หน้าแรก บทความ หน้า2 : วิพาก...

หน้า2 : วิพากษ์สื่อตั้งฉายา ‘บิ๊กตู่’-รัฐบาล

25.12.19 | 13:00 น.

หมายเหตุ ความเห็นกรณีสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ตั้งฉายารัฐบาลปี 2562 หลังว่างเว้นมานาน 6 ปี ว่า “รัฐเชียงกง” ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหมได้ฉายา “อิเหนาเมาหมัด” และยังมีฉายาให้กับรัฐมนตรีอีก 9 คน

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
แกนนำกลุ่มก้าวต่อไปเพื่อประชาธิปไตย

การตั้งฉายาให้รัฐบาลเป็นเรื่องปกติเพราะเป็นธรรมเนียมของสื่อมวลชนสายการเมืองที่จะตั้งฉายาให้กับนักการเมือง ต้องยอมรับว่าเป็นภาพสะท้อนที่ถูกมองเข้ามา ส่วนประชาชนก็ติดตามเป็นสีสัน บางคนอาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับฉายาเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันได้ ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะแสดงความไม่พอใจหรือต่อว่าตอบโต้สื่อมวลชนกับฉายาต่างๆ อาจจะเป็นไปได้ว่านายกรัฐมนตรีอาจเคยชินกับการอยู่ในอำนาจ โดยกลไกตรวจสอบแตะต้องไม่ได้มานานหลายปี พอถึงปีนี้ก็จึงแสดงอารมณ์ออกมา อยากจะให้ทำใจว่ารัฐบาลเลือกตั้งปกติ ที่ไม่ได้มาจากอำนาจหลังการทำรัฐประหาร เจอมาหนักกว่านี้ แต่ยังทำงานร่วมกับสื่อมวลชนได้โดยไม่ต้องมีความรู้สึกไม่พอใจระหว่างกัน

ถ้ามองว่ารัฐบาลนี้ทำงานไม่เกิน 6 เดือนแล้วไปตั้งฉายาให้อาจจะไม่เป็นธรรมเพราะมองว่าแค่เริ่มต้น แต่ส่วนตัวเห็นว่ายิ่งกว่าเป็นธรรม เพราะว่าสื่อมวลชนมองมาตั้งแต่รัฐบาล คสช. ทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกันทั้งฉายารัฐบาล ฉายานายกรัฐมนตรีก็เห็นว่าความหมายไม่ได้พูดเพียงแค่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งเท่านั้น แต่อธิบายย้อนหลังได้ว่าคืออะไร ส่วนตัวผมเห็นว่าเป็นเสรีภาพของสื่อ ทั้งนักการเมืองหรือประชาชนต้องเข้าใจและรับได้ สำหรับส่วนตัวผมเมื่อมองเข้าไปเห็นว่าอาจจะปรับบ้าง เช่น ฉายารัฐเชียงกง ผมว่าต้องเพิ่มเป็นรัฐเชียงกงตลาดมืด เพราะว่าอะไหล่หลายชิ้นที่เอามาใช้เป็นของที่มีตำหนิ มีคดีความในอดีต บางชิ้นที่มีบทบาทในสภาก็มีคดีถูกสอบสวนใน ป.ป.ช. มีคดีรุกป่าสงวนแห่งชาติ แต่อะไหล่เหล่านี้ถูกรัฐบาลหยิบมาใช้งานในภารกิจต่างๆ

ส่วน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานกรรมาธิการ ป.ป.ช. กับ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ผมตั้งฉายาให้เป็นคู่กรรม เพราะว่ายังไงก็ตามคุณปารีณาก็คงจะตามคุณเสรีพิศุทธ์ไปจนกว่าจะหมดอายุของสภาชุดนี้ สำหรับรัฐมนตรีที่หลายคนไม่ได้มีบทบาท เงียบสงบ ไม่ได้ถูกพูดถึงในแง่ของเนื้องาน บทบาททางการเมือง ดังนั้นผมจึงตั้งให้เป็นรัฐเชียงกงตลาดมืด ส่วนนายกรัฐมนตรีในทรรศนะผมมองว่า อาจจะไม่ใช่อิเหนาเมาหมัด เพราะที่ผ่านมาไม่เคยโดนหมัด เนื่องจากมีกลไกป้องกันมากมาย แต่ถ้าเป็นอิเหนาเมาอำนาจก็ไม่แน่ เพราะว่าการแสดงออกที่ไม่พอใจที่สื่อตั้งฉายา ก็สะท้อนถึงการเมาอำนาจ ส่วนนายวิษณุ ฉายาศรีธนญชัยรอดช่อง ก็มองเห็นภาพ ส่วนตัวผมมองเหนือกว่านั้น เพาะบางช่องไม่น่าจะไป แต่นายวิษณุยังไปได้ ดังนั้นขอเปลี่ยนเป็นศรีธนญชัยอัดจารบี เพราะว่าศรีธนญชัยจะต้องอาศัยความลื่นจากจารบีเข้ามาเสริม และขอทำความเข้าใจว่าไม่ได้มีความประสงค์จะตั้งฉายาแข่งกับสื่อ แต่ขอเสริมให้ครบองค์ประกอบ ให้เป็นสีสันและภาพสะท้อนที่มองเข้าไป

Advertisement

สำหรับผู้ที่ถูกตั้งฉายาจะปรับปรุงตามที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ก็เป็นสิทธิของแต่ละคน แต่โดยหลักการไม่ควรไปตอบโต้หรือไม่พอใจก็เท่านั้นเอง ถ้าแต่ละคนเห็นบทบาทการทำงานของตัวเองลงตัว เป็นประโยชน์ก็มีสิทธิเดินทางแนวทางเดิมต่อไป แล้วประชาชนจะพิจารณาหรือสื่อก็พูดถึงได้อีกเพราะถือเป็นเสรีภาพ และระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ฉายาที่ถูกตั้งวันนี้ ผมว่าสื่อยังยั้งมือหรือไว้ไมตรีพอสมควร เหมือนชกมวยแบบหุ้มนวมไม่ชกหมัดเปล่า ไม่ได้ใส่สนับมือ ดังนั้นใครที่โดนอย่าออกอาการมากเกินไป ต้องอาศัยเวลาซักพักเรื่องเหล่านี้ก็จะค่อยๆ หายไป ทั้งที่หลายเรื่องที่เกิดขึ้นอาจจะมีภาพสะท้อนที่เข้มข้นกว่านี้ และต้องเข้าใจว่ารัฐบาลนี้มีอำนาจมากว่ารัฐบาลเลือกตั้งทั่วไป

เป็นที่น่าสังเกตว่า สำหรับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น 1 ใน 3 ป.ที่มีอำนาจสูงสุดในรัฐบาลชุดนี้ อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาตลอด แต่ไม่ได้หยิบยกมาตั้งฉายา แต่ส่วนตัวผมว่าอาจจะมีฉายาเห็นเงียบๆ ฟาดเรียบหรือเปล่า

สมชัย ศรีสุทธิยากร
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต

การตั้งฉายาเป็นเสียงสะท้อนของสื่อที่มีต่อรัฐบาลชุดนี้ ทุกอย่างเป็นไปตามสิ่งที่เกิดขึ้นในสายตาของสื่อ ปรากฏการณ์ทางการเมือง สื่อน่าจะเห็นอะไรที่มากกว่าคนธรรมดา เพราะต้องเกาะติดรายงานข่าวการเมือง ดังนั้นการตั้งฉายาเป็นเรื่องที่มีการรวบรวมสิ่งที่เกิดขึ้นในรอบปี แต่ยอมรับว่าฉายาที่ตั้งจะเป็นไปในเชิงลบมากกว่าเชิงบวก จึงเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลทำยังมีหลายจุดที่สมควรจะต้องปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช่การแสดงท่าทีที่ไม่พอใจกับฉายาที่ถูกเผยแพร่ และเห็นว่าเป็นโอกาสของรัฐบาลที่จะฟังเสียงสะท้อน ดูสิ่งที่เกิดขึ้นว่าได้ทำตามที่สื่อตั้งฉายาหรือไม่ ถ้าหากว่าสิ่งที่สื่อสะท้อนถูกต้องก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลแก้ไขเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีงาม และสื่อก็คงให้ความเป็นธรรมต่อทุกรัฐบาล ถ้ามีการปรับปรุงในทางที่ดีขึ้น ฉายาในปีถัดไปคงออกมาในเชิงบวกมากกว่านี้

ในมุมมองของสื่อเชื่อว่าอาจจะไม่สามารถตั้งให้ครบทุกรัฐมนตรีได้ แต่องค์ประกอบของรัฐบาลยังมีรัฐมนตรีอีกหลายคนที่ไม่ถูกตั้งฉายา ก็ควรตรวจสอบตัวเองว่าทำงานแล้ว เหตุใดจึงไม่ปรากฏหรือไม่เป็นที่รู้จักในสายตาของสื่อ ก็ต้องพิจารณาตัวเองด้วย สำหรับหลายปีที่ผ่านมาสื่อไม่มีการตั้งฉายา ไม่มั่นใจว่าที่ผ่านมาสื่อไม่ตั้งหรือรัฐบาลไม่ให้ตั้ง แต่ผมเข้าใจว่าสื่อไม่ตั้ง เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อกลับมาตั้งฉายาใหม่อีกครั้ง ก็ถือว่าได้กลับมาสู่บรรยากาศเดิมๆ ที่เคยกระทำ

แต่นายกรัฐมนตรีอาจไม่คุ้นชินกับรูปแบบดังกล่าว ดังนั้นจะต้องปรับตัว เพราะทำหน้าที่ในระบอบประชาธิปไตย เป็นคนที่อยู่กลางแจ้ง เป็นคนที่อาสาประชาชนมาทำงาน เพราะฉะนั้นการวิพากษ์วิจารณ์จะบวกหรือลบตั้งน้อมรับว่าเป็นเสียงสวรรค์ที่ทำให้เห็นว่าสิ่งที่เป็นจริงนั้นเป็นอย่างไร ไม่ควรแสดงท่าทีไม่พอใจหรือเกรี้ยวกราด จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าท่านเป็นบุคคลที่ไม่พร้อมจะรับคำวิจารณ์จากสังคม ขณะที่มุมมองของสื่อต้องการทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ทุกคนในสังคมอยากให้รัฐบาลเกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น สื่อเป็นเพียงผู้ที่อาสานำสิ่งที่เป็นความคิดเห็นโดยตรง สะท้อนออกมา ต้องชมว่าสื่อสามารถตั้งได้ครอบคลุม ครบถ้วน และมีอารมณ์ขัน อ่านแล้วรู้สึกว่าใช่และมีความผ่อนคลาย สำหรับฉายาที่ตั้งไม่ได้เป็นของหนังสือพิมพ์ฉบับใดหรือ ทีวีช่องใด

แต่ทุกฉายาผ่านการลงความเห็นร่วมกันของสื่อในทำเนียบรัฐบาล และส่วนตัวผมได้แต่งร้อยกรองในหัวข้ออิเหนาเมาหมัด นำไปโพสต์เผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว และในเวอร์ชั่นต่อไปก็จะมีหัวข้อบุษบาเสี่ยง และอิเหนาครองเมือง

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ฉายาที่สื่อตั้งให้รัฐบาลในครั้งนี้ว่ารัฐเชียงกง ยอมรับว่าเมื่อฟังแล้ว หากไม่ได้ทราบคำอธิบายก็นึกไม่ออกว่าสื่อถึงอะไร แต่เมื่อได้ทราบความหมายก็ร้องอ๋อ และเห็นด้วย นับเป็นฉายาที่สมน้ำสมเนื้อ ทำให้มองเห็นภาพรวมว่าเป็นรัฐบาลที่ทำแต่ของเก่า พยายามให้ดูใหม่ แต่อย่างไรก็ไม่ใหม่ ถ้ารัฐบาลรับข้อคิดนี้ได้ น่าจะนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้น รัฐบาลควรเปิดช่องให้คนพูด ถ้าสื่อพูดได้เต็มที่ทั้งปี ฉายาก็ไม่จำเป็น

สำหรับฉายา “อิเหนาเมาหมัด” คนคิดถือว่าเก่ง เพราะไปนำสุดยอดวรรณคดีไทยอย่างอิเหนามาใช้ในการสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องยกคะแนนให้

การที่สื่อไทยถูกปิดกั้นเสรีภาพทางการแสดงความเห็นอย่างที่ผ่านมา การตั้งฉายารัฐบาลและบุคคลต่างๆ จึงออกมาในแนวตลก เพื่อให้ไม่สามารถฟ้องร้องได้ จึงออกมาเป็นแบบนี้ แต่ถ้าตลกแล้วไม่เสียดแทงหัวใจ ไม่กระเทือนซางก็ไม่ตลก เรียกว่าเป็นวิถีไทยจริงๆ

ส่วนเรื่องเบาหรือแรงเป็นอัตวิสัย แต่ส่วนตัวมองในแง่ของความช่างคิดของนักข่าว อุตส่าห์ไปขุดหาอะไรที่ดูเผินๆ แล้วไม่เกี่ยวกับการเมืองมาใช้ ฉายาที่รัฐมนตรีแต่ละคนดูประหลาดในแง่วิธีคิด ทั้งหมดนี้เป็นอาการของสังคมและการเมืองไทยที่ไม่ปกติ สื่อทำงานได้แบบไม่ปกติ เพราะฉะนั้น จึงต้องคิดอะไรแบบไม่ปกติออกมา เลือกอะไรที่ไม่เกี่ยวมาให้เกี่ยวจนได้ ต้องยกนิ้วให้ว่ายอดจริงๆ เมื่อมองอย่างอารมณ์ขัน

สำหรับในต่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกา ไม่มีธรรมเนียมตั้งฉายารัฐบาล เพราะมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายอย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้ว แต่มีการเขียนการ์ตูนอย่างที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนเอามาล้ออย่างโหดกว่าไทยเป็น 100 เท่า และเป็นแบบวันต่อวัน

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ฉายารัฐบาลผ่านสื่อมวลชนเปรียบเสมือนกระบอกเสียงให้กับประชาชน สะท้อนระยะเวลาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศ ไม่เคยถูกตั้งฉายาใดๆ ฉายานี้จึงสะท้อนภาพตัวตนของ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลได้เป็นอย่างดี อีกทั้งตัวละครหลักสำคัญที่อยู่รอบตัว พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าวิษณุ เครืองาม หรือสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หรือกระทั่งคนทำงานเป็นมือประสานอย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้รับผลตอบสะท้อนที่สื่อมวลชนคลี่และเปลื้องเปลือยตัวตนของตัวละครทางการเมืองท่านนั้นๆ ออกมาทั้งสิ้น

ฉายาที่ชื่นชอบเป็นพิเศษมีอย่างน้อย 2 ท่าน คนแรกคือ รองนายกฯ สมคิด “ชายน้อยประชารัฐ” หากเปรียบเสมือนตัวละครชายน้อยแห่งบ้านทรายทองที่สุขภาพที่ไม่ค่อยดี ขณะนี้ก็ไม่ค่อยแข็งแรงนัก ส่วนในภาพการเมืองการจะหยิบใช้สอยเครื่องมือต่างๆ ในการระดมเป้าหมายทางเศรษฐกิจตามแนวทางของตัวเองก็ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้เต็มที่ด้วยผลอันเนื่องมาจากรัฐบาลผสม อาจจะมีมุมมองหรือแนวทางปฏิบัติไม่เป็นไปตามเป้า ฉายานี้จึงสะท้อนตัวตนทั้งในชีวิตจริงที่สุขภาพไม่ค่อยดี และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้การนำนโยบายของรัฐบาลพลังประชารัฐที่ไปไม่ได้เต็มสูบอีกด้วย

ส่วนอีกท่านคือ “ศรีธนญชัยรอดช่อง” ฉายาของรองนายกฯวิษณุ นี่คือการเปลือยตัวตนและวิธีคิดที่ชัดเจนออกมามากที่สุด จากการเสนอความคิดเห็นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ พล.อ.ประยุทธ์ กับพรรคพลังประชารัฐและรัฐบาล ในหลักการทำให้นักกฎหมาย ผู้ที่เรียนนิติศาสตร์หรือคนทั่วไปตั้งคำถามไปยังตัวตนของคุณวิษณุ แต่ในขณะเดียวกันคุณวิษณุก็ไม่เอาตัวเองไปผูกบ่วงหนามในการเสี่ยงถูกฟ้องร้องดำเนินคดีความ กล่าวคือ ตัวเองเอาตัวรอดได้ แต่ได้รับผลกระทบจากการทำลายความเชื่อมั่นในสิ่งที่เคยสร้างเครดิตความน่าเชื่อถือของผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายในอดีตมาทั้งหมด กลายเป็นปราสาททรายที่ถูกน้ำทะเลซัดจมลงไป

ส่วนตัวคิดว่าฉายาที่สื่อมวลชนตั้งมีความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง และสิ่งสำคัญที่สุดจากฉายาที่สื่อมวลชนมอบกับรัฐบาล คือ นักการเมืองหรือผู้ปกครองจะต้องน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนความคิดเห็นที่สื่อมวลชนมองกลับเข้าไปยังตัวผู้บริหารประเทศ พล.อ.ประยุทธ์จะต้องเปิดใจยอมรับ เพราะต้องอย่าลืมว่าตนเองเข้ามาในกติกาที่ต้องเปิดพื้นที่รับฟังคำวิจารณ์ทุกแง่มุม สังคมจึงอดใจเป็นห่วงไม่ได้ว่า แค่เพียงคำวิพากษ์วิจารณ์หรือการตั้งฉายานาม ยังไม่สามารถแบกรับได้ และแสดงอารมณ์ออกมาด้วยความไม่พอใจ อีกหน่อยแรงกดดันทางการเมืองมีแนวโน้มจะพุ่งตรงไปยัง พล.อ.ประยุทธ์มากกว่านี้ จะแบกรับแรงเสียดทานนั้นได้มากน้อยแค่ไหน

10 ฉายานี้เป็นฉายาที่ตั้งดีมาก ผมให้ 8 เต็ม 10 ทีเดียว เพราะถือว่าเป็นการให้นิยามที่สะท้อนตัวตนได้อย่างเห็นภาพชัดเจนที่สุด เปรียบเสมือนว่าสื่อมวลชนได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสะท้อนความรู้สึกของผู้คนในสังคม เพราะนี่คือสื่อมวลชนในทำเนียบรัฐบาล ฉายาที่ตั้งผ่านมติที่มาจากหลายสำนักข่าว หากจะมองว่าสื่อจะมาเล่นการเมืองกับนักการเมืองก็คงไม่ได้ นักการเมืองและผู้บริหารประเทศจะต้องประมวลบทบาททางการเมืองและหน้าที่การทำงานที่ผ่านมาด้วยความเป็นธรรม ฉายาเหล่านี้จะสะท้อนตัวตนหรือไม่ อยู่ที่นักการเมืองและผู้บริหารประเทศคิดว่าสื่อมวลชนตั้งสมญานามนั้นอย่างไม่เป็นธรรม เสียดสี มีลักษณะอคติ ทำให้ตนถูกมองเป็นตัวตลก ตนเองก็ต้องทำงานพิสูจน์ เพื่อลบคำสบประมาทในสิ่งที่สื่อมวลชนได้ตั้งฉายาไว้

ทั้งนี้ ยังมีตัวละครอีกหลายคนที่มีสีสัน ประชาชนให้ความสนอกสนใจตั้งแต่เข้ามาในสภา ฝั่งฝ่ายค้านอย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือฝั่งรัฐบาล เช่น น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ มงคลกิตต์ สุขสินธารานนท์ ไปจนถึง สิระ เจนจาคะ ที่มีบทบาทออกมาโลดแล่น คนเหล่านี้อาจจะต้องมีฉายาในรอบอันเหมาะสมที่สื่อมวลชนจะขยายนามให้ในภายหลัง แต่สำหรับ 10 คนในรอบนี้ ส่วนตัวเห็นว่าคงจะเหมาะสมแล้ว

ยุกติ มุกดาวิจิตร
อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์

การที่สามารถตั้งฉายาได้ถือว่าดีที่สุดแล้ว แสดงว่าเราสามารถมีความเห็นกับรัฐบาลได้ ไม่ใช่เซ็นเซอร์กันเหมือนที่ผ่านมา ส่วนเรื่องความแรงหรือเบาของฉายา ส่วนตัวไม่รู้สึกอะไร เพราะเป็นเรื่องความเห็น เป็นเรื่องวาทศิลป์ นับเป็นสีสันทางการเมืองที่สำคัญ อย่างน้อยให้มีโอกาสคอมเมนต์รัฐบาลได้ นักข่าวเองต้องมีศักดิ์ศรีพอที่จะแสดง
ความเห็น

ฉายารัฐเชียงกง สะท้อนการทำงานของรัฐบาลพอสมควร ว่าไม่ได้ทำอะไร การไม่มีความสามารถ บ่งบอกถึงการที่ประเทศนี้ไม่มีความหวัง สิ้นหวัง ไม่มีอนาคต ไม่มีความสดใส เวลาไปเดินเชียงกงก็มีแต่คราบน้ำมัน ความขมุกขมัว ความซ้ำซาก จำเจ ใช้ของเก่า

ส่วนการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงอาการเกรี้ยวกราดหลังได้รับฉายา “อิเหนาเมาหมัด” มองว่าปกติก็เป็นคนแสดงอารมณ์หงุดหงิดเป็นประจำ คำถามที่น่าสงสัยกว่าคือ คนในประเทศยอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ยอมอยู่กับรัฐบาลแบบนี้ได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่คนทั่วโลกไม่เข้าใจ