คติเตือนใจ…วาระขึ้นปีใหม่ : โดย ไพรัช วรปาณิ
ผู้เขียน รู้จักกับ อาจารย์ลิขิต เขมะปานนท์ ตั้งแต่สมัยท่านเป็นนักการเงินหรือ “ไฟแนนซ์เชียลชื่อดัง” ในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ เมื่อ 20 ปีก่อน และเคยเป็นเพื่อนร่วมงานในสถาบันการเงินเรื่องนามแห่งหนึ่งในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง มาด้วยกันหลายปี ช่วงที่ธุรกิจการเงินหรือไฟแนนซ์ กำลังเฟื่องฟู และถือเป็นยุคของมนุษย์ทองคำ ที่มีเงินเดือนสูงลิ่ว อันเป็นอาชีพที่ทุกคนอิจฉาในสมัยนั้น คือก่อนเกิดเหตุการณ์วิกฤติการเงิน “ต้มยำกุ้ง” แห่งประเทศไทย นั่นเอง
หลังจากเกิดภาวะวิกฤติทางการเงินระหว่างตอนปี 2540 ดังกล่าว ชื่อเสียงของนักการเงินมือฉกาจแห่งยุค อย่างเขาได้ค่อยๆ หายหน้าหายตาไปจากวงการธุรกิจการเงิน เช่นเดียวกับผู้เขียน อย่างน่าเสียดาย
มาทราบภายหลังว่า เพื่อนได้ทิ้งวิชาชีพทางการเงินผันตัวไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือ โดยหันหลังให้กับเกียรติยศชื่อเสียงที่เคยดำรงอยู่อย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญคือหันมาศึกษาธรรมะ คำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างเอาจริงเอาจัง ทำให้เหินห่างจากสังคมอันหรูหราที่เคยเป็นอยู่ ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยการนำพาภริยาคู่ชีวิตไปฟังธรรมตามสำนักต่างๆ เป็นประจำอย่างไม่ขาดสาย จนเกิดความรู้สึกทราบซึ่งในแก่น “ธรรมะ” อย่างน่าประหลาดและเมื่อเจอะเจอเพื่อนฝูงเก่าๆ ครั้งใด ก็มักจะพร่ำสอนให้พึงอยู่ในกรอบแห่งความดียึดมั่นในธรรมอยู่เสมอๆ …ทำให้ได้รู้ถึงสัจธรรมข้อหนึ่งว่า ความเป็นอนิจจัง อาจยังผลให้บุคคลซึ่งเคยอยู่ในแวดวงสังคมหรูหรา กลับกลายเป็นคนรักชีวิต สมถะเรียบง่าย และใฝ่ธรรมในที่สุด…ซึ่งต้องขอชื่นชม มา ณ ที่นี้ด้วย
แม้ระยะหลัง ไม่ค่อยมีเวลาได้พบปะสังสรรค์กันในทางสังคม แต่ก็พบปะกันในทางโทรศัพท์หรือไลน์ อยู่เป็นนิตย์
เผอิญในช่วงใกล้ถึงวาระขึ้นปีใหม่ 2563 นี้ ผู้เขียน กำลังคิดถึงเพื่อนเก่านักการเงินคนดังผู้ใฝ่ธรรม “คนนี้อยู่ ก็ปรากฏว่า ได้เห็นการไลน์ถ้อยคำอวยพร พร้อมกับข้อเขียนเกี่ยวกับเรื่องธรรมะอันลึกซึ้ง ที่อยากจะให้เผยแผ่ มาให้อ่านพอดี
เมื่อผู้เขียนได้อ่านและพิเคราะห์ศึกษา “Content” แล้ว เห็นเป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชนอย่างยิ่ง จึงขอเขียนถ่ายทอดเนื้อหาเพื่อเผยแผ่ ตามนัยยะอันลึกซึ้งดังกล่าว สำหรับเป็นคติเตือนใจผู้ที่ยังติดอยู่ในเวียงวนแห่งอำนาจตลอดจนความทุกข์-สุข ทางใจ และลุ่มหลงลาภยศสรรเสริญทางกาย อันไม่จีรัง ให้ได้เกิดสติในช่วงใกล้ถึงวาระขึ้นปีใหม่นี้ โดยทั่วถึง
