หมายเหตุ – องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยกรณีนายณฐพร โตประยูร ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า การกระทำของพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ผู้ถูกร้องที่ 1 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ถูกร้องที่ 2 นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ถูกร้องที่ 3 และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ผู้ถูกร้องที่ 4 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่ โดยที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มอบหมายให้ นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้อ่านคำวินิจฉัย ส่วนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค. แถลงภายหลังทราบคำวินิจฉัย
ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ปรากฏผลดังนี้ พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้” วรรคสอง บัญญัติว่า “ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้” วรรคสาม บัญญัติว่า “ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดำเนินการภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอผู้ร้องขอจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้” และวรรคสี่ บัญญัติว่า “การดำเนินการตามมาตรานี้ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการตามวรรคหนึ่ง”
บทบัญญัติดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นมาตรการปกป้องคุ้มครองระบอบการปกครองของประเทศให้เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยกำหนดกลไกในการดำเนินการในกรณีมีการฝ่าฝืนอันเป็นบทบัญญัติที่วางหลักการเพื่อปกป้องคุ้มครองการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 จึงเป็นหลักการสำคัญที่มุ่งหมายให้ชนชาวไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องคุ้มครองและพิทักษ์รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้มั่นคงสถาพร มิให้ถูกล้มล้างหรือเซาะกร่อนบ่อนทำลายไปโดยไม่ชอบโดยให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ตรวจสอบและมีอำนาจวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง เสียก่อนที่การกระทำนั้นจะเกิดผล
โดยสภาพจึงเป็นมาตรการในการป้องกันไว้ล่วงหน้าเพื่อจะได้มีโอกาสตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำที่จะเป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองของประเทศมิให้เกิดขึ้นได้ แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งให้เลิกการกระทำที่อาจเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้นั้น การกระทำดังกล่าวจะต้องไม่ห่างไกลจนเกินเหตุตามสภาวการณ์ที่ปรากฏแก่วิญญูชนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ทั้งยังต้องกำลังดำเนินอยู่และยังไม่สำเร็จเสร็จสิ้นไป ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะมีคำวินิจฉัยสั่งให้เลิกการกระทำนั้นได้
กรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการออกข้อบังคับ นโยบาย และสัญลักษณ์ของพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง เนื่องจากข้อบังคับ นโยบาย และสัญลักษณ์ของพรรคดังกล่าว มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 14 (1) และมาตรา 15 (2) และ (3) นั้น เห็นว่า เมื่อผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 เป็นพรรคการเมือง และนายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับจดทะเบียนจัดตั้งผู้ถูกร้องที่ 1 เป็นพรรคการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 17 และมีประกาศการจัดตั้งพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กรณีย่อมแสดงให้เห็นว่าข้อบังคับพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 14 (1) เนื่องจากนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองได้
อย่างไรก็ดี การยื่นคำร้องของผู้ร้องนี้ คงเป็นเพียงข้อห่วงใยของผู้ร้องในฐานะพลเมืองที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และระบอบการปกครองของประเทศ ดังนั้นข้อบังคับพรรคของผู้ถูกร้องที่ 1 ใช้ถ้อยคำว่า “หลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนรายการคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง ข้อ 6 วรรคสอง ที่กำหนดว่า “พรรคอนาคตใหม่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ…” การใช้ข้อความในข้อบังคับของพรรคการเมืองควรที่จะให้มีความชัดเจนไม่มีความคลุมเครือ แตกต่างจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 ที่บัญญัติว่า “ประเทศไทยปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อันอาจก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างชนในชาติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 14 (3) ได้ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจที่จะพิจารณาและมีมติให้เพิกถอนข้อบังคับนั้นได้ตามมาตรา 17 วรรคสาม เพื่อป้องกันความสับสนขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น สมควรที่ผู้เกี่ยวข้องจะได้ช่วยกันแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญต่อไป
ส่วนกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างผู้ถูกร้องที่ 2 ผู้ถูกร้องที่ 3 และผู้ถูกร้องที่ 4 มีพฤติการณ์ แนวคิด ทัศนคติ คลั่งไคล้ปรัชญาตะวันตก เป็นขบวนการปฏิกษัตริย์นิยม มีแนวความคิดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมไทย โดยการแสดงความคิดเห็นในช่วงเวลาต่างๆ ทั้งก่อนและหลังการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคผู้ถูกร้องที่ 1 ดังปรากฏตามสื่อมวลชนและสื่อสาธารณชนที่ผ่านมา เช่น การให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน การแสดงความคิดเห็นต่อหน้าสาธารณชน การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแสดงความคิดเห็นในช่องทางต่างๆ นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าบุคคลใดจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายและความประสงค์นั้น ถึงระดับที่วิญญูชนควรจักอาจคาดเห็นได้ว่าน่าจะทำให้เกิดผลเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการกระทำนั้นจะต้องกำลังดำเนินอยู่และไม่ห่างไกลเกินกว่าเหตุ แต่ข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในคดีเป็นเพียงข้อมูลข่าวสารจากเว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออินเตอร์เน็ต และยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องทั้งสี่ มีพฤติการณ์หรือการกระทำตามความคิดเห็นที่ผู้ร้องกล่าวอ้างแต่อย่างใด
กรณีจึงยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะฟังได้ว่าการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสี่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง
ส่วนกรณีการกระทำอื่นใดของผู้ถูกร้องทั้งสี่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสี่ ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างไม่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
ผมและพรรคอนาคตใหม่ขอขอบคุณทุกคนที่เป็นส่วนร่วมที่เป็นส่วนผลักดันสำคัญทำให้เราก้าวมาถึงจุดนี้ วันนี้พรรคอนาคตใหม่ได้รับคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญแล้วว่าพรรคเดินต่อไป ดังนั้นเราขอสัญญากับพี่น้องประชาชนว่า ขาที่หนึ่งงานในสภาผู้แทนราษฎร ผมและ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ขอให้สัญญาว่า เราจะมุ่งมั่นทำงานในสภาผู้แทนราษฎร
อย่างสร้างสรรค์ อย่างมีคุณภาพ และตรวจสอบรัฐบาลอย่างแข็งขัน ให้สมกับที่พี่น้องประชาชนไว้ใจพวกเรา เราจะมุ่งมั่นทำนโยบายและคำสัญญาของเราให้เป็นจริงให้ได้ ในระยะกลางอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เราจะรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ในหลายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เราเสนอไป เช่น ร่าง พ.ร.บ.ประกาศยกเลิกคำสั่ง คสช. 17 ฉบับ ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิแรงงาน ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ และร่าง พ.ร.บ. สุราก้าวหน้า สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือนโยบายที่เราใช้หาเสียง และเราจะรณรงค์ต่อเพื่อให้พี่น้องประชาชนเห็นว่า พวกเราจริงจังและมุ่งมั่น ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง เราก็จะทำงานกับประชาชนอย่างต่อเนื่องนอกสภาผู้แทนราษฎร ตัวผมเองแม้จะไม่ได้เข้าสภาก็จะเดินสายไปพบพี่น้องประชาชนทั่วทุกภูมิภาค เพื่อรับฟังปัญหานำเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนมาให้ ส.ส.เพื่อนำไปแก้ไขตามกำลังและอำนาจของเรา จะรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนำมาซึ่งโอกาสของคนในสังคมที่จะเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าสังคมแบบไหน ว่าประเทศไทยแบบไหนที่เราจะอยู่ร่วมกัน จะเป็นวิถีทางเดียวที่จะพาสังคมไทยออกจากความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนานได้ เราจะทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง
วันนี้ทุกท่านเห็นแล้วว่าที่ผ่านมาทำงานอย่างหนักแค่ไหน เดินหน้าต่อไปในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปี พ.ศ.2563 จะทำงานหนักไม่แพ้ที่เราทำมาในอดีต ผมเข้าใจว่าคนที่อยู่ที่นี่ที่เดินทางมาสนับสนุนเราได้สนับสนุนเรามาตั้งแต่แรก นอกจากนี้ผมยังกล่าวของคุณอีกสองคนที่เป็นตัวแทนครอบครัวของผม คือพี่สาว และน้องชาย รวมถึงทีมงานพรรคทุกฝ่าย และที่สำคัญคือ ตัวแทนของพวกเรา หรือ ส.ส. ที่ยืนอยู่ในที่นี่ที่จะไปต่อสู้ผลักดันความเท่าเทียม เพื่อให้ประเทศไทยก้าวหน้า
ผมพูดหลายครั้งว่า พรรคอนาคตใหม่คือ การเดินทางและผู้คน การเดินทางนี้เพิ่งเริ่มต้น ยังเป็นการเดินทางที่สั้น และยังเยาว์วัยมากนัก จากวันที่จดจัดตั้งพรรคจนถึงวันนี้ยังไม่ถึง 2 ปี ยังมีสิ่งที่เราอยากทำเยอะ และยังมีสิ่งที่เรายังต้องผลักดันอีกเยอะ สัญญาว่าจะทำให้เต็มที่จะผลักดันนโยบายเป็นจริง ให้เราเป็นตัวแทนความฝันของประชาชน ตัวแทนของคนที่ต้องการเห็นประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า ขอบคุณทุกกำลังใจที่ผลักดันให้พวกเรามาถึงจุดนี้ สวัสดีครับ ขอบคุณครับ
ผมยืนยันว่ากิจกรรมทางสังคมที่พวกเราไปเข้าร่วมอย่างกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ไม่ได้ไปเข้าร่วมเพื่อการตัดสินคดีในวันที่ 21 มกราคม หรือในวันหลัง เข้าร่วมด้วยความบริสุทธิ์ใจ ถือว่าการเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างไรก็ตามการจัดกิจกรรมทางสังคม ในปัจจุบันยังมีการข่มขู่คุกคาม และปิดกั้นการแสดงออก พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่า สิทธิเสรภาพการแสดงออก และการชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชนที่ได้รับการรองรับตามรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 22 มกราคม กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร จะเชิญอธิการบดีมหาวิทยาวลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยพะเยามาชี้แจง ถึงการดำเนินการกับนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ผมยืนยันว่าสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ผมก็พร้อมจะไปร่วมในฐานะประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่งต่อไป

