มหาวิทยาลัย (University) หรืออาจเรียกเป็นอย่างอื่น คือวิทยาลัย (College) หรือสถาบัน (Institute) คือสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา (Higher Education) ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนผู้ซึ่งจบมัธยมปลาย (ม.6) ได้เข้ามาศึกษาต่อจนจบปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก
ประเทศไทยแลนด์แดนสยามเมืองยิ้ม มีมหาวิทยาลัยทั้งที่เป็นของรัฐและเอกชนรวมกันแล้วประมาณ 200 แห่ง แต่โดยส่วนใหญ่คือประมาณ 150 แห่ง เป็นมหาวิทยาลัย สังกัดภาครัฐซึ่งกระจายอยู่ทั่วภูมิภาคของไทย
จากการวิเคราะห์ของบรรดาปรมาจารย์ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่กับอุดมศึกษาไทยตลอดจนผู้ที่มีความรัก ความห่วงใย และความปรารถนาดีต่อการพัฒนาเพื่อการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย ด้วยจิตบริสุทธิ์และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับความเจริญก้าวหน้าของการศึกษาไทยได้จัดแบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มแรกเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง หรือ กำลังดัง มีอยู่ประมาณ 15-16 แห่ง ซึ่งกระจุกอยู่ในภาคกลาง หรือในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัย หรือสถาบันอุดมศึกษา ที่กำลังจะดัง ซึ่งมีจำนวนมากกว่ากลุ่มแรก คือ ประมาณ 30-40 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในทุกภาคของประเทศ
ส่วนมหาวิทยาลัยที่เหลือเกือบ 100 แห่ง เป็นกลุ่มที่ไม่เด่นดังอะไรนัก และผู้สันทัดกรณีได้จัดมหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สาม คือ กลุ่มใกล้จะดับ หรือเป็นที่รู้กันแบบหยอกเอิน ว่าเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยกล้วยไม้ คือ ใกล้ม้วย ที่เป็นเพียงแสงริบหรี่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
ได้มีผู้พยากรณ์ไว้ว่า มหาวิทยาลัยใกล้จะดับเหล่านี้ อาจต้องปิดตัวเอง ภายใน 10-15 ปีข้างหน้า เป็นจำนวนถึงร้อยละ 40 คือ ประมาณ 40 มหาวิทยาลัยที่อาจไปไม่รอด ! เฉกเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยที่ไม่ดังของอเมริกากำลังปิดตัวเองเป็นจำนวนถึงเกือบครึ่งหนึ่งคือประมาณ 1,000 แห่ง เพราะไม่มีผู้มาเรียน บัณฑิตที่จบออกไปว่างงานอันเกิดจากหลักสูตร และโดยเฉพาะการสอนที่ด้อยคุณภาพ
มหาวิทยาลัยทุกแห่งไม่ว่าจะดัง หรือกำลังจะดับ มีหน้าที่หลัก คือสร้างทรัพยากรมนุษย์ หรือผลิตบัณฑิตออกมารับใช้สังคมและประเทศชาติ และทุกมหาวิทยาลัยต้องการผลิตบัณฑิตทุกระดับ (ปริญญาตรี โท หรือเอก) ให้เป็นผู้รู้ที่มีคุณภาพและมีคุณลักษณะโดดเด่น ซึ่งล้วนแต่จะเสริมสร้างให้บัณฑิตมีความสง่างาม (Gracefulness หรือ Dignity) คือ รู้แจ้งเห็นจริง ทางวิชาการ ผสมผสานกับการประพฤติปฏิบัติดีงาม และเป็นคนดีอันเป็นที่ยอมรับในสังคม ให้สมกับการเป็นบัณฑิต
บัณฑิต (Graduate) คือผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญา (Degree) ซึ่งมี 3 ชั้น คือปริญญาตรี (บัณฑิต) ปริญญาโท (มหาบัณฑิต) หรือปริญาเอก (ดุษฎีบัณฑิต) และบัณฑิต ในแต่ละขั้น หรือระดับปริญญาจำต้องมีคุณลักษณะที่สง่างามให้ปรากฏ
ความสง่างามของบัณฑิตมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ
(1) การเป็นผู้ทรงความรู้ เป็นนักปราชญ์ มีปัญญา และมีทักษะทางวิชาการ และ
(2) การเป็นคนดี มีน้ำใจ ใฝ่คุณธรรม มีสติ มีใจผ่องใสอยู่เป็นปกติยึดค่านิยมที่ถูกต้อง สามารถดำเนินชีวิตด้วยปัญญา มีจิตสำนึกสาธารณะ ซื่อสัตย์ สุจริต บริสุทธิ์
คุณสมบัติและคุณลักษณะทั้ง 2 ส่วนนี้ เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งพระองค์ได้มีพระราชดำรัสไว้เมื่อประมาณ 110 ปีก่อน ความว่า “ข้าไม่ต้องการตำราที่เดินได้ ที่ข้าอยากได้นั้น คือเยาวชนที่เป็นสุภาพบุรุษ ซื่อสัตย์ สุจริต มีอุปนิสัย ใจคอดี”
พระราชดำรัสของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้านี้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการผลิตบัณฑิตควรจะน้อมรับเป็นแนวปฏิบัติในการสร้างและผลิตทรัพยากรมนุษย์ ระดับบัณฑิต ให้มีความสง่างามอันประกอบด้วย การมีความรู้แจ้งเห็นจริง การเป็นคนดี ซื่อสัตย์ ไม่คดโกง และการมีคุณสมบัติผู้ดี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า คุณสมบัติแห่งความดี ทั้งทางวิชาการและการประพฤติปฏิบัติ ในทางที่ดีของบัณฑิตยุคใหม่ ไม่ว่าระดับใด กำลังถูกบดบังด้วยเทคโนโลยียุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีข้อมูล หรือดาต้าเทคโนโลยี (Data technology/ Big Data) จนแทบจะไม่เห็นปรากฏในบัณฑิตยุคใหม่มากนัก ทำให้บัณฑิตยุคบิ๊กดาต้า (Big Data) ด้อยความสง่างามเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด !
จากการพูดคุยและปรึกษาหารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชน หรือแม้แต่บรรดาบิ๊กๆ ของหน่วยงานราชการก็ล้วนแต่ยอมรับว่าบัณฑิตยุคใหม่ ไม่ว่าจะปริญญาตรี ปริญญาโท หรือแม้แต่ปริญญาเอก ยังขาดความสง่างามกันเป็นส่วนใหญ่ ทั้งด้านวิชาการ เช่น วิจัยไม่เป็น คิดวิเคราะห์ และแก้ปัญหาไม่ได้ และด้านการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม เช่น ขาดวินัย ทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ ทุจริต โกงกินประเทศชาติ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ซึ่งคุณสมบัติที่ไม่พึงประสงค์เหล่านี้ มักจะพบเห็นในบัณฑิตส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบัน
ผู้ที่รักและห่วงใยรวมทั้งหวังดีต่อประเทศชาติอย่างจริงจังก็ได้ลงความเห็นที่พ้องต้องกันว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือปฏิรูป ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนที่ใช้เวลานาน แต่ก็สามารถทำได้ในช่วงเวลาของการเรียนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก ที่มีระยะเวลา 4 ปี 3-5 ปี และ 4-6 ปี ตามลำดับ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การทำให้บัณฑิตไทยมีความสง่างาม เป็นที่ยอมรับในสังคมไทยและในต่างประเทศ
การปฏิรูปปรับบัณฑิตไทยให้สง่างามซึ่งต้องใช้เวลาพอประมาณ สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนแนวคิดและความคิดเพื่อการกระทำของอาจารย์ผู้ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับบรรดาว่าที่บัณฑิต และการ
กระทำนี้ ต้องดำเนินการทันที อย่างรวดเร็ว นั่นคือ การปฏิวัติความคิดเพื่อปรับเปลี่ยนการสอนของคุณครูมหาวิทยาลัยที่ได้รับการเรียกขานอย่างมีศักดิ์ศรีและโก้หรูว่า “อาจารย์” มาโดยตลอดและเปิดใจกว้างสำหรับการเปลี่ยนแปลงตนเอง ซึ่งทำได้ภายในระยะเวลาอันสั้น หรือเรียกว่า “ปฏิวัติ”
โดยเฉพาะปฏิวัติการสอนของตัวอาจารย์เองก็ย่อมจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นการปฏิรูปบัณฑิตไทยให้เกิดมีลักษณะที่สง่างามเป็นที่ปรากฏ
การปฏิวัติการสอนของคุณครูมหาวิทยาลัยหรืออาจารย์ต้องเริ่มที่ตัวอาจารย์เองก่อนโดยมีเป้าหมายคือบัณฑิตคุณภาพที่มีความสง่างามใน 4 ประเด็น คือ
(1) การสอนวิชาพื้นฐาน (2) การสอนทำวิจัย (3) การสอนให้แตกฉานทั้ง 2 ภาษา (ไทยและอังกฤษ) และ (4) ซึ่งสำคัญยิ่ง คือการสอนให้มีคุณสมบัติผู้ดีตามวัฒนธรรมไทย
ในแต่ละประเด็นมีข้อมูลและสาระสำคัญ รวมทั้งข้อวิเคราะห์ ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ ที่บรรดาอาจารย์ยุคบิ๊กดาต้า (Big Data) นี้ สามารถนำไปประกอบการพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือปฏิวัติตนเอง ด้านการสอนเพื่อการปฏิรูปบัณฑิตยุคใหม่ ให้มีความสง่างาม แต่จะบรรลุเป้าประสงค์แห่งการปฏิวัติตนเองได้หรือไม่ อยู่กับตัวอาจารย์เอง ว่าได้เปิดใจกว้างในการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ที่มีความปรารถนาดีต่อการอุดมศึกษาของไทยได้มากน้อยเพียงใด
(1) การสอนวิชาพื้นฐาน วิชาพื้นฐาน (Basic หรือ Fundamental Course) เป็นรายวิชาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและถือว่าเป็นพื้นฐานของวิชาที่สูงขึ้นไป แต่จากการสังเกตและสำรวจเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่มักจะมองข้ามความสำคัญของวิชาพื้นฐานในสาขาวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ไปอย่างสิ้นเชิง
นั่นคือ ทั้งมหาวิทยาลัยและอาจารย์ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่า การสอนวิชาพื้นฐานเหล่านี้ อาจารย์จบใหม่ๆ หมาดๆ หนุ่มๆ สาวๆ ก็สอนได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดถนัด ! ที่ถูกต้องและมีประสิทธิผลในการผลิตบัณฑิตทุกระดับจำต้องอาศัยครูหรืออาจารย์ที่มากด้วยประสบการณ์มาสอน เพราะจะทำให้นิสิตนักศึกษามีความสนใจ เข้าใจ และสนุกไปกับการเรียนรู้จากปรมาจารย์มืออาชีพ
อย่างเช่นในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก การสอนวิชาพื้นฐานทุกวิชา ได้ถูกกำหนดไว้ว่าผู้สอนต้องเป็นศาสตราจารย์และมากด้วยประสบการณ์ทางวิชาการ ทั้งด้านการวิจัยและการสอน ทั้งนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่นิสิต นักศึกษา ในการเรียนรู้ด้วยความสนใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ นิสิต นักศึกษา จะมีพื้นฐานทางวิชาที่มั่นคง หนักแน่น และสามารถต่อยอดด้วยวิชาขั้นสูงอื่นได้ด้วยดีและมีประสิทธิผลในการเรียนรู้
ดังนั้น อาจารย์ไทยส่วนใหญ่ ที่ยังยึดติดกับความคิดเดิมๆ ที่ว่า วิชาพื้นฐานนั้นใครๆ ก็สอนได้ ควรปรับเปลี่ยนการสอนโดยใช้ยุทธวิธีการสอนที่ต้องอาศัยปรมาจารย์ที่มีวุฒิภาวะและประสบการณ์ รวมทั้งเป็นผู้อาวุโสและมีชื่อเสียง มาดำเนินการสอนวิชาพื้นฐาน เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่ง และควรยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ จึงจะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ คือ บัณฑิตที่มีความสง่างามทางวิชาการโดยแท้จริง
(2) การสอนให้ทำวิจัย อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนมากทั้งที่สอนในมหาวิทยาลัยดังๆ หรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของไทยมักจะมองข้ามความสำคัญของวิชาวิจัยและทึกทักเอาว่าวิชาวิจัยนี้ซึ่งเป็นวิทยาการที่ว่าด้วยการศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบเป็นระเบียบ เพื่อให้มาซึ่งข้อเท็จจริงนั้นเป็นวิชาที่กำหนดให้สอนในระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกเท่านั้น ส่วนนักศึกษาระดับปริญญาตรีไม่เกี่ยวคือไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องวิทยาการวิจัย ความคิดเช่นนี้เป็นการแสดงออกซึ่งความคับแคบทางวิชาการของตัวอาจารย์เอง โดยเฉพาะอาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัยไทย
ตามความเป็นจริงในแบบฉบับสากล การเรียนรู้เรื่องวิจัย ในโครงการสอนให้นิสิตทำวิจัยได้ ควรเริ่มตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ดังเช่นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกที่อยู่ในทวีปเอเชีย อาทิ มหาวิทยาลัยของฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลี จีน ฯลฯ การเรียนรู้เรื่องวิจัย ซึ่งเป็นการฝึกทักษะในการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหาด้วยเหตุ ด้วยผล เป็นวิชาที่จำเป็นและเป็นภาคบังคับ ในหลักสูตรปริญาตรีที่บัณฑิตที่มีทักษะในการวิจัยย่อมมีความสง่างามทางวิชาการ และสามารถนำเอาวิชาการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการ
ทำงาน หรือประกอบอาชีพได้ด้วยความมั่นใจ
นอกจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของอาจารย์ไทยส่วนใหญ่ ที่ว่าวิชาวิทยาการวิจัยเป็นวิชาของหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก ส่วนปริญญาตรีไม่เกี่ยวนั้น ถือว่าเป็นจุดอ่อนของการอุดมศึกษาของไทย แถมยังมีหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอกที่ไม่ต้องทำวิจัย เขียนวิทยานิพนธ์โดยให้ทำผลงานที่เรียกอย่างโก้หรูว่า “สารนิพนธ์” ซึ่งเป็นข้อเขียนที่ลอกเอาผลงานผู้อื่นมาปะติดประต่อให้ได้ผลงานเป็นรูปเล่มก็สามารถจบหลักสูตรได้เป็นมหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตกันอย่างง่ายดายเพราะไม่ต้องทำวิจัย
หลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอกที่เรียนโดยไม่ต้องทำวิจัยเป็นที่รู้กันกว้างขวางในแวดวงอุดมศึกษาของไทยว่า “เรื่องง่าย จ่ายครบ จบชัวร์” และเมื่อจบออกมาแล้วก็ทำวิจัย ไม่เป็น
เช่นเดิม! จึงทำให้บรรดามหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิต (ดอกเตอร์) ไม่มีความสง่างามของวิชาการแม้แต่น้อย
ดังนั้น อาจารย์ไทยทั้งหลายควรให้ความสำคัญในการเรียนรู้เรื่องวิจัยโดยมีรายวิชาวิจัยเป็นภาคบังคับตั้งแต่ระดับปริญญาตรี จนถึงระดับปริญญาโทและปริญญาเอก โดยกำหนดให้มีผลงานวิจัยที่แท้จริงเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้วบัณฑิตที่จบออกมา โดยปราศจากทักษะของการวิจัย ก็มิอาจอยู่รอดในสังคมวิชาการ และไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่เจริญแล้วได้
(3) การสอน ให้แตกฉานทั้ง 2 ภาษา (ไทยและอังกฤษ) บรรดาอาจารย์ต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า การใช้ภาษาเพื่อการเรียนรู้ เพื่อการสื่อสาร เพื่อการถ่ายทอดทางวิชาการเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเป็นบัณฑิตทุกระดับ กล่าวคือ บัณฑิตจะมีความสง่างามเพิ่มขึ้นหากมีความแตกฉานด้านภาษาซึ่งจะช่วยให้บัณฑิตอ่านเป็น เขียนเป็น นำเสนอข้อมูลทางวิชาการได้อย่างแคล่วคล่อง
แต่จากการสังเกตและพูดคุยกับบัณฑิตทุกระดับ พบว่า เขาเหล่านั้นมีปัญหาเรื่องใช้ภาษาทั้งภาคของมาตุภูมิ (ภาษาไทย) และภาษาที่ใช้กันในระบบสากล (ภาษาอังกฤษ) กล่าวคือ พูดหรือสนทนาไม่เป็น อ่านจับใจความไม่ได้ เขียนไม่เป็น และนำเสนอทางวิชาการไม่ถนัด หรือทำไม่ได้ ทั้งนี้ เกิดจากความบกพร่องของครูหรืออาจารย์ ในการเน้นย้ำการใช้ภาษาให้ถูกต้อง อีกทั้งการเรียนรู้ให้เกิดความแตกฉานด้านภาษาควรจักต้องเป็นภาคบังคับ และน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ประเมินเพื่อการจบออกมาเป็นบัณฑิตทุกระดับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ภาษาอังกฤษซึ่งใช้เวลาเรียนมานานมาก ไม่น้อยกว่า 10 ปี ก็ยังสนทนาภาษาอังกฤษไม่ได้ ทั้งนี้ เพราะว่าอาจารย์หรือครูสอนภาษา ไม่ใช่เป็นเจ้าของภาษา จึงควรจักว่าจ้างครูที่รู้ภาษาอังกฤษมาเป็นผู้สอน และภาษาอังกฤษควรเป็นภาคบังคับกันอย่างจริงจัง ดังเช่น ประเทศมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีของประเทศนี้บังคับให้ทุกคนเรียนรู้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองและเป็นภาษาสากล ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการติดต่อสื่อสารกันระหว่างนานาชาติ
สำหรับภาษาไทยก็ใช่ว่าจะไม่สำคัญ อาจารย์ผู้สอนที่สอนวิชาต่างๆ เป็นภาษาไทยก็ควรให้ความสำคัญต่อการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง อันรวมถึงการสร้างนิสัยรักอ่าน อ่านจับความ เขียนให้ถูกอักขรวิธี พูดออกเสียงควบกล้ำชัดเจน มีวรรคตอนในการพูดหรือนำเสนอ เหล่านี้เป็นการเสริมความสง่างามให้แก่บัณฑิตทุกระดับ อีกทั้งเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมด้านภาษาของไทยให้ยั่งยืนสืบไป ดังนั้นอาจารย์ไทยจักต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยการเป็นแบบอย่างในการใช้ภาษาไทยให้แตกฉานเพื่อการปฏิรูปบัณฑิตไทยให้เป็นที่ยอมรับในสังคมไทย
(4) การสอนให้มีคุณสมบัติผู้ดีตามวัฒนธรรมไทย อาจารย์ไทยยุคบิ๊กดาต้า หรือบัณฑิตไทยที่จบปริญญาทุกระดับในยุคนี้ โดยส่วนมากแล้วคงยังไม่ทราบว่า วัฒนธรรมไทยเป็นสิ่งที่สวยงามและเป็นที่ยอมรับกันในนานาประเทศ โดยเฉพาะสมบัติผู้ดี ซึ่งได้กำหนดไว้ตั้งแต่โบราณกาล แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ดีงามตามวัฒนธรรมไทยดังกล่าวได้ถูกละเลย ลืมเลือนกันไปแทบจะหมดสิ้นทั้งในหมู่อาจารย์ไทยและบัณฑิตไทย
คุณสมบัติผู้ดี คือหลักปฏิบัติ 10 ประการของผู้ที่มีกายวาจา ใจ อันสุจริต ซึ่งเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงธรรมการในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เรียบเรียงเป็นหนังสือชื่อ “สมบัติของผู้ดี” เมื่อปี พุทธศักราช 2455 และเรียกหนังสือนี้ว่า “สมบัติผู้ดี” ซึ่งได้พิมพ์แจกให้แก่บรรดาพสกนิกรผู้ใกล้ชิดกับท่านผู้เขียน และใช้เป็นคู่มือสอนกุลบุตร กุลธิดาในสมัยก่อน
จนกระทั่ง ปีพุทธศักราช 2498 โรงพิมพ์คุรุสภาได้จัดพิมพ์ออกมาเป็นคู่มือครูแบบสอนจรรยา เรื่อง “สมบัติของผู้ดี” จำนวน 200,000 เล่ม จำหน่ายให้แก่ครูและผู้ที่สนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการฝึก การประพฤติ การปฏิบัติ การมีมารยาท การพูดจาในการเป็นผู้ดี (Aristocrat) โดยจำหน่ายในราคา เล่มละ 50 สตางค์ และปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ก็ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาและจำหน่ายแก่คนทั่วไป เมื่อปีพุทธศักราช 2515 ในราคาเพียง เล่มละ 56 บาทเท่านั้น และมีชื่อเรื่องว่า “สมบัติผู้ดี” แต่ไม่มีประชาชนสนใจกันมากนัก โดยเฉพาะครูบาอาจารย์และบรรดานิสิต นักศึกษาส่วนใหญ่ก็ไม่เคยซื้อมาอ่าน และใช้เป็นคู่มือสำหรับการคิดดี การพูดดี และการทำดี ซึ่งล้วนแต่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งแห่งการเป็นคนดี อีกทั้งช่วยเสริมสร้างความสง่างามให้แก่ทั้งอาจารย์ผู้สอน และบัณฑิตทุกระดับ
ฉะนั้น บรรดาอาจารย์ และนิสิต นักศึกษาควรจัดหาซื้อมาอ่านเพื่อการปฏิบัติตนเป็นคนดีที่มีทั้งความซื่อสัตย์ สุจริต บริสุทธิ์ มีจิตสำนึกสาธารณะ มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีสัมมาคารวะ มีมารยาทที่ดี มีอุปนิสัยใจคอดี ตลอดจนมีวัฒนธรรมอันดีงามตามแบบฉบับไทยๆ
อาจารย์มหาวิทยาลัยควรเร่งปฏิวัติความคิด และการกระทำเพื่อการสอนให้บัณฑิตเป็นคนดี ทั้งกาย วาจา และใจ อันจะช่วยเพิ่มคุณค่าแห่งความสง่างามให้แก่บัณฑิตทุกระดับโดยไม่จำเป็นต้องเปิดสอนรายวิชา “สมบัติผู้ดี” ขึ้นมาด้วย
กรรมวิธีแห่งการสอนให้บัณฑิตเป็นคนดีของสังคมสามารถทำได้ทันที โดยการสอดแทรกสาระของคุณสมบัติผู้ดี ซึ่งรวมถึง การคิดดี การพูดดี และการทำดี ให้อยู่ในทุกรายวิชาที่สอน ซึ่งควรจะใช้เวลาเพียง 5-10 นาที ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของแต่ละวิชาเพื่อเสนอเกร็ดความรู้ หรือประสบการณ์ให้นิสิต นักศึกษา ได้นำไปพิจารณา เพื่อการปฏิบัติตนให้เป็นที่ยอมรับในสังคม
การกระทำด้วยวิธีดังกล่าว โดยอาจารย์ผู้สอนควรจักทำให้เป็นกิจวัตรประจำ และต่อเนื่องตลอดหลักสูตร หรือทุกรายวิชา นิสิตผู้ซึ่งจะเป็นบัณฑิตในแต่ละระดับก็จะซึมซับเอาสิ่งที่ดีๆ ที่อาจารย์ได้บอกกล่าวเตือนสติ หรือปลุกจิตสำนึกให้ประพฤติปฏิบัติดี เพื่อไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์แก่ตัวบัณฑิตเอง ด้วยความสง่างามตามแบบฉบับของผู้ดีไทย
จะเห็นได้ว่าการเสริมสร้างความสง่างามให้แก่บัณฑิตไทย เป็นเรื่องไม่ยาก เพียงแต่อาจารย์ผู้สอนต้องเปิดใจกว้าง โดยเริ่มจากการยอมรับว่าปัจจุบันบัณฑิตไทยส่วนใหญ่ มีความสง่างามเพียงแต่เปลือกนอก คือ มีปัญญามีความรู้ทางวิชาการพอสมควร แต่ความสง่างามภายในจะเกิดขึ้นได้โดยการปฏิวัติการสอนของอาจารย์ เพื่อการปฏิรูปบัณฑิตให้สง่างามเป็นที่ปรากฏ จึงขอฝากความหวังไว้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการผลิตบัณฑิต และโดยเฉพาะตัวอาจารย์ผู้สอน ว่าอย่าผลิตบัณฑิตแบบผลมะเดื่อไทย ที่ผิวนอกสดสวย และสดใส แต่ข้างในเป็นโพรง และไม่สามารถนำมารับประทานได้ ดังโคลงโลกนิติโบราณ ความว่า
ผลมะเดื่อเมื่อสุกไซร้ มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน ชาดบ้าย
ภายในย่อมแมลงวัน หนอนบ่อน
ดุจดังคนใจร้าย นอกนั้นดูงาม ฯ
อาจารย์ผู้สอนทั้งหลายจักควรรับไว้พิจารณา เพื่อพัฒนาบัณฑิตไทยให้สดสวย สง่างาม นั้นแล !