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาในข้อเขียนดังกล่าว จะปรากฏความลึกซื้งของคำสอนในพุทธศาสนาอันแท้จริง ซึ่งแม้แต่นักควอนตัมฟิสิกส์ยังได้พิสูููจน์ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยืนยันว่าคำสอนพระพุทธองค์เป็นความจริงทุกประการ และเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนทุกคนควรตระหนักโดยถ่องแท้
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าเคยสอนไว้ว่า แท้จริงแล้ว “สุข-ทุกข์” ไม่ได้เกิดจากใครทำ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เกิดจากการกระทบกันของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปัจจัยภายนอกเป็นเพียงตัวแปร ปัจจัยภายในได้แก่ สติ คือสาเหตุใหญ่ ถ้าสติไม่แข็งแรง ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด เป็นใครมาจากไหน ก็มีความทุกข์ได้ทั้งนั้น เมื่อสติแข็งแรง ย่อมเห็นกระบวน การทำงานของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อเห็นกระบวนการดังกล่าว จิตย่อมไม่เสวยอารมณ์ อันเป็นต้นเหตุของสุข ทุกข์ สุขทุกข์จึงถูกปรับสมดุลให้อยู่ในภาวะเป็นกลาง สิ่งนี้เรียกว่า ความเบิกบาน
ความเป็นเรา เป็นเขา คือ กระบวนการปรุงแต่งของจิต แท้จริงแล้ว ตัวเราไม่มีอยู่ คำว่าตัวเราไม่มีอยู่นี้ ไม่ใช่คำอุปมาอุปไมย แต่เป็นสิ่งที่สามารถตรวจสอบได้เอง จากการฝึกจิต ความเป็นตัวเรานั้นเปรียบเหมือนรถยนต์หนึ่งคัน เมื่อจับล้อไว้ทางหนึ่งเครื่องยนต์ไว้ทางหนึ่ง ประตู ตัวถังไว้ทางหนึ่ง เมื่อจับแยกส่วนได้เช่นนี้ สภาพความเป็นรถยนต์ก็หมดไป เมื่อฝึกสติจนแยกกาย ความคิด และจิต ออกจากกันได้ ความเป็นตัวเราก็หมดไปด้วย เมื่อความเป็นตัวเราหมดไป ผู้ยึดมั่นถือมั่นก็หมดไปด้วย ความทุกข์ทั้งปวงก็เป็นอันยุติ
เราทั้งหลาย ล้วนเกิดมานับล้านล้านล้านชาติ เป็นจำนวนที่นับไม่ได้ เคยเกิดเป็นคนรวย คนจน ราชา พระ ยาจก เป็นคนฉลาด เป็นคนโง่เขลา เป็นคนพิการ เป็นคนรูปงาม เป็นชาย เป็นหญิง เป็นกะเทย เป็นทอม เป็นนักบุญ เป็นมหาโจร เคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก เปรต อสูรกาย เทวดา เคยเป็นมาทุกอย่าง ดังนั้น ถ้าชาตินี้เกิดมาดี ก็ไม่ได้แปลว่าชาติหน้าจะดี ชาตินี้อาจเป็นมหาเศรษฐี ชาติหน้าอาจเกิดเป็นสัตว์นรก ชาตินี้อาจเป็นสัตว์เดรัจฉาน ชาติหน้าอาจเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในตระกูลสูงก็เป็นได้ ตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิด จงอย่าลำพองใจว่า เรานั้นดีแล้ว ประเสริฐแล้ว เพราะแท้จริง ไม่มีใครเลยที่ดีกว่าใคร ทุกคนล้วนอยู่ในความสุ่มเสี่ยงทั้งสิ้น
ชีวิตที่เราเห็นอยู่ เป็นชีวิตชั่วคราว เมื่อเราตาย สิ่งที่เราหามาด้วยความลำบาก สิ่งที่เราเคยมั่นหมายว่าสำคัญ ทั้งความสามารถ เกียรติภูมิ ลูก เมีย ผัว ญาติพี่น้อง เพื่อน มิตรสหาย หน้าที่การงาน สมบัติพัสถาน เงินทอง บ้านช่อง ที่ดิน ความภาคภูมิใจ ทั้งหมดนี้ ไม่มีอะไรเลยที่เราสามารถนำติดตัวไปได้ คำถามสำคัญที่เราควรต้องคิด คือ “ทุกวันนี้เราใช้เวลาที่มีเพื่อสิ่งใด” แน่นอนว่า เวลาเกือบทั้งหมดของเรามุ่งไปสู่สิ่งที่เราไม่สามารถนำติดตัวไปได้ เหล่านี้ คือเรื่องอันตรายที่เราสมควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเร่งด่วน
