ตอนเช้าพลาดฟังเกรธา ธันเบิร์กเลยไปนั่งลองเล่นเทคโนโลยีDeep Fake ที่เอาหน้าดาราฮอลลีวูดมาใส่หน้าตัวเราเองที่ขยับไปมาสดๆได้เรียลไทม์
สายๆวิ่งไปฟัง CEO หัวเหว่ยกับ Yuval Harariผู้เขียนหนังสือ Sapiens ถกกันเรื่องเทคโนโลยีจากคนละขั้ว
กลางวันเดินหลบประธานาธิบดีทรัมพ์และบอดี้การ์ดรีบวิ่งไปขึ้นเวทีพูดพร้อมกับผู้บริหารสูงสุดฮ่องกงและรัฐมนตรี2ท่านจากเอเชียพูดเรื่องความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของเอเชีย
ตกเย็นเดินหลงทางในหิมะไปงานเลี้ยงทานข้าวกับเจ้าของรางวัลโนเบลสามท่านต่างสาขาพูดเรื่อง”การก้าวข้ามความล้มเหลว”หันมาเจอผู้ว่าแบงค์ชาติญี่ปุ่นคนปัจจุบันนั่งติดกันเลยคุยกันเรื่องนโยบายเงินดิจิทัล
กลับโรงแรมพร้อมกับคำว่า“เต็มอิ่ม” หมดแรงสลบสนิทจนพรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่
นี่คือตัวอย่างแต่ละวันที่การประชุมผู้นำสุดยอดของ World Economic Forum ที่ Davosในวโรกาสครบรอบ 50ปี ช่วง 21-24มกราคมที่ผ่านมา ที่จัดขึ้นในเมืองเล็กๆปกคลุมด้วยหิมะสวยงาม ชื่อDavosที่อยู่ห่างจาก เมืองใหญ่ซูริค3ชมโดยรถไฟในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
มันต่างจากการประชุมผู้นำโลกอื่นๆอย่างไร
ข้อแรกคือ ความหลากหลาย
คำว่า “ผู้นำ”ในที่นี้ๆไม่ได้จำกัดแต่ผู้นำรัฐบาล แต่เป็นผู้บริหารระดับสูงสุดภาคเอกชน ผู้นำทางความคิด ผู้เชี่ยวชาญมือหนึ่งในสาขาวิชาต่างๆจากทั่วโลก
ยกตัวอย่างหนึ่งในเวทีเรื่องการศึกษาที่ผมได้ไปร่วม มีทั้งสมเด็จพระราชินีแห่งประเทศหนึ่งในยุโรปที่ทรงสนับสนุนโครงการทางการศึกษาต่างๆมากมาย ผู้นำของUnicef ที่เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ของเด็ก องค์กรไม่แสวงกำไรที่ใช้ Edtech ครูที่สอนหนังสือเด็กอยู่ทุกวันจริงๆ รัฐมนตรีด้านการศึกษาและตัวแทนผู้บริหารบริษัทเอกชนที่เป็นคนจ้างเด็กรุ่นใหม่อย่างผมมาถกเถียงแลกเปลี่ยนอยู่ด้วยกันว่าอะไรควรจะเป็นหัวใจของการศึกษายุค4.0 และมีประเทศไหนมีโมเดลดีๆบ้าง
เห็นได้ชัดว่าแม้ทุกคนมีภาพการศึกษา4.0ในอุดมคติที่คล้ายกันมุมมองของแต่ละคนในเรื่องรูปแบบและบทบาทภาครัฐค่อนข้างต่างกันมาก มีตั้งแต่อยากให้รัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มีทั้งคนที่ต้องการให้รัฐอย่ามาขวางนวัตกรรมใหม่ๆด้วยกฎกติกาล้าสมัย
ข้อสอง มันไม่ใช่การ “ประชุม” สักทีเดียวเพราะแต่ละเวทีแตกต่างกันมาก บางเวทีเป็นเหมือนเราเข้าไปนั่งฟังทอล์คโชว์ที่เอาคนสองขั้วมาชนกันสดๆในเรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่ๆ เช่น ในเวทีการค้าโลกรัฐมนตรีคลังของสหรัฐและอังกฤษถูกถามต่อหน้าว่าหากอังกฤษขึ้นภาษีใส่บริษัทเทคโนโลยีอเมริกาทางอเมริกาจะตอบกลับโดยขึ้นกำแพงภาษีไหม ในเวทีเรื่องเงินดิจิทัลผู้บริหารเงินดิจิทัลLibraถูกถามต่อหน้าแบงค์ชาติต่างๆว่าคุณจะทำอย่างไรกับการที่แบงค์ชาติหลายแห่งเริ่มอยากทำเงินสกุลดิจิทัลของตนเอง
ในขณะที่อีกหลายเวทีจะให้ผู้ชมต้องมีส่วนร่วมค่อนข้างมากคล้ายกับเรากลับไปอยู่ในห้องเรียนมหาวิทยาลัยใหม่เพียงแต่คราวนี้หลายคนที่อยู่รอบตัวเราไม่ใช่นักเรียนธรรมดาแต่เป็นสุดยอดของสายวิชานั้นๆ และนี่ยังไม่นับการพบกันของผู้นำที่เกิดขึ้นรอบๆตัวงานหลัก
นอกจากการประชุมหลักที่อยู่ในตึกใหญ่ที่ชื่อ Congress Center มีการรักษาความปลอดภัยเข้มข้นในบริเวณรอบๆจะมีบริษัทชั้นนำและประเทศต่างๆ(เช่น อินโดนีเซีย) มาเช่าร้านค้ามาทำเป็น”บูธ”ของคนเองกระจายอยู่ในเมือง โดยมีการจัดอีเวนท์ของตนเองประกอบ มีทั้งการเซ็นสัญญาลงทุน เปิดตัวรายงาน ผลิตภัณฑ์ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นต้น
เรียกได้ว่าทั้งเมืองถูกเปลี่ยนเป็น “แพลตฟอร์มแห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ”
ทุนนิยม”มีหัวใจ”
ธีมหลักของงานนี้คือ การสร้างระบบทุนนิยม”มีหัวใจ”ซึ่งคือคำที่ผมแปลเองมาจากชื่อเต็มๆว่า “Stakeholders for a Cohesive and Sustainable World” คือ การยอมรับอย่างเป็นทางการว่าระบบทุนนิยมแบบดั้งเดิมที่มักจะนิยมแต่เจ้าของทุน (ผู้ถือหุ้น)นั้นได้สร้างความเหลื่อมล้ำทางโอกาสและทำลายสิ่งแวดล้อมจนเราไม่สามารถไปต่อได้อีกแล้ว นี่คือเหตุผลหนึ่งที่เชิญเกรธา ธันเบิร์กและนักรณรงค์สิ่งแวดล้อมและสังคมวัยเยาว์มาพูดกระตุกก็ผู้ใหญ่ทุกคนตั้งแต่เวทีแรก
โจทย์คือ การหาระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ฟังและคิดถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องในเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภค ลูกจ้าง คนที่ถูกกระทบทางตรงและทางอ้อมจากการกระทำของเรา โดยทั้งหมดนี้ต้องเป็นมากกว่า”ผักชีโรยหน้า” คือไม่ใช่แค่บริษัททำ CSR ให้ตัวเองดูดี ไม่ใช่รัฐบาลจัดงานมีคำว่า”ยั่งยืน”ในชื่อถ่ายรูปสวยงาม แต่เป็นการเอาผลประโยชน์ของสังคมระยะยาวมาใส่ในแก่นของยุทธศาสตร์ธุรกิจและนโยบายหลัก
ระยะสั้น vs ระยะยาว
โดยระบบเศรษฐกิจ”การมีหัวใจ”นี้ไม่ได้แปลว่าต้องมีกำไรน้อยลงอย่างที่หลายคนเข้าใจ ผู้นำหลายคนเช่นCEOของไมโครซอฟท์และนักลงทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Blackrock ต่างย้ำว่าในระยะยาวผู้ถือหุ้นจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าจากการที่บริษัทยึดความยั่งยืนและสังคมเป็นแก่นของยุทธศาสตร์องค์กรอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ว่าเราต้องเลือกระหว่างกำไรมาหรือน้อยเพียงแต่นักลงทุนต้องไม่มองเพียงผลกำไรระยะสั้นเท่านั้นและมองผลตอบแทนระยะยาว
เช่นเดียวกันกับรัฐบาลที่ต้องเลิกยึดติดกับการเจริญเติบโตของGDPระยะสั้นจนทำให้ คุณภาพชีวิตคนและศักยภาพเศรษฐกิจตกต่ำลงในระยะยาว
เทคโนโลยีเพื่อคน คนเพื่อเทคโนโลยี
และแน่นอนว่าบริษัทเทคโนโลยีก็ต้อง”มีหัวใจ”เช่นเดียวกัน
ในเวทีเรื่องความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของเอเชียผมชักชวนให้ทุกคนคิดถึงคำว่า “technology leadership” ในมิติใหม่ โดยแทนที่จะตั้งคำถามว่าใคร-ประเทศใดมีเทคโนโลยีเจ๋งกว่ากัน ซึ่งทำให้เราคิดแต่โจทย์ว่า”เราจะสร้างคนเพื่อเทคโนโลยีได้อย่างไร?” เปลี่ยนเป็นการถามว่า”เราจะใช้เทคโนโลยีมาสร้างโอกาสให้คนได้อย่างไร?”
ยกตัวอย่างโจทย์เรื่องการสร้างทักษะให้คน เราไม่ควรแต่จะคิดว่าจะสร้างโปรแกรมเมอร์หรือคนทำบิ๊กดาต้าเก่งๆอย่างไรแต่ต้องคิดด้วยว่าเราจะทำอย่างไรให้คนและSME ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญดิจิทัลสามารถได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้เต็มที่
การพัฒนาทักษะดิจิทัลพื้นฐานเหล่านี้ให้คนและSMEทั่วประเทศจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญมาก
ทั้งหมดนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ผลตอบแทนที่ได้กับทั้งสังคมและธุรกิจอาจมีมหาศาล เช่นในการศึกษาล่าสุดที่ บริษัทSea ทำพบว่าการที่ผู้ประกอบการSMEแบบดั้งเดิมในประเทศไทยเข้าถึงอีคอมเมิร์ซสามารถเพิ่มการเติบโตทางรายได้โดยรวมถึง 133% โดยผู้ประกอบการนอกกรุงเทพได้รับประโยชน์มากกว่าและมีการค้นพบผู้ประกอบการหน้าใหม่ เช่น ที่เป็นนักเรียนสามารถนำรายได้มาจ่ายค่าเล่าเรียนตนเองได้
Davos เป็นจุดเริ่มต้นไม่ใช่จุดจบ
ทั้งหมดนี้เป็นแค่บางส่วนที่เกิดขึ้นที่การประชุมDavos สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ลืมว่าการประชุมนี่ไม่ได้เป็นเส้นชัยแต่เป็นเพียงจุดประกายสร้างโมเมนตั้มการเปลี่ยนแปลงที่ดี
การประกาศตั้งแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชนนานาชาติทั้งหลายที่เกิดขึ้นที่งานนี้ ไม่ว่าจะเป็น แผนการปลูกและฟื้นฟูต้นไม้ 1 ล้านล้านต้น หรือ “Reskilling Revolution” ที่มุ่งจะการพัฒนาการศึกษาและทักษะทางอาชีพของคน 1 พันล้านคนภายในปีค.ศ. 2030 ล้วนไม่ได้เป็นโครงการที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดในระบบทุนนิยมปัจจุบันได้ แต่มีเพื่อให้แต่ละบริษัท รัฐบาล และภาคประชาชนได้มาเห็น เรียนรู้ และได้รับแรงบันดาลใจจากกันและว่าคนอื่นเขากำลังทำอะไรกันบ้างและเรามาปรับใช้กับบริบทของเราเพื่อให้พัฒนาประเทศและสังคมได้อย่างไร
ก่อนไปDavosศาสตราจารย์ Klaus Schwab ผู้ก่อตั้ง WEF เคยบอกผมว่าเขาอยากให้ทุกคนที่ไปงานนี้อย่างน้อยได้สามอย่าง 1. ได้’เพื่อน’ร่วมอุดมการณ์ใหม่ 2. ได้ไอเดียใหม่กลับบ้าน และ 3.ได้ทิ้งไอเดียใหม่ไว้ให้ทุกคนก่อนกลับบ้าน เช่นนี้ถึงจะพูดได้ว่า”มาถึงแล้ว”
ตัวผมอยากขอเติมอีกข้อว่า ต้องเอาไอเดียต่างๆจาก Davos กลับมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงด้วย ถึงจะเรียกได้ว่ามาถึงแล้วจริงๆ


