครื่อง C-5A Galaxy และ C-141 Starlifter รวมไปถึงเครื่องของสายการบินต่างๆ เช่น Pan Am World Airways ตั้งแต่วันที่ 3-26 เมษายน

อายุของเด็กเหล่านั้นอยู่ในช่วงตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงประมาณ 3-4 ขวบ

กรุงไซ่ง่อนแตกในวันที่ 30 เมษายน 2518 เป็นไปตามคาด กองทัพของเวียดนามเหนือบุกทะลุแนวต้านทานของเวียดนามใต้ที่แสนจะบอบบางและทหารหนีทัพเข้ายึดเมืองหลวง การสังหารโหด จับทหาร ประชาชนเวียดนามใต้ยิงทิ้ง ทารุณกรรม ปล้นสะดมแบบเช็กบิลล้างเลือด

คำว่า “กรุงไซ่ง่อนแตก” ชาวเวียดนามใต้หนีตายกัน เหตุการณ์ที่โลกได้เห็นภาพคือ นักบินเฮลิคอปเตอร์เวียดนามใต้นำครอบครัวขึ้นบรรทุก แล้วบินหนีไปลงที่ดาดฟ้าบนเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐที่จอดในทะเล ในที่สุดทหารอเมริกันต้องผลัก ฮ.ลำนี้ทิ้งลงทะเล

เด็กๆ ผู้โชคดีกลุ่มนี้จากปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์รอดปลอดภัย…

ตามภาพ…กล่องที่มีความแข็งแรงแบบไหนก็ได้จะถูกนำมาใส่ให้เด็กทารกนอน และจัดวางไปบนเบาะเครื่องบินพาณิชย์ …ถ้าเป็นอากาศยานทหาร (บางส่วน) จะนอนในกล่องวางแนวราบไปกับพื้นอากาศยาน

สิ่งที่น่ากังวลพร้อมกับการชื่นชมที่สุดท่ามกลางความตื่นตระหนก คือเจ้าหน้าที่บนเครื่องบินที่จะต้องดูแลสุขภาพของเด็กนับร้อย นับพันคน ที่ทุกคนผอมแห้ง ขาดอาหารมาก่อนแล้ว การจัดขวดนม การผสมนม อาหาร น้ำดื่ม คือความโกลาหล ขาดแคลน ที่มิใช่เรื่องง่ายนัก

เด็กๆ ที่ได้รับการช่วยเหลือ เมื่อไปถึงอเมริการาวครึ่งหนึ่งต้องไปเข้ารับการรักษาตัวจากอาการขาดอาหาร ส่วนมากเป็นโรคผิวหนัง มีเหา เป็นหิด ที่มาจากสถานเลี้ยงดูที่ล้มละลายเพราะสงครามก่อนหน้านี้แล้ว

ผู้เขียนเองนึกชมเชยยกย่องว่านี่เป็นเรื่องความละเอียดอ่อนด้าน “มนุษยธรรม” ที่รัฐบาลสหรัฐไม่ละเลย ไม่ละทิ้ง เด็กตัวเป็นๆ บางส่วนที่เกิดมาจากทหารอเมริกันกับสาวเวียดนาม

เป็นการคิดช่วยเหลือชีวิตเด็กๆ เป็นหลัก เรื่องอื่นตัดทิ้งไป…

หากกรุงไซ่ง่อนตกอยู่ในการยึดครองของเวียดนามเหนือที่เป็นปรปักษ์กับมะกันชน เด็กๆ หน้าตาลูกครึ่งเหล่านี้คงตกเป็นเหยื่อแห่งความชิงชัง โดยที่เขาเหล่านี้จะกลายเป็น “เศษมนุษย์”

เพื่อเป็นข้อมูลนะครับ…ช่วงก่อน-หลังกรุงไซ่ง่อนแตก พ.ศ.2518 มีชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเวียดนามอพยพไปอเมริการาว 1.4 ล้านคน

ปฏิบัติการเบบี้ลิฟต์นี้ก็ยังมีมุมมองด้านลบ มีเสียงซุบซิบดังๆ ปนกับข้อครหาจากชาวเวียดนามว่า นี่คือการลักพาตัวเด็กๆ เป็นการพรากลูก พรากแม่

วัน เวลา เดือน ปี ผ่านไป ไม่เคยหยุดนิ่ง เด็กๆ ที่นอนไปในกล่อง วางบนเบาะเครื่องบินเมื่อวันนั้น… มีครอบครัวอุปการะ ได้เรียนหนังสือ ผ่านไปราว 40 ปี วันนี้เติบโตมีหน้าที่การงาน มีฐานะ มีครอบครัว…ส่วนใหญ่อยู่ในอเมริกา

หลายปีที่ผ่านมาจนปัจจุบันเกิดกระบวนการตามหาพ่อแม่ที่แท้จริง ในเวลาเดียวกัน แม่ชาวเวียดนามก็ติดตามหาลูก ทุกฝ่ายใช้หลักฐานเท่าที่มี เป็นภาพถ่ายเก่าๆ และตัดสินกันด้วย DNA ในที่สุด โกหก หลอกลวงกันไม่ได้ หลายครอบครัวปลาบปลื้ม ยินดีกับการค้นพบ และอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังค้นหากันและกันด้วยเทคโนโลยี

พ่อแม่บุญธรรมชาวตะวันตกที่เลี้ยงดูเด็กเหล่านี้ทั่วโลกเต็มใจสนับสนุนการติดตามหาบุพการีและครอบครัวในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง เป็นข่าวใหญ่เสมอ เมื่อแม่-ลูกที่จากกันไป 30-40 ปี ได้กลับมาสู่อ้อมกอดกัน

ที่น่าทึ่งคือ เด็กๆ ที่ถูกอุ้มแล้วบินหนีออกจากแดนสงคราม 40 กว่าปีที่แล้ว บางส่วนไปเติบโตเป็นนักธุรกิจ เป็นวิศวกร เป็นหมอ มีหน้าที่การงานสง่างาม เกือบทุกอาชีพในอเมริกา

…บ้างก็ก้าวขึ้นเป็น “นายพล” บ้างก็เป็นผู้บังคับหน่วยกำลังรบในกองทัพสหรัฐก็ไม่น้อย และยังใช้ชื่อ นามสกุล เป็นชื่อเวียดนามซะด้วย…

ข้อมูลบางส่วนจาก Operation Babylift – Australian Studies, Society and Culture ภาพบางส่วนจาก Bud Traynor Photo courtesy of Tony Nguyen

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

บทความก่อนหน้านี้บทนำ : ยุบ-ปรับ
บทความถัดไป“ซีพี ออลล์” จัดงาน วันแห่งโอกาสดี @CP ALL สัญจร ณ เชียงใหม่