หน้าแรก บทความ โรคเอสแอลอี (...

โรคเอสแอลอี (SLE) ข้ออักเสบ เอ็นอักเสบ(3) โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

9.02.20 | 13:00 น.

โรคระบบกล้ามเนื้อ ที่อยากจะเล่าต่อจากฉบับที่แล้วคือ เอสแอลอี ซึ่งโรคนี้จะพบได้บ่อยมากในผู้หญิง อันเนื่องมาจากความผิดปกติของภูมิต้านทานของตัวเองบกพร่อง

เอสแอลอี (SLE) เป็นชื่อเรียกทับศัพท์ของอักษรย่อในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีคำเต็มว่า System lupus erythematosus (ซิสเทมิก ลูปัส อิริทีมาโตซัส) โรคนี้มักจะมีความผิดปกติของอวัยวะได้หลายระบบ เช่น ผิวหนัง ข้อกระดูก ไต ปอด หัวใจ เลือด สมอง เป็นต้น พร้อมๆ กัน และอาจมีความรุนแรงทำให้พิการหรือตายได้ โรคนี้พบประปรายได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบมากในช่วงอายุ 20-45 ปี และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ประมาณ 10 เท่า

สาเหตุ : ยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าเป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีการตอบสนองอย่างผิดปกติต่อเชื้อโรคหรือสารเคมีบางอย่าง ทำให้มีการสร้างแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกันต่อเนื้อเยื่อต่างๆ ของตัวเอง จึงจัดเป็นโรคภูมิต้านตัวเองหรือออโตอิมมูน (autoimmune) เช่นเดียวกับโรคปวดข้อรูมาตอยด์ บางครั้งอาจพบมีสาเหตุกระตุ้นให้อาการกำเริบ เช่น ยาบางชนิด (เช่น ซัลฟา ไฮดราลาซีน เมทิลโดพา โปรเคนเอไมด์ ไอเอ็นเอช คลอร์โพรมาซีน ควินิดีน เฟนิโทอิน ไทโอยูราซิล) การถูกแดด การกระทบกระเทือนทางจิตใจ การตั้งครรภ์ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้อกับฮอร์โมนเพศหญิง (เนื่องจากพบมากในหญิงวัยหลังมีประจำเดือน และก่อนวัยหมดประจำเดือน) และกรรมพันธุ์ (พบมากในคนที่มีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้)

อาการ : ที่พบได้บ่อย คือ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเมื่อยตามตัว ปวดและบวมตามข้อต่างๆ ซึ่งโดยมากจะเป็นตามข้อเล็กๆ (เช่น ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า) ทั้งสองข้างคล้ายๆ กับโรคปวดข้อรูมาตอยด์ (แต่ต่างกันที่ไม่มีลักษณะหงิกงอ ข้อพิการ) ทำให้กำมือลำบาก อาการเหล่านี้ จะค่อยเป็นค่อยไปเป็นแรมเดือน นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมักจะมีผื่นหรือฝ้าแดงขึ้นที่ข้างจมูกทั้ง 2 ข้าง ทำให้มีลักษณะเหมือนปีกผีเสื้อ เรียกว่า ผื่นปีกผีเสื้อ (butterfly rash) บางรายมีอาการแพ้แดด คือ เวลาไปถูกแดด ผิวหนังจะมีผื่นแดงเกิดขึ้น และผื่นแดงที่ข้างจมูก (ผื่นปีกผีเสื้อ) จะเกิดขึ้นชัดเจน อาการไข้และปวดข้อจะเป็นรุนแรงขึ้น บางรายอาจมีจุดแดง (petichiae) หรือมีประจำเดือนมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นอาการระยะแรกของโรคนี้ ก่อนมีอาการอื่นๆ ให้เห็นชัดเจนบางครั้งแพทย์อาจวินิจฉัยว่าเป็น ไอทีพี
บางรายอาจมีอาการผมร่วงมาก มีจ้ำแดงๆ ขึ้นที่ฝ่ามือ นิ้วมือนิ้วเท้าซีดขาว และเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเวลาถูกความเย็น (Raynaud’s phenomenon) ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วไป ตับม้ามโต หรือมีภาวะโลหิตจาง จากเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีอาการบวมทั้งตัว (จากไตอักเสบ) หายใจหอบ (จากปอดอักเสบ ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด หรือหัวใจวาย) ชีพจรเต้นเร็วหรือไม่เป็นจังหวะ (จากหัวใจอักเสบ) ในรายที่มีการอักเสบของหลอดเลือดในสมอง อาจทำให้มีอาการทางประสาท เช่น เสียสติ ซึม เพ้อ ประสาทหลอน แขนขาอ่อนแรง ตาเหล่ ชัก หมดสติ และอาจตายภายใน 3-4 สัปดาห์ ส่วนมากจะมีอาการกำเริบ เป็นๆ หายๆ เรื้อรังเป็นปีๆ

สิ่งตรวจพบ : ไข้ ผื่นปีกผีเสื้อที่แก้ม อาจพบจุดแดง ภาวะซีด ข้อนิ้วมือนิ้วเท้าบวมแดง

Advertisement

อาการแทรกซ้อน : อาจทำให้ไตอักเสบ ปอดอักเสบ หัวใจอักเสบ หัวใจวาย ไตวาย ความผิดปกติของสมองและระบบประสาท และอาจเกิดภาวะติดเชื้อร้ายแรงแทรกซ้อนได้

การรักษา : หากมีประวัติการเจ็บป่วย มีอาการแสดงตามที่กล่าว หากสงสัยควรแนะนำไปโรงพยาบาลโดยเร็ว การตรวจเลือดพบว่า ค่าอีเอสอาร์ (ESR) สูง พบแอนตินิวเคลียร์แฟกเตอร์ (antinuclear factor) และ แอลอีเซลล์ (LE cell) นอกจากนี้ อาจทำการเอกซเรย์ คลื่นหัวใจ และตรวจพิเศษอื่นๆ

การรักษาในรายที่เป็นไม่รุนแรง : เช่น มีไข้ ปวดข้อ มีผื่นแดงขึ้นที่หน้า อาจเริ่มให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ถ้าไม่ได้ผลอาจให้ไฮดรอกซีคลอโรควีน (hydroxychloroquine) วันละ 1-2 เม็ด เพื่อช่วยลดอาการเหล่านี้ ในรายที่เป็นรุนแรง : แพทย์จะให้ สเตียรอยด์ เช่น เพร็ดนิโซโลน ขนาด 8-12 เม็ดต่อวัน ติดต่อกันเป็นสัปดาห์หรือหลายเดือน เพื่อลดการอักเสบของอวัยวะต่างๆ เมื่อดีขึ้นจึงค่อยๆ ลดยาลง และให้ในขนาดต่ำควบคุมอาการไปเรื่อยๆ อาจนานเป็นแรมปี หรือจนกว่าจะเห็นว่าปลอดภัย ถ้าไม่ได้ผล อาจต้องให้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide) อะซาไทโอพรีน (azathioprine) เป็นต้น ยานี้เป็นยาอันตราย อาจทำให้ผมร่วงหรือศีรษะล้านได้ เมื่อหยุดยาผมจะงอกขึ้นให้ได้ นอกจากนี้ อาจให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้ปวดลดไข้ ยาบำรุงโลหิต (ถ้าซีด) ยาปฏิชีวนะ (ถ้ามีการติดเชื้อ) เป็นต้น ผลการรักษาไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและตัวผู้ป่วย บางรายอาจมีโรคแทรกซ้อน และถึงแก่กรรมในเวลาไม่นาน บางรายอาจมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว ถ้าผู้ป่วยสามารถมีชีวิตรอดจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้เกิน 5 ปี โรคก็จะไม่กำเริบรุนแรง และค่อยๆ สงบไปได้ นานๆ ครั้งอาจจะมีอาการกำเริบ แต่อาการมักจะไม่รุนแรง และผู้ป่วยสามารถมีชีวิตเยี่ยงคนปกติได้

ข้อแนะนำ : 1.โรคนี้สามารถแสดงอาการได้หลายแบบ เช่น มีไข้เรื้อรังคล้ายมาลาเรีย มีจุดแดงขึ้นคล้ายไอทีพี บวมคล้ายโรคไตเนโฟรติกซินโดรม ชักหรือหมดสติคล้ายสมองอักเสบ เสียสติ เพ้อคลั่งคล้ายคนวิกลจริต เป็นต้น ดังนั้น ข้อสังเกต คือ ถ้าพบผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นอาการของระบบใด โดยไม่ทราบสาเหตุ ขอให้ควรนึกถึงโรค SLE นี้ไว้เสมอ 2.โรคนี้ถึงแม้จะมีความรุนแรง แต่ถ้าติดต่อรักษากับแพทย์เป็นประจำ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดอาการแทรกซ้อนและมีชีวิตยืนยาวได้ 3.ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อาจป้องกันมิให้อาการกำเริบได้ โดยการทำจิตใจให้สบาย อย่าท้อแท้สิ้นหวังหรือวิตกกังวลจนเกินไป ส่วนผู้ที่แพ้แดดง่าย ควรหลีกเลี่ยงการออกกลางแดด ถ้าจำเป็นต้องออกกลางแดด ควรกางร่ม ใส่หมวก ใส่เสื้อแขนยาว ควรพยายามหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ เช่น อย่ากินอาหารหรือน้ำดื่มที่ไม่สะอาด อย่าเข้าใกล้คนที่ไม่สบาย อย่าเข้าไปในที่ที่มีคนแออัด เป็นต้น และทุกครั้งที่รู้สึกไม่สบาย ควรรีบไปหาหมอที่เคยรักษาทันที อย่าทิ้งไว้นานโดยประมาทเด็ดขาด

