หน้าแรก บทความ การจลาจลที่ยื...

การจลาจลที่ยืดเยื้อ จะทำให้อนาคตของฮ่องกง ไปในทิศทางใด? : โดย ผศ.นรชาติ วัง

17.12.19 | 13:00 น.

หลายวันมานี้ การจลาจลของฮ่องกงมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น บวกกับผู้นำอเมริกาได้ลงนามผ่านร่างกฎหมายสองฉบับที่มีเนื้อหาสนับสนุนสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยในฮ่องกงให้มีผลบังคับใช้ เป็นการหนุนผู้ประท้วงรุ่นหนุ่มสาวของฮ่องกงในเวลานี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์การประท้วงซับซ้อนและเลวร้ายขึ้น ไม่ว่าคนจีนแผ่นดินใหญ่ ชาวฮ่องกงหรือคนต่างชาติที่มีการติดต่อธุรกิจการค้ากับฮ่องกงต่างพากันกังวล และเป็นห่วงสถานการณ์การจลาจลที่รุนแรงและยืดเยื้อในฮ่องกง

ฮ่องกงตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อ ค.ศ.1842 ตอนที่ราชวงศ์ชิงของจีนแพ้สงครามฝิ่นให้กับอังกฤษ ตาม
สินธิสัญญานานกิง ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคฉบับแรกที่จีนถูกบีบบังคับลงนามกับอังกฤษ จีนแม้เป็นประเทศใหญ่ แต่เป็นประเทศเกษตรกรรมพ่ายแพ้อังกฤษที่เป็นประเทศอุตสาหกรรม อังกฤษอาศัยสนธิสัญญาไม่เสมอภาคนี้ สร้างสิทธิพิเศษมากมายในจีน และทำการปล้นสะดมทรัพยากรทางเศรษฐกิจของจีนจำนวนมากมายมหาศาล

และในปี ค.ศ.1856 อังกฤษกับฝรั่งเศสภายใต้การสนับสนุนของอเมริกาและรัสเซียได้ก่อสงครามรุกรานจีนขนานใหญ่อีกครั้ง สงครามยืดเยื้อไปจนถึงปี ค.ศ.1860 ทางประวัติศาสตร์เรียกสงครามครั้งนี้ว่า “สงครามฝิ่นครั้งที่ 2” เพราะอังกฤษและประเทศตะวันตกเหล่านี้ หวังที่จะขยายผลประโยชน์การค้าฝิ่น และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้าในจีนให้มากยิ่งขึ้น จึงได้บีบบังคับจีนลงนามสนธิสัญญาไม่เสมอภาคอีกหลายฉบับ เช่น สนธิสัญญาเทียนสิน, สนธิสัญญาปักกิ่ง และสนธิสัญญา Aihui เป็นต้น

อีกทั้งรัสเซียยังได้เฉือนดินแดนทางอีสาน และทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีนไปกว่า 1,500,000 ตร.กม…

นับแต่ ปี ค.ศ.1840 ยาวนานมากว่า 100 ปี ที่จีนได้ทำการต่อสู้กับการรุกรานของประเทศล่าอาณานิคมตะวันตกต่างๆ เหล่านี้มาอย่างยากลำบาก จนกระทั่งหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้นำชาวจีนผ่านการต่อสู้มายาวนาน และได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น ในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.1949 นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลจีนที่กำหนดโดยประธานเหมาเจ๋อตง อันดับแรกคือ ทำความสะอาดบ้านก่อนแล้วค่อยเชิญแขกต่างประเทศมาเยือนจีน กล่าวคือ จีนประกาศยกเลิกสนธิสัญญาไม่เสมอภาคที่ประเทศล่าอาณานิคมต่างๆ ได้ลงนามกับรัฐบาลราชวงศ์ชิงของจีน และกวาดล้างสิทธิประโยชน์พิเศษที่ไม่เป็นธรรมของต่างชาติก่อน แล้วค่อยสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่างๆ บนพื้นฐานของการเคารพอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน ไม่รุกรานซึ่งกันและกัน ไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน เสมอภาคและอำนวยประโยชน์แก่กัน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติหลัก 5 ประการ

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ตอนที่จีนเริ่มเจรจากับอังกฤษเกี่ยวกับการเอาฮ่องกงกลับคืนสู่ประเทศจีน ในวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ.1982 นั้น Sir Edward Youde ผู้ว่าการเกาะฮ่องกงของอังกฤษได้นำเสนอว่า สนธิสัญญาไม่เสมอภาคที่อังกฤษลงนามกับราชวงศ์ชิงของจีน 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับฮ่องกง กล่าวคือ สนธิสัญญานานกิง, สนธิสัญญาปักกิ่ง และสนธิสัญญาว่าด้วยการบุกเบิกดินแดนฮ่องกงในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ แต่ถูกผู้นำจีนปฏิเสธไป และต่อมาในวันที่ 22 กันยายน ค.ศ.1982 นาง Margaret Thatcher ผู้นำอังกฤษมาเยือนจีน และเจรจากับเติ้งเสี่ยวผิงว่า “ฮ่องกงภายใต้การปกครองของอังกฤษ กลายเป็นเมืองพาณิชย์และศูนย์กลางการเงินที่เจริญ ถ้าจีนอยากให้ฮ่องกงคงความเจริญไว้ในอนาคตข้างหน้า ก็ต้องให้อังกฤษปกครองฮ่องกงต่อไป”

แต่เติ้งเสี่ยวผิง พูดแค่ประโยคเดียวก็สกัดกั้นนาง Margaret Thatcher ให้อยู่นอกประตูการเจรจา

เติ้ง พูดว่า “อำนาจอธิปไตยไม่ใช่ปัญหาที่สามารถเจรจาได้ ฮ่องกงต้องคืนสู่ประเทศจีน ภายใน ปี ค.ศ.1997 ไม่ว่าด้วยวิถีใดก็ตาม” เติ้งเสี่ยวผิงยังพูดอีกว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเจริญของฮ่องกงแต่อย่างใด ซึ่งเติ้งเสี่ยวผิงในตอนนั้นก็ได้คำนึงถึงว่า หลังจากฮ่องกงคืนสู่จีนแล้ว อาจจะมีปัญหาไร้เสถียรภาพเกิดขึ้น ถึงแม้ว่า “หนึ่งประเทศ สองระบบ” และ “ชาวฮ่องกงปกครองชาวฮ่องกง” โดยเติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้กำหนดนโยบายนี้ แต่เขาเองก็เคยสั่งไว้ว่า ถ้าหากฮ่องกงเกิดการจลาจลขึ้น รัฐบาลกลางของจีนควรจะลงมาช่วยฮ่องกงแก้ไขปัญหา

และเนื่องจากการเจรจาระหว่างจีนกับอังกฤษในปัญหาฮ่องกง ผ่านช่วงเวลาเหตุการณ์จตุรัสเทียนอัน
เหมิน ในปี ค.ศ.1989 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศตะวันตกพากันคว่ำบาตรจีนอยู่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจีนในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการปกครองฮ่องกงนั้น จึงได้เลือกเส้นทางที่อาศัยบุคคลที่เป็นหัวกะทิของสังคมฮ่องกง การคัดเลือกกรรมการยกร่างกฎหมายพื้นฐานของเขตการปกครองพิเศษฮ่องกง ก็ได้อาศัยผู้มีอำนาจอิทธิพล และบุคคลที่ร่ำรวยมีบารมี ทั้งนี้จึงทำให้เศรษฐกิจฮ่องกงถูกผูกขาดโดยกลุ่มคนผู้มีอำนาจอิทธิพล ซึ่งหลุมกับดักที่ใหญ่ที่สุดในการร่างกฎหมายพื้นฐานของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง คือ ด้านตุลาการ

เพราะอำนาจตุลาการของฮ่องกงถูกควบคุมโดยอิทธิพลของต่างชาติ หาใช่เป็นรัฐบาลจีนไม่

ในมาตราที่ 89 ของกฎหมายพื้นฐานของเขตปกครองพิเศษฮ่องกงได้บัญญัติไว้ว่า ถ้าจะมีการปลดตุลาการคนใดคนหนึ่งออกจากตำแหน่ง ต้องผ่านการตรวจสอบพิจารณาของตุลาการท้องถิ่น จำนวน 3 คนขึ้นไป และมาตราที่ 93 ก็ได้บัญญัติไว้ว่า ตุลาการและเจ้าหน้าที่ศาลที่ทำงานในสมัยที่ฮ่องกงเป็นอาณานิคมอยู่นั้น ล้วนสามารถจะดำรงตำแหน่งต่อไปในสมัยที่ฮ่องกงคืนสู่ประเทศจีนแล้ว แถมยังได้เงินเดือนสูงกว่าสมัยอาณานิคม อย่างเช่น ในตุลาการ จำนวน 17 คน ที่ดำรงตำแหน่ง ในปี ค.ศ.2016 นั้น มี 15 คน ที่เป็นสัญชาติอังกฤษ หรือต่างชาติ ตุลาการที่มีสัญชาติจีนฮ่องกง มีเพียง 2 คน

ทั้งนี้ มีผลทำให้ฮ่องกง แม้คืนสู่ประเทศจีนเป็นเวลา 22 ปีแล้ว แต่กลุ่มผลประโยชน์ที่มีตุลาการที่ถือสัญชาติอังกฤษเป็นหลักนั้น ได้ผูกขาดอำนาจตุลาการทั้งระบบของฮ่องกง ทั้งยังได้อาศัยอำนาจตุลาการมาควบคุมอำนาจการปกครองฮ่องกง จะเห็นได้ว่าอำนาจตุลาการของฮ่องกงถูกควบคุมไว้ในมือของชาวอังกฤษ

สำหรับสื่อสารมวลชนของฮ่องกงก็ถูกผู้มีอำนาจบารมี และอิทธิพลของประเทศตะวันตกควบคุมไว้ จากการเปิดเผยข้อมูลของสื่อจีนนั้น เศรษฐกิจฮ่องกงถูกควบคุมผูกขาดโดยนักธุรกิจผู้ร่ำรวย ที่มีลีกาชิงเป็นตัวแทน กลุ่มนายทุนของลีกาชิง ไม่เพียงผูกขาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไว้ หากยังได้ผูกขาดธุรกิจการท่าเรือ การประปา ไฟฟ้า ธุรกิจค้าปลีกที่เป็นการให้บริการทางสาธารณูปโภค และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตผิดรูปจนพิการของฮ่องกง ทำให้คุณภาพชีวิตและที่อยู่อาศัยของชาวฮ่องกงตกต่ำ

ชาวฮ่องกงครอบครัวหนึ่ง มีสมาชิกหลายคน แต่จำต้องอาศัยอยู่ในห้องเล็กๆ ราว 30-40 ตร.ม. และยังต้องแบกภาระเงินกู้ค่าบ้านเป็นเวลาหลายสิบปี กลุ่มนายทุนในฮ่องกงอาศัยอิทธิพลของประเทศตะวันตกเสริมสร้างอิทธิพลของตน และเบี่ยงเบนความขัดแย้ง โดยโยนความผิดให้กับชาวจีนที่มาจากแผ่นดินใหญ่ การศึกษาในฮ่องกงก็ไม่มีการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์จีน ทำให้ฮ่องกงได้ชื่อว่าเป็นทะเลทรายทางวัฒนธรรม

และทำให้ผู้ประท้วงรุ่นหนุ่มสาวคิดว่าปัญหาต่างๆ เหล่านี้ของฮ่องกงเกิดจากชาวจีนแผ่นดินใหญ่

ถ้าคุณจะถามว่ารัฐบาลจีน จะใช้วิธีใดในการแก้ไขปัญหาฮ่องกง และอนาคตฮ่องกงจะไปในทิศทางใด? นี่เป็นคำถามที่ตอบยาก แต่ผมหวังว่ารัฐบาลจีนจะใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหาฮ่องกง

โดยประการแรก สิ่งที่พอคาดการณ์ได้ คือ รัฐบาลจีนคงจะลดระดับความสำคัญทางเศรษฐกิจของฮ่องกงลง ซึ่งทุกวันนี้ภาษีของฮ่องกงที่เก็บได้ทั้งหมดใช้ภายในรัฐบาลท้องถิ่นของฮ่องกงอยู่แล้ว ไม่มีการส่งมอบให้รัฐบาลจีนแต่อย่างใด เพราะรัฐบาลจีนต้องการให้ภาษีที่เก็บได้ในฮ่องกงใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของฮ่องกง
ในอนาคตเมืองเซินเจิ้น และเซี่ยงไฮ้ ก็จะมาแทนที่ฮ่องกง และจะกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชีย และของโลกต่อไป เพราะจีนกำลังกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

การจลาจลที่ยืดเยื้อโดยน้ำมือผู้ประท้วงรุ่นหนุ่มสาวของฮ่องกงกำลังทำลายความเจริญก้าวหน้าของฮ่องกง

ประการที่สอง รัฐบาลจีนคงจะมีการแก้ไขกฎหมายพื้นฐานของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ซึ่งในกฎหมายพื้นฐานของฮ่องกง มาตราที่ 158 และ 159 ได้บัญญัติไว้ว่าสิทธิการอธิบาย และแก้ไขกฎหมายพื้นฐานของเขตปกครองพิเศษฮ่องกงอยู่ที่การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน ดังนั้นการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนคงจะมีการแก้ไขกฎหมายพื้นฐานของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง โดยมีเนื้อหาบัญญัติไว้ว่า ชาวต่างชาติที่ไม่ใช่สัญชาติจีนฮ่องกง ไม่สามารถดำรงตำแหน่งตุลาการ หรือรับราชการในรัฐบาลท้องถิ่นฮ่องกงได้ การแก้ไขเนื้อหากฎหมายของฮ่องกงนี้ ก็เพื่อให้อำนาจตุลาการ อำนาจการบัญญัติกฎหมาย และอำนาจการบริหารกลับมาอยู่ในมือของประชาชนชาวฮ่องกงเอง และที่สำคัญกว่านั้นคือ จะเป็นการปูรากฐานกฎหมายเพื่อให้เกิดการพัฒนา และความเจริญก้าวหน้าของฮ่องกงในวันข้างหน้า

และที่สำคัญที่สุดจะช่วยให้ประชาชนรากหญ้าของฮ่องกงมีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์อย่างแท้จริง!

ผศ.นรชาติ วัง
สำนักจีนวิทยา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง