นับจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ระบบเศรษฐกิจหลักของโลกอยู่ในภาวะล้มเหลว โดยสังเกตได้จากการต้องพิมพ์เงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของตนจำนวนมหาศาลของเหล่าประเทศมหาอำนาจทั่วทุกภูมิภาคของโลก อาทิ สหรัฐ ญี่ปุ่น และกลุ่มอียู เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่าระบบเศรษฐกิจหลักของโลกเป็นระบบเศรษฐกิจผีดิบ จากภาวะถดถอย และภาวะเงินล้นโลกดังกล่าวทำให้กองทุนและนักลงทุนทั่วโลก หันไปแสวงหามูลค่าเพิ่มเทียมจากการเก็งกำไร (digital / financial sector) แทนการแสวงหามูลค่าเพิ่มที่แท้จริงทางกายภาพ (physical / real sector) ทำให้ตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้ ที่เปิดลงทุนอย่างเสรีทั่วโลก แปรสภาพเป็น “บ่อนพนันสากลขนาดยักษ์”
ยกตัวอย่าง ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งปริมาณแลกเปลี่ยนเงินตราเฉลี่ยประมาณ 5.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (~1,375 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) ซึ่งสูงกว่า GDP ของทุกประเทศทั่วโลกประมาณ 16 เท่า (GDP โลกปี 2018 รวมแล้วประมาณ 87 ล้านล้านดอลลาร์ และเมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตรทั่วโลกมี ~ 100 ล้านล้านดอลลาร์ (2017) (~1.15 เท่าของ GDP โลก) และตลาดหุ้นโลกมีขนาดประมาณ 76.3 ล้านล้านดอลลาร์ (~0.88 เท่าของ GDP โลก) มีปริมาณการซื้อขายหุ้นทั่วโลกต่อปีโดยเฉลี่ย (2014-2018) ประมาณ 105 ล้านล้านดอลลาร์ (1.2 เท่าของ GDP โลก) จะพบว่าทั้ง 2 ตลาดมีขนาดเล็กกว่าตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศมาก และตกอยู่ภายใต้สภาวการณ์เก็งกำไรสูงมาก (ผู้เข้ามาในตลาดมิได้มีเจตนาเข้ามาลงทุน แต่มาเพื่อการเก็งกำไร)
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา ตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตรไทย มีการซื้อ-ขายต่อวันรวมแล้วโดยเฉลี่ยประมาณ 440,000 ล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ 114.4 ล้านล้านต่อปี (ประมาณ 7 เท่าของ GDP ของประเทศไทยในปี 2561) โดยการซื้อ-ขายในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา (~300,000 ล้านบาท/วัน(ปี 2558)) 1 ตลาดหุ้น (~50,000ล้านบาท/วัน) และตลาดตราสารหนี้ (~90,000ล้านบาท/วัน) รวมแล้วประมาณ 440,000 ล้านบาท/วัน หรือประมาณ 114.4 ล้านล้านบาทต่อปี (~7 เท่าของ GDP ของประเทศไทยในปี 2561) จึงเห็นได้ว่ากระแสการขับเคลื่อนของการเก็งกำไรมีอิทธิพลมากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มของประเทศถึง 7 เท่า ทำให้การแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทไทยโดยมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมนั้นไม่ได้ผล เพราะเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
การแข็งค่าของเงินบาท ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผล
กระทบต่อธุรกิจส่งออก สูญเสียยอดขาย ความสามารถในการทำกำไร ความสามารถในการแข่งขัน (เช่น ความสามารถในการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ หรือในธุรกิจใหม่ เป็นต้น) และการจ้างงานซึ่งเชื่อมโยงถึงกำลังซื้อภายในประเทศที่ลดน้อยถอยลงมา คิดมูลค่าเฉลี่ยต่อปีประมาณกว่า 1 ล้านล้านบาท (ระหว่างปี 2550-2562) รวมทั้งสิ้นกว่า 3 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เฉพาะปี 2559-2561 ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท
ผู้เขียนจึงขอนำเสนอการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาท ด้วยการออกนอกกรอบแนวความคิดเดิม เข้าสู่กรอบแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์เทคโนโลยีทางการเงินดิจิทัล เชื่อมโยงกับการเก็บภาษีธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวกับการเก็งกำไรค่าเงิน และการใช้นโยบายการเงินขยายตัวด้วยการเพิ่มปริมาณเงิน ได้แก่
1.การออกนอกกรอบส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก
ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.25% ซึ่งแทบจะเป็นอัตราต่ำสุดตามกรอบ “Policy Space” ตามที่ ธปท.ได้กำหนดไว้กล่าวคือ หากลดลงอีก 0.25% โดยคงค่าส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินกู้ และดอกเบี้ยเงินฝาก (Nominal Spread) ไว้เหมือนเดิม อัตราดอกเบี้ยเงินฝากบัญชีออมทรัพย์จะเท่ากับ 0 ซึ่งอาจทำให้เกิด Bank Run คือมีกลุ่มผู้ฝากเงินถอนเงินออกจากระบบธนาคารพาณิชย์จำนวนมากได้ แต่หากภาครัฐพิจารณา Platform ทางการเงินทางดิจิทัลของเหล่าบริษัทเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech companies) จะพบว่าการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงินเหล่านี้ โดยมีกฎเกณฑ์และกลไกการแข่งขันที่เป็นธรรม จะทำให้ธนาคารพาณิชย์สามารถลดส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินกู้ (เช่น MRR-อัตราดอกเบี้ยเงินกู้รายย่อยชั้นดีที่ 6.8%) และอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินออมทรัพย์ที่ 0.5%) จากประมาณ 6.3% ลงเหลือเพียง 3% ได้
การดำเนินการแปรรูปวงการธนาคารเข้าสู่ระบบดิจิทัล (Digital transformation) เช่นนี้ จะทำให้เหล่าธนาคารพาณิชย์ได้Disrupt ตัวเองก่อนที่จะถูก Disrupted โดยกระแสของเทคโนโลยีการเงิน (Fintech) ในอนาคตอันใกล้ การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ จะลดภาระของผู้ประกอบการทุกอุตสาหกรรมทำให้มีรายได้ และความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น (เช่น ลดดอกเบี้ยเงินกู้ โดยภาพรวม 2.3%) ในขณะเดียวกันการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (เช่น เพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากโดยภาพรวม 1%) จะทำให้ประชาชนโดยเฉพาะชนชั้นรากหญ้า ชนชั้นกลาง และวัยเกษียณมีแรงจูงใจในการออมเพิ่มขึ้น มีรายรับในการจับจ่ายใช้สอยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และทำให้เงินบาทอ่อนค่าจากอำนาจการซื้อของประชาชน ความสามารถในการทำกำไรและการลงทุนของหน่วยธุรกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้เงินหมุนเวียนสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดของ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ว่าผู้ประกอบการ (ในธุรกิจธนาคาร) ควรฉวยโอกาสที่เงินบาทแข็งค่า ลงทุนในเทคโนโลยี (ทางการเงิน) ใหม่ๆ ที่เพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลให้แก่ธุรกิจของตนอันเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มผลิตภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจเพื่อลดผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่า ณ จุดนี้ เราจึงควรมาตอบคำถามนี้ร่วมกันว่า สภาวะเศรษฐกิจไทยจะเป็นเช่นไร? หากธนาคารไทยปรับใช้เทคโนโลยีทางการเงินกระทั่งสามารถลดส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลงได้ 50%
หากพิจารณาในกรอบของการใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายการปฏิรูประบบธนาคารพาณิชย์เช่นนี้ เปรียบเสมือนการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องเดือนละครั้ง ครั้งละ 0.25% ถึง 12 เดือนติดต่อกัน โดยไม่ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกระทั่งติดลบ แต่ลดส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง จึงน่าจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
2.การออกนอกกรอบภาษีในตลาดเงิน
จากภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกและภาวะเงินท่วมโลก ทำให้กระแสการเก็งกำไรในตลาดเงินโลกมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของการเงินและระบบการค้าของประเทศ ดั่งถ้อยแถลงของ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าค่าเงินบาทไทยในขณะนี้แข็งค่าเกินพื้นฐาน และอาจนำมาซึ่งความไร้เสถียรภาพอย่างรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่อาจประทุขึ้นในปี 2020 ด้วยการที่เหล่ากองทุนและนักลงทุนเทขายหุ้น และพันธบัตรไทย และขายแลกเงินบาทไทยที่ได้มานั้นเป็นเงินดอลลาร์เป็นจำนวนมาก ทำให้เงินบาทอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว โดยไม่สามารถควบคุมได้
ผู้เขียนจึงเรียนเสนอให้กระทรวงการคลังและ ธปท. พิจารณาดำเนินการใช้ Multi-tier financial transaction tax (กลุ่มประเทศใน EU เช่น ฝรั่งเศส และ อิตาลี ในเอเชีย เช่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ เลือกใช้ภาษีนี้ในตลาดเงิน ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ในสัดส่วน (portfolio) และอัตราที่แตกต่างกัน) ในส่วนของธุรกรรมการเงินที่เกี่ยวกับการเก็งกำไรค่าเงิน (ควรใช้ฐานข้อมูลในการแยกแยะผู้นำเข้า-ส่งออก และผู้ดำเนินธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ ออกจากกลุ่มผู้เก็งกำไรค่าเงิน ส่วนการซื้อขายหุ้นและพันธบัตรจำนวนมากเพื่อการลงทุน ให้พิจารณาใช้เงินสกุลอื่น เช่น ดอลลาร์ในการซื้อ-ขาย โดยให้หน่วยงาน เช่น กลต. พิจารณาแปลงค่าเป็นหน่วยบาทในลักษณะ Big lot) เช่น เมื่อค่าเงินแข็ง (อ่อน) ค่าเกินแนวรับ (แนวต้าน) เช่น 30 บาท/ดอลลาร์ (35 บาท/ดอลลาร์) ให้ปรับภาษีธุรกรรมการเก็งกำไรนี้จาก 0.1 เป็น 0.5% และหากค่าเงินผันผวนเกินแนวรับ (แนวต้าน) สำคัญเช่น 29 บาท/ดอลลาร์ (36 บาท/ดอลลาร์) ก็ปรับเป็น 1% หรือสูงกว่าในภาวะก้าวกระโดด เช่นอาจเก็บภาษีสูงเกินกว่า 10% ในกรณีที่ค่าเงินเปลี่ยนแปลงมากกว่า 10% จากอัตราเปิดตลาดเป็นต้น เพื่อลดการเหวี่ยงตัวของค่าเงินเกินพื้นฐาน
3.การออกนอกกรอบนโยบายการเงินขยายตัวเดิม
ผู้เขียนขอนำเสนอมุมมองระดับโลก ในการยึดครองทรัพย์สินทั่วทั้งโลกของสหรัฐอเมริกาคือ แทนที่จะทำสงครามกับกลุ่มประเทศที่ด้อยกว่าทั่วโลกเพื่อยึดเอาทรัพยากรมาใช้ เช่นในยุคล่าอาณานิคมของประเทศในยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ในอดีตที่ต้องใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ายึดครอง แต่ สหรัฐใช้ (กระดาษเปื้อนหมึก) เงินดอลลาร์ที่ไม่มีทรัพย์สินที่น่าเชื่อถือ (เช่นทองคำ) ค้ำประกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 (กล่าวคือเงินดอลลาร์ทั้งหมดเป็นเงิน QE มาเกือบ 50 ปีแล้ว) มาแลกซื้อ (ยึดครอง) ทรัพยากรของทุกประเทศทั่วโลกอย่างเสมือนมีความชอบธรรม จึงถือได้ว่า 50 ปีที่ผ่านมาเป็นยุคจักรวรรดินิยม (ทางการเงิน) ของสหรัฐ ซึ่งสร้างความมั่งคั่งอย่างล้นเหลือให้แก่สหรัฐ ตามจำนวนเงินดอลลาร์ที่ธนาคารและประชาชนทั่วโลกเก็บสำรองไว้ และหมุนเวียนใช้เป็นจำนวนหลายร้อยล้านล้านดอลลาร์
อันที่จริงแล้ว ประเทศไทยมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะพิมพ์เงิน QE โดยกระทำการเช่นเดียวกันกับสหรัฐ กล่าวคือ นำเงินที่พิมพ์ไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย (คือสัญญาเงินกู้ ว่ารัฐบาลจะนำเงิน (ภาษีของประชาชน) มาชดใช้ให้ในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจรุ่งเรือง) และรัฐบาลนำเงินนั้นมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชน (เพิ่มอำนาจซื้อ และสร้าง end to end solution) และประคับประคองธุรกิจส่งออกของประเทศ (ลดค่าเงิน) ในยามเศรษฐกิจถดถอย เพราะประเทศไทยมีดุลบัญชีเงินสะพัด และดุลการค้าเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และมีทุนสำรองระหว่างประเทศมากติดอันดับโลก ในขณะที่สหรัฐไม่มีทุนสำรองดุลบัญชีเงินสะพัดและดุลการค้าติดลบอย่างต่อเนื่อง
การพิมพ์เงิน QE ในกรณีของประเทศไทย คือการยืมเงินในอนาคตของประเทศมาใช้โดยสามารถชำระคืนได้นั่นเอง (เหมือนการที่เราใช้วงเงินบัตรเครดิตและจ่ายคืนเมื่อครบกำหนดชำระพร้อมดอกเบี้ย) และเมื่อรัฐคืนเงินดังกล่าวแก่ ธปท. ระบบการเงินก็กลับมาสู่ภาวะปกติ ภาครัฐจึงควรพิจารณาดำเนินการอย่างเหมาะสมให้พ้นจากอำนาจการคุกคามของสหรัฐ
กล่าวโดยสรุปสถานการณ์ของโลกอยู่ในภาวะ total disruption จาก technology disruption (เทคโนโลยี 5G internet of things (IOT) Big data และ (Quantum) Artificial intelligence (AI))
Economy disruption (QE และ (digital) trade imperialism)
Politic disruption การปะทะกันเพื่อครองความเป็นใหญ่ในโลกระหว่างจักรวรรดินิยมตะวันตกและจักรวรรดินิยมตะวันออก เช่นสงครามการค้าสหรัฐ-จีน
Social disruption การชุมนุมประท้วงในนานาประเทศทั่วโลก เช่น ฝรั่งเศส ฮ่องกง รัสเซีย อินเดีย สเปน สาธารณรัฐเช็ก อิหร่าน อียิปต์ อินโดเนเซีย แอฟริกาใต้ โคลอมเบีย และเอกวาดอร์ เป็นต้น
ประเทศไทยจะรอดพ้นจากภาวะ Total disruption นี้ได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการที่รัฐบาลไทยจะรอดพ้นจากภาวะ Total corruption ได้หรือไม่ โดยที่ชนชั้นผู้นำต้องมีจิตสำนึกในการเป็นเจ้าของประเทศ และมีวิสัยทัศน์ (ใจ) ที่กว้างขวางยิ่งใหญ่พอในการชี้นำการบริหารประเทศ ไม่เห็นแก่เล็กแก่น้อย ไม่เห็นแต่พวกพ้อง กล้าได้ (เพื่อส่วนรวม) กล้าเสีย (ส่วนพวกตัว) สามารถรวบรวมภูมิปัญญาและความสามัคคีจากทุกภาคส่วนเพื่อดำเนินการตามกรอบทั้งสามประการนั้นให้สัมฤทธิผลตามที่ควรด้วยสติอันมั่นคงสุขุมและความเพียรอันกล้าหาญได้ ซึ่งหากผู้ (กลุ่ม) ใดคิดจะวิ่งไล่ (ตาม) ก็คงทำได้เพียงเงยหน้ามองด้วยความสดุดีในฐานะผู้ตามที่ดี ที่ต้องวิ่งไล่ตามมาให้ทันเท่านั้น และเราไม่จำเป็นต้องสร้างอนาคตขึ้นมาใหม่ เพราะอนาคตคือปัจจุบัน (ใหม่) ไปแล้ว (future is now) อนาคตจึงสมบูรณ์ดีได้ด้วยตัวเอง แต่หากทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำ ก็จะทำให้วิ่งตามผู้ (กลุ่ม) อื่นไม่ทัน และคงไม่มีใคร (ต้อง) มาวิ่งไล่ เพราะคนอื่นวิ่งนำหน้าไปแล้ว และเราคืออดีตอันมืดมน ที่ทำลายอนาคตอันสว่างไสวของไทยไปอีกนาน
จากภาวะ Total disruptions นี้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการที่รัฐบาลไทยรอดพ้นจากภาวะ Total corruption ได้หรือไม่ กล่าวคือ ชนชั้นผู้นำพึงมีจิตสำนึกในการเป็น เจ้าของประเทศ อันนำไปสู่การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางยิ่งใหญ่พอในการชี้นำการบริหารประเทศโดย ไม่เห็นแก่เล็กแก่น้อย ไม่เห็นแต่พวกพ้อง กล้าได้ (เพื่อส่วนรวม) กล้าเสีย (ส่วนพวกตัว) ซึ่งจะทำให้สามารถดำเนินการนอกกรอบทั้งสามประการนั้นให้สัมฤทธิผลตามที่ควรได้
ประเทศไทยจะรอดพ้นจากภาวะ Total disruptions นี้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ

