หมายเหตุ – นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ห้อข้อ “(Didruptive Agriculral Technology : พลิกโฉมเกษตรไทย” ในงานสัมมนา “ภาคเกษตรภายใต้เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Didruptive Agriculral Technology : National Agricultural Big data)” จัดโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม
เรื่องการเกษตรเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในโลก แต่โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้วไม่เหมือนเดิมที่เคยเป็นมาในอดีต และเป็นโลกที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ดังนั้นจำเป็นและถึงเวลาที่คนที่อยู่ในภาคเกษตรและเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรต้องปรับเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
หากย้อนกลับไปช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวทางภาคเหนือสะเทือนมาถึงกรุงเทพฯ สิ่งที่เกิดขึ้นคนที่อยู่ตึกสูงในกรุงเทพฯ หยิบโทรศัพท์
มือถือขึ้นมาถ่ายภาพ หรือถ่ายวิดีโอ ขณะที่เกิดการสั่นสะเทือน ถ่ายโคมไฟแขวนเพดานแกว่งไกว
แต่หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในญี่ปุ่นเชื่อว่าจะไม่เห็นการถ่ายภาพแบบนี้ เพราะมีวิธีการปฏิบัติเป็นขั้นตอน เช่น การหลบอยู่ใต้โต๊ะ หรือในโรงเรียนอนุบาลเองเด็กนักเรียนก็จะรวมกลุ่มกันจูงมือกันเดินออกไปยังที่โล่งแจ้งตามลำดับ ไม่เบียดกัน ไม่เร่งร้อน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังไม่ได้มีการ
เตรียมความพร้อมในแง่การรับมือและป้องกันแม้ว่าจะเป็นเรื่องภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ที่เป็นแบบนี้ เพราะมีความเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่เกิดแผ่นดินไหวใต้แผ่นดินของประเทศไทย
อย่างผมเองที่เป็นวิศวกรหรือนักวิชาการคนอื่นๆ ก็มีความเห็นสอดคล้องกันในเรื่องนี้ ประเมินกันว่าอาจจะเกิดใน สปป.ลาว เมียนมา หรือจีน ที่อาจจะสะเทือนมาถึงไทย แต่ในไทยโอกาสเกิดน้อย แต่แล้วธรรมชาติสั่งสอนเรา เราไม่มีความรู้เท่ากับธรรมชาติ และทำลายความเชื่อที่เรามี
จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ช่วงที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าแผ่นดินไหวสามารถเกิดขึ้นในประเทศไทยได้ ทั้งนี้ ยิ่งไม่มีใครที่จะสามารถทำนายได้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นที่ไหน เหตุการณ์เป็นอย่างไร มีความรุนแรงเท่าใด เพราะความรู้ของเรายังไม่เท่าธรรมชาติ ดังนั้น องค์กรใด ผู้ใดที่ทะนงตนว่าเก่งแล้ว จะไม่เปลี่ยนแปลง ต่อไปก็อาจจะสูญพันธุ์ได้
อย่างบริษัทโกดัก ที่เคยผลิตฟิล์มขาย เป็นสินค้าเช่นเดียวกับบริษัทอื่นแต่สามารถขายได้ในราคาที่แพงกว่า เพราะเขาบอกว่ามีนวัตกรรมการถ่ายภาพและมีแบรนด์ แต่ขณะนี้บริษัทโกดักเจ๊งไปแล้ว
ผู้ก่อตั้งอย่างจอร์จ อีสต์แมน ก็โด่งดังมากเทียบได้กับ โทมัส เอดิสัน ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟ แต่ก็ยังไม่รอด เช่นเดียวกับบริษัทโนเกีย ที่เป็นผู้นำโทรศัพท์มือถือในยุคแรก ๆ มีรุ่น 3310 ที่ดังมาก ขณะนั้นหากมีคนมาบอกว่าโนเกียจะแข่งขันไม่ได้ในตลาดอนาคตเชื่อว่าทุกคนจะบอกว่าเสียสติ
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยดังๆ ในต่างประเทศก็ยกย่องว่าเป็นโนเกียปฏิวัติโลก แต่ปัจจุบันถูกรายอื่นปฏิวัติไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมีโมโตโรล่า ที่ปฏิวัติโทรศัพท์มือถือจากปุ่มกดเป็นแผ่นบาง มีหน้าจอทั้งด้านในด้านนอก แต่วันนี้ก็ไม่รอด ซึ่ง 3 บริษัทนี้ ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด มูลค่ารวมทั้ง 3 บริษัท ไม่ต่ำกว่ามูลค่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศไทย เรียกว่าทั้ง รวย ทั้งเก่ง ทั้งดัง
ตอนนี้เราต้องย้อนกลับมามองว่าเราเป็นใคร เราจะอยู่รอดได้หรือไม่ หากใครที่เชื่อว่าวัฒนธรรมองค์กรเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ให้เปลี่ยนค่อยเป็นค่อยไป ไม่ทันแน่นอน เพราะจะไม่สามารถแข่งขันได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงแบบเสี้ยววินาที เพราะหากเปลี่ยนแปลงช้าไปวันละ 1 นาที 1 ปี ก็กว่า 365 นาที
เพราะว่าวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงแบบหักศอก เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด น่ากลัวกว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 และน่ากลัวกว่าสงครามเย็น เพราะโลกที่เรียกว่าดิสรัปชั่น (Disruption) เป็นโลกถูกทำลายล้าง เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาแทนในสิ่งที่ดีกว่า แต่น่ากลัว เพราะเราไม่รู้ว่าใครคือศัตรูหรือคู่แข่ง หากเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นการต่อสู้ของประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์
ส่วนสงครามเย็นเป็นการต่อสู้ของฝ่ายสัมพันธมิตร และฝ่ายอักษะและนาซี แต่วันนี้ใครก็ไม่รู้ที่อาจจะทำงานอยู่ที่บ้าน ในประเทศที่เราไม่รู้จัก แต่อาจจะทำให้ธุรกิจที่เรามีอยู่เจ๊งได้
ทั้งนี้ การแข่งขันที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นทุกวัน อย่างกระทิงแดง ที่วันนี้ไม่ได้แข่งกับคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน เช่น เอ็ม 150 ลิโพ เป็นต้น แต่กระทิงแดงกำลังแข่งกับบริษัทผลิตรถยนต์ เพราะปัจจุบันมีรถบรรทุกไร้คนขับ เมื่อไม่มีคนขับรถบรรทุก แล้วใครจะกินกระทิงแดง
ทั้งนี้ อาชีพที่เราเคยคิดว่ายิ่งใหญ่ มั่นคง ร่ำรวย เริ่มล้มหายตายจากไป อาทิ นักการเงิน นักกฎหมาย นักบัญชี หรือแม้แต่อาชีพครูหรืออาจารย์ เพราะปัจจุบันนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลและความรู้ต่างๆ ได้ทั่วโลกแบบเรียลไทม์ ความรู้จะไม่ถูกจำกัดอีกต่อไป
ข้อมูลระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา (ทีแคส) ปี 2563 มีผู้สมัครราว 2 แสนคน จากปีที่แล้ว 3 แสนคน ขณะที่ในสมัยที่ผมสอบคัดเลือก มีผู้สมัคร 9 แสนคน
โดยในส่วนของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มีเพียง 8 สถาบัน หรือวิศวะ 8 เกียร์เท่านั้น แต่วันนี้ผู้สมัครทั้งหมดในระบบราว 2-3 แสนคน แต่มีคณะวิศวกรรมศาสตร์อยู่ถึง 80 สถาบัน ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย 2 เรื่องสำคัญ คือ ปริมาณประชากรที่ลดลงและอาจจะติดลบ และคุณภาพประชากร เพราะหากเป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก อย่าง จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล ด้านคุณภาพอาจจะไม่ได้กดดันมาก แต่ในประเทศที่ประชากรจำกัด ทางออกต้องเน้นเรื่องคุณภาพประชากร ต้องมีประชากรที่มีคุณภาพ อย่าง สิงคโปร์ อิสราเอล สแกนดิเนเวีย เป็นต้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันแม้ว่าประเทศไทยกำลังมีการลงทุนพัฒนาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และการพัฒนาประเทศตามไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งมีความต้องการบุคลากรด้านวิศวกรรมจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม จากสถาบันวิศวกรรม 80 สถาบัน มีจำนวนผู้จบการศึกษาวิศวกรรมราว 3 หมื่นคนต่อปี แต่มี
ผู้ที่เข้ามาขอใบอนุญาตวิศวกรเพียง 7 พันใบอนุญาตเท่านั้น เพราะวันนี้เกิดกระแส I don’t care. เด็กยุคนี้ไม่จำเป็นต้องทำงานตามสายงานที่จบมา คณะไหน มหาวิทยาลัยไหน อย่างคนจบวิศวกรรมอาจจะไปขายผักออนไลน์ก็รวยได้ คนจบสถาปัตยกรรมไปทำร้านกาแฟก็รวยได้ คนจบบัญชีออกไปค้าขายออนไลน์ก็รวยได้ ทุกวันนี้ ไม่มีใครเชื่อว่าจะได้ประโยชน์จากสาขาที่เรียน เพราะเขาเชื่อในตัวเอง ซึ่งต่อไปทุกคนจะมีคู่แข่งจากทุกสาขามากขึ้น
และต่อไปยุคคนรุ่นเราจะเป็นลูกจ้างเด็กที่ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เพราะเด็กทุกวันนี้เก่งมาก โลกเปลี่ยนไปแล้ว อย่างเด็กอายุ 10 กว่าขวบก็สามารถเขียนโปรแกรมบล็อกเชน เขียนโปรแกรมพัฒนาระบบต่างๆ ได้แล้ว เพราะวันนี้ไม่ใช่โลกอย่างที่เราเคยเป็น หรือโลกที่เราเคยอยู่
สำหรับภาคเกษตรไทย สิ่งที่จะกระทบมากที่สุด คือความเป็นเมืองที่ไร้ทิศทาง การขยายของเมืองออกไปโดยที่ไม่ได้มีการวางแผนหรือการกำหนดขอบเขต ทำให้พื้นที่การเกษตรจะได้รับผลกระทบ พื้นที่การเกษตรถูกใช้ไปกับการขยายตัวของเมือง การพัฒนาระบบราง ระบบคมนาคม ทำให้พื้นที่การเกษตรในภาคต่างๆ ลดลงและเหลือน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ดังนั้น เราไม่สามารถใช้ระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งไปยังประเทศอื่นได้เช่นกัน เพราะเกิดการเมืองครอบคลุมไปทุกพื้นที่
ทั้งนี้ ปัจจุบันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเรากำลังจะมีตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกสูง คือ ตึก Jeddah ถึง 1 กิโลเมตร หรือ 1,000 เมตร ที่ซาอุดีอาระเบีย จากปัจจุบันที่ คือ Burj Khalifa ที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สูง 828 เมตร ทั้งนี้ หากพูดถึงโซลาร์รูฟท็อป อาจจะเชยไปแล้ว เพราะมีเทคโนโลยีอย่างสีทาบ้านที่ทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้าได้ รองเท้าที่เดินแล้วทำให้เกิดพลังงานไฟฟ้าได้ เป็นต้น
อีกประเด็น คือ ทุกวันนี้อะไรก็ต้องฉลาด หรือสมาร์ท เพราะไม่สมาร์ทก็ขายไม่ได้ เพราะปัจจุบันเราโยนความฉลาดให้วัตถุต่างๆ ไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี สมาร์ทคาร์ และอื่นๆ
แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ของคนไทย แต่เราพร้อมที่จะจ่ายและอุปกรณ์เหล่านั้นยังมีราคาสูง เราต้องขายยางพารา ขายข้าวเท่าไรถึงสามารถซื้อได้ โดยปัจจุบันอาจจะเป็นแค่สมาร์ทโฟน แต่ต่อไปอุปกรณ์ทุกอย่างในชีวิตประจำวันของเราหากจำเป็นต้องซื้อเราก็จะเสียรายได้ให้กับต่างประเทศจำนวนมาก เป็นเรื่องที่ต้องคิดว่าเราจะสามารถพัฒนานวัตกรรมหรือสินค้าที่เป็นของคนไทยเองได้หรือไม่ เพราะหากทำไม่ได้ไม่เฉพาะว่าเราต้องซื้อเท่านั้น แต่เงินลงทุนต่างๆ ก็จะออกไปจากประเทศไทย ซึ่งในภาคการเกษตรก็ต้องปรับตัว และต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วย
นอกจากอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีความสมาร์ทแล้ว ปัจจุบันเทรนด์การพัฒนาเมืองเป็นรูปแบบสมาร์ทซิตี้ เช่น สิงคโปร์ อังกฤษ เป็นต้น สามารถนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาเมือง เช่น ระบบการจัดการจราจร ที่ควบคุมสัญญาณไฟจราจรโดยไม่ต้องใช้คนควบคุม ขณะที่เฉพาะประเทศไทยมีการใช้ตำรวจจราจรในกรุงเทพฯ ถึง 5,000 นาย
ปัจจุบัน มีการใช้ สติปัญญาจำลอง (เอไอ) ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นตัวกลางเรียนรู้บิ๊กดาต้าเซต ที่ต้องมีการป้อนข้อมูลและคำตอบต่างๆ ให้เพื่อให้
เอไอเรียนรู้ เมื่อเรียนรู้จะเริ่มฉลาดมากขึ้น เช่น หากมีการใส่ข้อมูล พื้นที่การเกษตรเท่านี้ น้ำเท่านี้ สภาพดินเป็นอย่างไร ความสูงของพื้นที่ อุณหภูมิ การปลูกข้าวจะได้ข้าว 2 ตันครึ่งต่อไร แต่หากสภาพแบบอื่นได้จะได้แค่ 600 กิโลกรัม เอไอก็จะเรียนรู้และจะสามารถคาดการณ์ได้ เรื่องการนำเอไอและบิ๊กดาต้ามาใช้เป็นเรื่องที่สำคัญ ควรนำมาใช้ตั้งนานแล้ว เพราะข้อมูลปัจจุบันมีจำนวนมากและสามารถเก็บได้ฝ่ายสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งาน
ขณะนี้ที่จีน ได้เริ่มมีการนำเอไอมาใช้เพื่อการแพทย์แล้ว เพราะสามารถวินิจฉัยได้แม่นยำและสามารถเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ได้จำนวนมากและรวดเร็ว ทั้งนี้ ต่อไปอุปกรณ์ทุกอย่างจะรู้ความต้องการของเรามากขึ้น เช่น รู้ว่าเราต้องการซื้ออะไร สามารถนำเสนอและช่วยสั่งซื้อผ่านออนไลน์ได้ หากอยากกินทุเรียนสามารถจองซื้อตั้งแต่ที่ออกผลจนทุเรียนโต สามารถดูได้ทุกกระบวนการ หากอยากช้อปปิ้ง แต่ตัวมีระบบที่สามารถช่วยให้เราลองโดยไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า สั่งซื้อได้ทันที เป็นต้น นอกจากนี้ ทุกอย่างจะเริ่มเป็นเฉพาะบุคคลมากขึ้น มีการนำเสนอสินค้าและบริการรายบุคคล
นอกจากนี้ หลายคนอาจจะพูดว่ายุคต่อไปเป็นยุคของอินเตอร์เน็ตออฟธิงส์ หรือไอโอที ซึ่งอาจจะเชยไปแล้วเช่นกัน เพราะวันนี้เป็นโลกเซนเซอร์ไรเซชั่น ออฟ ธิงส์ ทุกๆ อย่างสามารถถูกจดจำและเรียนรู้ได้ด้วยเซ็นเซอร์ ไม่ว่าจะเป็น ใบหน้า เสียง ของเรา
รวมทั้งยังสามารถบันทึกสมองของเราเอาไว้ได้ ต่อไปคนเราจะไม่มีวันตาย สามารถย้ายหน่วยความจำของเราไปอยู่บนร่างกายของเราที่ถูกพรินต์ออกมาด้วยระบบ 3D จะเทคโนโลยีที่ทันสมัย อยากรับประทานอาหารญี่ปุ่นสามารถพรินต์ออกมาได้ เป็นต้น
นอกจากนี้ ในอนาคตเชื่อว่าการพัฒนาของเทคโนโลยี ราคาต่างๆ จะถูกลง เราจะสามารถซื้อหุ่นยนต์ที่เหมือนกับมนุษย์ได้ง่ายๆ ที่ร้านไดโซะ
ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับตัวสู้กับโลกที่เปลี่ยนแปลงแบบหักศอก เพราะเราเป็นทาสเทคโนโลยีไปแล้ว และจะเป็นทาสไปเรื่อยๆ ถ้าไม่เปลี่ยน ไม่สู้ ยังดึงดันอยู่ในคอมฟอร์ตโซน ภาคเกษตรต้องไม่พึ่งพาการเกษตรแบบเดิมๆ อีกต่อไป ซึ่งเชื่อว่าภาคเกษตรจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะคนไทยเก่งไม่แพ้ใครในทั่วโลก