ข้ออักเสบชนิดติดเชื้อเฉียบพลัน (Acute pyogenic arthritis/acute infectious arthritis) : เป็นภาวะรุนแรงซึ่งหากปล่อยไว้ อาจทำให้ข้อพิการได้ โรคนี้ในปัจจุบันพบได้ค่อนข้างน้อย

สาเหตุ : เกิดจากการติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะแบคทีเรีย เช่น เชื้อหนองใน เชื้อสเตรปโตค็อกคัส เชื้อสแตฟฟิใลค็อกคัส เป็นต้น เชื้อโรคเหล่านี้อาจเข้าไปในข้อโดยตรง (เช่น จากบาดแผลที่บริเวณข้อ) หรือลุกลามจากส่วนอื่นๆ ของร่างกายผ่านกระแสเลือดเข้าไปในข้อ

อาการ : เกิดขึ้นฉับพลันทันทีด้วยอาการไข้ หนาวสั่น ข้อบวม แดง ร้อนและปวดมาก มักเป็นเพียง 1-2 ข้อใหญ่ๆ เช่น ข้อเข่า ข้อศอก ข้อมือ ข้อเท้า เป็นต้น บางรายอาจมีอาการปวดตามข้อต่างๆ นำมาก่อนหลายวัน ผู้ป่วยอาจมีประวัติได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลที่บริเวณข้อ หรือมีโรคติดเชื้อของส่วนอื่นๆ ของร่างกายอยู่ก่อน เช่น เป็นฝี หนองใน คออักเสบ ปอดอักเสบ ไตอักเสบ เยื่อบุมดลูกอักเสบ เป็นต้น

สิ่งตรวจพบ : ไข้ ข้อบวมแดงร้อน

อาการแทรกซ้อน : ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ข้อพิการได้

การรักษา : หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาลภายใน 24 ชั่วโมง อาจต้องเอกซเรย์ข้อ เจาะเอาหนองจากข้อไปย้อมและเพาะหาเชื้อ และให้ยาปฏิชีวนะตามชนิดของเชื้อที่พบ อาจต้องเจาะระบายเอาหนองออกบ่อยๆ นอกจากนี้ต้องให้ผู้ป่วยนอนพัก ยกข้อที่อักเสบให้สูงไว้ และอาจต้องเข้าเฝือกไม่ให้ข้อเคลื่อนไหว เมื่ออาการอักเสบเริ่มทุเลา ควรแนะนำให้ผู้ป่วยบริหารข้อ เพื่อป้องกันข้อแข็งหรือพิการผลการรักษา ถ้าเลือกใช้ยาปฏิชีวนะได้ถูกต้อง ผู้ป่วยจะหายได้ภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีร่องรอยของความพิการ แต่ถ้าได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง ข้ออาจพิการได้

ข้อเคล็ด/ข้อแพลง (Sprain) : พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ข้อที่พบได้บ่อยมาก ได้แก่ ข้อเท้า มักจะเกิดจากการเดินสะดุดหรือหกล้ม ข้อเท้าพลิกหรือบิดงอ นอกจากนี้ ยังอาจเกิดที่ข้อเข่า ข้อไหล่ ข้อมือ และข้อนิ้ว

สาเหตุ : เกิดจากเส้นเอ็นหรือกล้ามเนื้อที่ยึดอยู่รอบๆ ข้อต่อมีการฉีกขาด เนื่องจากหกล้ม ข้อบิด ถูกกระแทก หรือยกของหนัก

อาการ : ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเจ็บที่ข้อ หลังได้รับบาดเจ็บทันที โดยจะเจ็บมากเวลาเคลื่อนไหวข้อ หรือใช้นิ้วกดถูก อาการจะรุนแรงมากน้อยขึ้นกับปริมาณของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่ฉีกขาด

สิ่งตรวจพบ : ข้อมีลักษณะบวม แดงและร้อน อาจพบรอยเขียวคล้ำหรือฟกช้ำ เนื่องจากหลอดเลือดฝอยแตกร่วมด้วย

การรักษา : 1.หลังได้รับบาดเจ็บ ควรประคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำเย็นทันที (ถ้าเป็นที่เท้าอาจใช้เท้าแช่ในน้ำเย็น) เพื่อลดอาการบวมและปวด ทำทุก 3-4 ชั่วโมง ในระยะ 48 ชั่วโมงแรก แต่หลัง 48 ชั่วโมงไปแล้ว ควรประคบด้วยน้ำอุ่นจัดๆ หรือแช่น้ำอุ่นจัดๆ ครั้งละ 15-30 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดอาการอักเสบ และใช้ขี้ผึ้ง น้ำมันระกำ (salicylate ointment) หรือยาหม่องทานวด แล้วใช้ผ้าพันแผลชนิดยึด (elastic bandage) พันพอแน่น (อย่าให้แน่นเกินไป) และยกข้อที่แพลงให้สูง เช่น ถ้าข้อเท้าแพลง เวลานอนก็ใช้หมอนรองเท้าให้สูง หรือเวลานั่ง ควรยกข้อเท้าวางบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง (อย่าห้อยเท้า) ถ้าข้อมือแพลง ควรยกข้อมือให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจโดยใช้ผ้าคล้องคอ และอย่าใช้ข้อมือข้างนั้นทำงาน (เช่น ยกของ ซักผ้า) ควรพักจนกว่าอาการปวดจะทุเลา ซึ่งอาจกินเวลาหลายวัน แล้วค่อยๆ เคลื่อนไหวบริหารข้อนั้นให้คืนสู่สภาพปกติ 2.ถ้าปวด กินยาแก้ปวด หรือยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ 3.ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ หรือสงสัยกระดูกหัก ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องเอกซเรย์เพื่อตรวจดูว่ากระดูกหักหรือไม่ เพราะบางครั้งอาจแยก อาการข้อแพลงออกจากอาการกระดูกหักได้ยาก ในรายที่ข้อแพลงรุนแรง อาจต้องเข้าเฝือก หรือแก้ไขด้วยการผ่าตัด

ข้อแนะนำ : ข้อเคล็ดข้อแพลงส่วนมากจะเป็นไม่รุนแรง และควรจะเริ่มมีอาการดีขึ้น (ปวดและบวมน้อยลง) ภายใน 1-2 สัปดาห์ และหายขาดภายใน 3-4 สัปดาห์ แต่บางรายโดยเฉพาะถ้าไม่ค่อยได้พัก อาจมีอาการบวมเป็นๆ หายๆ เรื้อรังเป็นเวลา 2-3 เดือนได้

เส้นเอ็นอักเสบ (Tendinitis) : เส้นเอ็นที่พบว่าเกิดการอักเสบได้บ่อย ได้แก่ เส้นเอ็นที่ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อสะโพก และเส้นเอ็นร้อยหวาย (เอ็นส้นเท้า) โรคนี้พบได้ค่อนข้างบ่อย เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่อาจเป็นเรื้อรัง และทำให้ทำงานหรือเคลื่อนไหวไม่ถนัด

สาเหตุ : การอักเสบของเส้นเอ็น (tendon) มักมีสาเหตุจากการได้รับบาดเจ็บ หรือทำงานหนัก

อาการ : มีอาการเจ็บปวดตรงเส้นเอ็นที่อักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ทำให้เส้นเอ็นส่วนนั้นถูกยึดและดึงรั้ง อาการมักจะเป็นอยู่นานเป็นสัปดาห์ๆ หรือเป็นเดือนๆ

สิ่งตรวจพบ : เมื่อใช้นิ้วมือกดแรงๆ จะพบจุดที่กดเจ็บจุดเดียว ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณข้อ บางรายอาจมีอาการบวมของเส้นเอ็นส่วนนั้นร่วมด้วย

การรักษา : 1.ควรหยุดพักการใช้ข้อที่ปวด ใช้น้ำอุ่นจัดๆ ประคบ ทานวดด้วยขี้ผึ้งน้ำมันระกำหรือยาหม่อง ใช้ผ้าพันแผลพันให้พอแน่น และให้กินยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่
สเตียรอยด์ เมื่อทุเลาปวดให้ค่อยๆ เคลื่อนไหวบริหารข้อนั้นให้คืนสู่สภาพปกติ 2.ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องเอกซเรย์ บางรายอาจพบมีหินปูน หรือแคลเซียมเกาะที่เส้นเอ็น ในรายที่เป็นมาก อาจต้องฉีดสเตียรอยด์ตรงบริเวณที่ปวด (การฉีดยาชนิดนี้ อาจทำให้ปวดมาก บางครั้งอาจต้องผสมยาชา) ซึ่งเป็นวิธีรักษาที่ได้ผลดี
แต่ไม่ควรฉีดเกินปีละ 2-3 ครั้ง อาจทำให้เส้นเอ็นเปื่อย ฉีกขาด เกิดภาวะแทรกซ้อนยุ่งยากตามมาได้

เส้นประสาทมือถูกพังผืดรัดแน่น/โรคคาร์พัลทูนเนล (Carpal tunnel syndrome/CTS) : เส้นประสาทมือ ที่เรียกว่า “ประสาท
มีเดียน” (median nerve) เมื่อลงมาที่ข้อมือ จะวิ่งผ่านช่องเล็กๆ ซึ่งประกอบด้วยกระดูกข้อมือ และแผ่นพังผืดเหนียวๆ ที่อยู่ข้างใต้ของกระดูกข้อมือ เราเรียกช่องเล็กๆ นี้ว่า คาร์พัลทูนเนล (ช่องใช้กระดูกข้อมือ) ในบางครั้ง เนื้อเยื่อภายในช่องแคบนี้อาจเกิดการบวม ทำให้เส้นประสาทมีเดียนถูกบีดรัด เกิดมีอาการปวดชาที่ปลายมือ เรียกว่า “โรคคาร์พัลทูนเนล” หรือเส้นประสาทมือถูกพังผืดรัดแน่น โรคนี้พบได้ค่อนข้างบ่อย พบมากในผู้หญิงอายุ 30-60 ปี

สาเหตุ : อาจเกิดจาการบาดเจ็บที่ข้อมือ ภาวะบวมในระยะก่อนมีประจำเดือนหรือระหว่างตั้งครรภ์ หรืออาจพบร่วมกับภาวะอื่นๆ เช่น โรคปวดข้อรูมาตอยด์ โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย เบาหวานภาวะอ้วน เป็นต้น บางรายอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ หรืออาจพบมีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย

อาการ : ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนหรือรู้สึกชาเป็นพักๆ ที่มือ (โดยเฉพาะที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และซีกหนึ่งของนิ้วนางด้านที่ติดกับนิ้วกลาง) บางครั้งอาจปวดร้าวขึ้นไปที่แขนหรือหัวไหล่ อาการปวดมักจะเป็นมากตอนกลางคืน หรือตอนเช้ามืดจนบางครั้งอาจทำให้ผู้ป่วยสะดุ้งตื่น บางรายเมื่อได้ห้อยข้อมือตรงขอบเตียง หรือสะบัดมือ จะรู้สึกทุเลาได้ การทำงานโดยใช้ข้อมือ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่างอข้อมือมากๆ หรือเร็วๆ เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน พิมพ์ดีด) งอข้อมือเร็วๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดหรือชาได้ ถ้าเป็นมากอาจทำให้นิ้วหัวมือโป้งและนิ้วอื่นๆ ชาและอ่อนแรงได้ อาการอาจเกิดที่มือข้างเดียว หรือ 2 ข้างได้

สิ่งตรวจพบ : การกดหรือเคาะที่ข้อมือ (ตรงด้านเดียวกับฝ่ามือ) อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหรือชาที่ปลายนิ้วได้ อาจทำการทดสอบโดยให้ผู้ป่วยวางหลังมือ 2 ข้างชนกันในท่างอข้อมือให้มากที่สุด และนิ้วมือชี้ลงพื้นนาน 60 วินาที ผู้ที่เป็นโรคนี้อาจมีอาการปวดหรือชาปลายนิ้วมือ (นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และซีกหนึ่งของนิ้วนางด้านที่ติดกับน้ำกลาง) เรียกการทดสอบนี้ว่า Phalen’s sign

อาการแทรกซ้อน : หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อมือฝ่อ

การรักษา : หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องวินิจฉัยโดยการตรวจคลื่นไฟฟ้า EMG (Electromyelography) ปวดเล็กน้อย อาจให้กินยาแก้ปวด ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และใส่เฝือกที่มือเวลาเข้านอน บางรายอาจต้องฉีดสเตียรอยด์เข้าที่ข้อมือข้างที่ปวด ถ้าเป็นมาก อาจต้องผ่าตัด (โดยตัดแผ่นพังผืดที่บีบรัดเส้นประสาท) ซึ่งจะช่วยให้อาการทุเลาภายในเวลาไม่กี่วัน ไงเล่าครับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน