หน้าแรก บทความ วิบากกรรมเผด็...

วิบากกรรมเผด็จการครึ่งใบ ที่‘คสช.’ไม่พยายามเรียนรู้ : โดยธีรเวทย์ ประมวญรัฐการ

4.01.20 | 18:03 น.

หลังขึ้นสู่อำนาจผ่านการเป็นหัวหน้า “คณะปฏิวัติ” เมื่อ 16 กันยายน 2500 ได้เพียง 13 เดือน จอมพลสฤษดิ์ก็มีอันต้องรีบออกจากโรงพยาบาลวอลเตอร์รีดในสหรัฐ เพื่อมายึดอำนาจรัฐบาลนอมินี (จอมพลถนอม) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2501
ปี 2514 ถึงคิวที่จอมพลถนอมต้องทำเอง หลังมีปัญหาคุมสภาที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2512 ไม่อยู่ กติกาพิสดารที่ห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรีเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันรัฐบาลที่รับมรดกการสืบทอดอำนาจให้ต้องหาทางออกด้วยการทำรัฐประหารตัวเอง แต่ก็น่าเห็นใจ ส.ส. ในขณะเดียวกัน

สถานการณ์หลังยึดอำนาจตัวเองของจอมพลถนอมครั้งนั้นกลับเลวร้ายกว่าที่คาด เมื่อเกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในรัฐบาล แต่เมื่อรัฐบาลไม่นำพา จึงเกิดกระแสเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่ร่าง 16 ปีไม่เสร็จ

สถานการณ์ฟางเส้นสุดท้ายนำไปสู่การชุมนุมใหญ่ที่กลายเป็นชนวนเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะแม้ 14 ตุลาไม่เกิดวันนั้นก็ต้องมี 15 ตุลา หรือ 16 ตุลา หรือถ้าไม่ใช่ตุลาปี 16 ก็ต้องเป็นตุลาปี 17 หรือ 18, 19 หรือ 20 จนได้ หรือถ้าผมไม่ออกมาเรียกร้องรัฐธรรมนูญ คนอื่นก็ต้องออกมานำอยู่ดี ดังนั้น 14 ตุลา 16 จึงไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมือง แต่เป็นวิบากกรรมของเผด็จการที่ไม่เคยเอาชนะประชาชน” (สนทนาส่วนตัวกับ ธีรยุทธ บุญมี, พฤษภาคม-มิถุนายน 2527 หลังตัดสินใจออกมาร่วมพัฒนาชาติ และสมัครเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยบีเลเฟลด์ เยอรมัน)

แต่ความพยายามกลับมาของอำนาจเก่าในอีก 3 ปีต่อมา กลายเป็นโศกนาฏกรรม 6 ตุลา 19 และตามมาด้วยการยึดอำนาจรัฐบาลเสนีย์ (6 ตุลาคม 2519) และรัฐบาลธานินทร์ (20 ตุลาคม 2520) โดย “บิ๊กจอวส์” พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ทั้งสองครั้ง

หลังรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520 รัฐบาลเกรียงศักดิ์เร่งร่างรัฐธรรมนนูญให้ออกประกาศใช้ในปีต่อมา (2521) ก่อนจะจัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2522 พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้รับการสนับสนุนจากทุกพรรคให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงเกินครึ่ง ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองที่สำคัญ

Advertisement

แต่รัฐบาลเกรียงศักดิ์อยู่ได้ไม่นานเมื่อต้องเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันจนต้องประกาศลาออกกลางสภาเมื่อวันสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2523

ตามมาด้วยการที่รัฐสภาเชิญพลเอกเปรม “สุภาพบุรุษจากที่ราบสูง” มาเป็นหัวหน้ารัฐบาล (2523-2531) ต่ออย่างถูกจังหวะ ถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน

รัฐบาลเปรม (2523-2531) ไม่เพียงสามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างเห็นหน้าเห็นหลังเท่านั้น ยังรักษาดุลอำนาจทางการเมืองระหว่างพรรคต่างๆ ที่เข้ามาร่วมรัฐบาลให้มีการเดินหน้าพัฒนาประชาธิปไตย แม้จะทำได้ครึ่งใบก็ยังดีกว่าหันหลังกลับไปสู่ระบอบเผด็จการ

พลเอกเปรมตระหนักดีว่าเผด็จการไม่ว่าเต็มหรือครึ่งใบไม่เหมาะกับรสนิยมของคนไทยที่ต้องการมีส่วนร่วมทางการเมืองผ่านระบบรัฐสภา การยึดอำนาจอาจทำให้ประชาชนตื่นเต้นในช่วงแรกๆ หลังการโฆษณาชวนเชื่อว่าอัศวินขี่ม้าขาวมาแล้ว อำนาจเผด็จการจะเริ่มเสื่อมจากการไม่ใส่ใจกับสัญญาที่ให้ไว้ในวันแรกๆ ที่ขึ้นสู่อำนาจ

ความพยายามปรับตัวเข้าสู่ระบบรัฐสภาของเผด็จการเต็มไปด้วยการเสแสร้ง ไม่บริสุทธิ์ โปร่งใส และเที่ยงธรรมในกระบวนการเลือกตั้ง เพราะเผด็จการมักมองว่า เลือกตั้งสกปรกแต่รักษาอำนาจเดิมได้ ดีกว่าเลือกตั้งบริสุทธิ์แต่ปล่อยอำนาจหลุดมือไป

เผด็จการไม่เคยจดจำว่า ต่อให้หัวหน้าคณะรัฐประหารได้ ส.ส. ผ่านมาเต็มสภา แต่หากเป็นการได้มาที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่โปร่งใส ทุจริตหรือลำเอียง อำนาจที่ได้มามิอาจรักษาไว้ได้ ต่อให้ยึดอำนาจตัวเองก็ไม่เคยทำได้เกินครั้งเดียวก่อนจะสิ้นทั้งชื่อทั้งเสียงเป็นนิรันดร์

หากพลเอกประยุทธ์ปรารถนาจะปรับภาพลักษณ์ของตัวเองให้ได้สักครึ่งของพลเอกเปรมก็ไม่สาย แต่สงสัยว่าจะฝืนใจตัวเองเกินไปกับการที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ตรรกะทางการเมือง อัตลักษณ์ บุคลิกภาพ โลกทัศน์ และทัศนคติทางการเมือง ความกล้าหาญ ยังไม่ต้องพูดถึงวิสัยทัศน์ ที่ต้องปรับแต่งอย่างถอนรากถอนโคน รวมทั้งการที่ต้องยอมรับความผิดพลาดที่มาจากการได้อำนาจพิเศษผ่านมาตรา 44 ของธรรมนูญปกครองชั่วคราวในช่วงที่เป็นหัวหน้า คสช.

เพราะบุคลิกพื้นฐาน (ที่เปลี่ยนยาก) ของพลเอกประยุทธ์จะเป็นคนที่คิดเอาเป้าหมาย (goal) เป็นตัวตั้งโดยไม่ใส่ใจกับวิธีการสนองเป้า (means) ว่าจะเลวร้ายปานใด

ยกตัวอย่างการมีเป้าหมาย “อยู่ยาว” ของพลเอกประยุทธ์ทำให้ต้องออกกฎหมาย “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” 2559 เป็นเรื่องไม่เหมาะสมทั้งเป้าหมายและวิธีการ อย่างน้อยกฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์ไม่ชอบด้วยหลักรัฐศาสตร์ที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหา “รัฐซ้อนรัฐ” เมื่อทุกรัฐบาลหลังการเลือกตั้งต้องมีนโยบายที่ต้องอยู่ในกรอบของ คสช. และเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาดังกล่าว

คสช. ใช้วิธีกลบแกลื่อนด้วยการทำให้ทุกรัฐบาลภายใน 20 ปีข้างหน้ามาจากพรรคนอมินีของ คสช.!

จะทำได้อย่างไร ถ้าไม่ผิดหลักการ?
คำตอบคือ ทำได้ด้วยการปั้นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ “โดยมีชัย จาก คสช. เพื่อประยุทธ์-ว่าด้วยการเลือกตั้ง 2560-ว่าด้วยพรรคการเมือง 2561-ว่าด้วย ส.ส. 2561” และ “ว่าด้วย ส.ว. 2561 รวม 4 ฉบับนี้ที่สามารถจำแลงองคาพยพในระบอบประชาธิปไตย” อาทิ พรรคการเมือง องค์กรอิสระโดยเฉพาะคณะกรรมการเลือกตั้ง วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรให้กลายสภาพเป็นเพียง “เครื่องสำอางทางการเมือง” (social cosmetic) ที่จะตกแต่งและการันตีให้พลเอกประยุทธ์กลับมารักษาสถานภาพเดิมของ คสช. เพื่อวางกติกาผูกขาดอำนาจบริหารต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างน้อย 8 ปีหลังมีเลือกตั้ง [เกี่ยวกับ “social cosmetic” ดู Thai Peasant Personality’ : Patterning of Interpersonal Behavior in the Village of Bang Chan’s Chapter II: Naturalistic Observation of Thai Peasant Personality.By Herbert P. Phillips, 1965]

ขึ้นปีใหม่ 2562 ได้ไม่กี่วัน พลเอกประยุทธ์ออกมาส่งสัญญาณทำนองกึ่งสารภาพว่าจะไม่แสดงอารมณ์ก้าวร้าวฉุนเฉียวหงุดหงิดอีกต่อไป

แต่หลังผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ออกมา พรรคพลังประชารัฐ (นอมินีของ คสช.) ไม่สามารถนำผู้สมัคร ส.ส. เข้าสภาได้เกินกึ่งหนึ่ง (251 ที่นั่ง) อย่างผิดคาด บอกได้คำเดียวว่า “เหลว” อาการเก่าของพลเอกประยุทธ์ที่เคยไม่ให้เกียรติประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างไรหวนกลับมา (relapsed) และดูเหมือนครั้งนี้จะทรุดลงกว่าที่เห็นในปี 2561 หลังประกาศว่า “ผมเป็นนักการเมืองแล้ว”

พรรคพลังประชารัฐเป็นรองในจำนวน ส.ส. แต่ กกต.ปี 2562 เดินหน้าเนรมิตให้พลเอกประยุทธ์กลับมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่คลาคล่ำด้วยนักการเมืองโบราณที่ท่านเคยก่นด่าไม่มีชิ้นดีในสามปีแรก (2557-2560) ของ คสช. จนได้

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวในวาระสิ้นปี 2562 ว่า พลเอกประยุทธ์จะพบวิบากกรรมที่ก่อไว้ในภาวะ “รัฐบาลปริ่มน้ำ เศรษฐกิจจมน้ำ และความเชื่อมั่นสำลักน้ำ” อย่างเข้มข้นในปี 2563

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ หากพลเอกประยุทธ์เชื่อคำเตือนของท่านอานันท์ ปันยารชุน ที่ให้ในวาระครบรอบ 6 เดือนของ คสช. เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2557 ว่า “อย่าอยู่ยาว” วันนี้ท่านคงจะไม่ดูแก่ลงไปมากในสองสามปีที่ผ่านมาถึงขนาดนี้

อย่างไรก็ตาม ยังหวังว่าท่านจะกลับมาสดใสในปี 2563 ถ้าท่านเลือกจะยึดวิถีรัฐบุรุษอย่างพลเอกเปรมในวันที่ท่านเอ่ยคำว่า “ผมพอแล้ว”

ผิดไปจากนี้ พลเอกประยุทธ์ก็เสี่ยงที่จะต้องเดินซ้ำรอยเท้าของจอมพลถนอมที่หลังจากยอมให้มีการเลือกตั้งทั่วไปได้เพียงสองปีก็ต้องกลับมายึดอำนาจตัวเอง และถัดจากนั้นอีกสองปีก็หนีวิบากกรรมที่ทำให้ต้องเผชิญเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ไม่พ้น

ปิดฉากมหกรรมหลอกคนไทยทั้งชาติมากว่า 16 ปี ว่ากำลังนำบ้านเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่ามันเป็นไปในทางตรงกันข้าม!