บุญบาปเป็นของมีจริง ทุกการกระทำของเรา ย่อมส่งผลสะท้อนกลับ ไม่วันนี้ก็วันหน้า ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า คำพูด และการกระทำ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าที่เราคิด พูดสิ่งใด ทำสิ่งใดลงไป มิได้จารึกไว้เพียงโลกนี้ หากแต่มันจะจารึกไว้ในสังสารวัฏ ในจิตของเรา และเราจะต้องเป็นผู้รับผลแห่งการกระทำของตนเอง ตลอดการเวียนว่ายตายเกิด ดังนั้น จงระวังคำพูด และการกระทำของเราไว้ให้มากกว่าที่เป็นอยู่
ทุกคนที่เราเห็น พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ เพื่อนฝูง มิตรสหาย ผู้คน ทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก ตลอดการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีใครเลยที่ไม่รู้จักกัน ไม่มีใครเลยที่ไม่เกี่ยวข้องกัน และตราบใดที่เรายังเวียนว่ายตายเกิด เราและเขา จะได้พบกันอีก ไม่ฐานะใดฐานะหนึ่ง ทำดีกับเขาวันนี้ จะพบกันในเส้นทางที่ดี ทำร้ายเขาในวันนี้ ก็จะต้องตามจองเวรกันต่อไป ไม่สิ้นสุด ดังนั้น คำว่า “เพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย” จึงเป็นคำที่มีนัยยะสำคัญกว่าที่เราคิดไว้หลายเท่า จงมองผู้อื่นให้เหมือนครอบครัวของท่าน นั่นคือ หนทางที่ดีที่สุด
เมื่อการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง การบริหารจัดการชีวิตของเรา ก็สมควรเป็นการบริหารจัดการชีวิตที่ครอบคลุมทุกมิติ ไม่เน้นหนักในชาติใดชาติหนึ่ง ชาตินี้ก็ต้องกินต้องใช้ แต่ชาติหน้าก็ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด กิจกรรมบางอย่าง อาจส่งผลดีสูงสุดในชาตินี้ แต่ชาติหน้าอาจทำให้ท่านไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่อัตภาพความเป็นมนุษย์ ดังนั้น ในทุกวัน เราควรถามตนเองว่า วันนี้เราได้เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวในชาติหน้าบ้างแล้วหรือยัง
เวลาที่เราเห็นตรงหน้า มีเพียงปัจจุบัน วินาทีต่อวินาที เมื่อเวลาเคลื่อนเลยไป ไม่มีใครสามารถนำช่วงเวลานั้นกลับมาใช้ซ้ำได้ อดีต ไม่มีจริง เพราะอดีต คือภาพจำที่เรานำมาคิดซ้ำในเวลาปัจจุบัน ส่วนอนาคตก็ไม่มีจริง เพราะอนาคต ก็คือการปรุงแต่งในปัจจุบันของเรา จงจำไว้เสมอ ชีวิต คือเรื่องสดใหม่ ตัวท่านมีอยู่เพียงปัจจุบันการอยู่กับปัจจุบันจะช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างในชีวิตของท่านได้ และนี่คือ กุญแจเพียงดอกเดียวที่จะไขความลับของชีวิต จงอยู่กับปัจจุบันจนถึงที่สุด (มีสติและสัมปชัญญะ) แล้วชีวิตจะเป็นของท่านอย่างแท้จริง
เป้าหมายของการเกิดเป็นมนุษย์คืออะไร บางคนบอกว่า ฉันเกิดมาเพื่อมีความสุข บางคนบอกว่า ฉันเกิดมาเพื่อสร้างสิ่งดีงามไว้ให้โลก บางคนบอกว่า ฉันเกิดมาเพื่อคนที่ฉันรัก นั่นก็เป็นสิ่งที่จะคิดกันไปตามภูมิปัญญา แต่ละคนก็มีเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับพระพุทธเจ้า ท่านได้ฝากเป้าหมายไว้ให้มนุษยชาติอย่างชัดเจน เป้าหมายของการเกิดเป็นมนุษย์ในทรรศนะของพระพุทธเจ้า ก็คือ การดับกิเลส และทำที่สุดแห่งทุกข์ให้แจ้ง คือการดับความไม่รู้ หรืออวิชา อันเป็นต้นเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิดตลอดการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
ขอให้เชื่อเถอะว่า เราเคยตั้งเป้าหมายชีวิตมาแล้วนับไม่ถ้วน และขอให้เชื่อเถอะว่า ทุกเป้าหมาย ทุกความปรารถนา ทุกความสำเร็จ ทุกความอยากมี อยากดี อยากได้ อยากเป็น เราล้วนเคยบรรลุมาแล้วก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น คงเหลือเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้นที่เรายังไม่เคยบรรลุ นั่นคือเป้าหมายแห่งการไม่เกิด ไม่ตาย
เช่นนั้นแล้ว ถ้าชาตินี้เรายังตั้งเป้าหมายเก่าๆ ซ้ำๆ เดิมๆ ชีวิตของเราคงไม่ต่างอะไรกับนิยายน้ำเน่าที่นำมาเล่าซ้ำๆ เปลี่ยนแต่เพียงชื่อแซ่ หน้าตา เสื้อผ้า หน้า ผม แต่ทุกอย่างก็ยังวนเวียนอยู่ในวังวนเก่าๆ
ฉะนี้แล้ว การเกิดของเราคงเป็นการเกิดที่ไร้ค่า
จงหยุดคิด พินิจ ใคร่ครวญ ด้วยสัมปชัญญะของท่าน อัตภาพความเป็นมนุษย์ คือ สิ่งล้ำค่าอันหาที่สุดมิได้ ทุกวันนี้ท่านกำลังใช้สิ่งล้ำค่าที่ว่า เพื่อแสวงหาสิ่งใดอยู่หรือ!!
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เขียนไว้ในหนังสือ “อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม” ตอนหนึ่งว่า…
“คนน่าสงสารในโลกนี้มีมากนัก ทั้งน่าสงสารทางกาย และน่าสงสารทางใจ เราเองแทบทุกคนก็เป็นโรคน่าสงสารเช่นที่กล่าว แต่เมื่อไม่ใช่โรคทางกาย ก็ไม่เห็นกันไม่รู้กันว่า ตนเป็นคนหนึ่งจำนวนมหาศาลที่น่าสงสาร และน่าสงสารยิ่งกว่าเป็นโรคทางกาย น่ากลัวน่าเป็นห่วงยิ่งกว่าเป็นโรคทางกาย
โรคน่าสงสารทางใจตัวเอง ต้องรู้ด้วยตัวของตัวเอง ต้องยอมรับด้วยตัวของตัวเอง จึงจะแก้ไขได้ ไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีทางจะรักษาโรคทางใจได้เลย แม้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจะเป็นโอสถรักษาโรคทางใจของผู้ที่ไม่ยอมรับรู้ว่าใจของตนมีโรค นั่นก็คือผู้ไม่ยอมรับการรักษา ไม่ยอมรับโอสถของพระพุทธเจ้า เขาย่อมเป็นคนน่าสงสารตลอดไป
พบคนเช่นนี้พึงย้อนดูตนเอง คงจะต้องพบโรคทางใจด้วยกัน เพียงแต่ว่าจะมากน้อยหนักเบากว่ากันเพียงไร ตามอำนาจของกรรมที่ได้กระทำมาแล้วเท่านั้น”
ดังนั้น คำสอนเหล่านี้ น่าจะเป็นคำสอนเตือนสติ “นักการเมือง” ที่เป็นโรคทางใจโดยไม่รู้ตัวบางคนในปัจจุบัน พึงสำรวจดูตัวเองเสียบ้าง ก่อนทุกอย่างจะสายเกินการ…ว่าไหม?
ไพรัช วรปาณิ
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ

