หน้าแรก บทความ แผนพัฒนาเศรษฐ...

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับปัจจุบันกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : โดย พลโท ดร.ทวี แจ่มจำรัส

13.02.20 | 13:00 น.

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ใช้ในระยะเวลา 5 ปี ได้จัดทำขึ้นในช่วงเวลาของการปฏิรูปประเทศ และสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเชื่อมโยงกันใกล้ชิดกับมากขึ้นโดยได้น้อมนำหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาประเทศต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9-11 รวม 15 ปี (พ.ศ.2545-2559) เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้สังคมไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง เกิดภูมิคุ้มกัน และมีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ส่งผลให้การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน

ตามข้อเท็จจริง “เศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy)” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานเพื่อชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตและปฏิบัติตน ให้แก่ประชาชนทุกระดับและทุกสาขาอาชีพ ตั้งแต่ พ.ศ.2517 เป็นต้นมาแล้ว โดยมีพระราชดำริครั้งแรกในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2517 และต่อมาทรงอธิบายและเน้นย้ำอีกหลายครั้ง ดังนี้ “… การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้าง ค่อยเสริมความเจริญ และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป ….”

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงชีวิตที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสแก่ชาวไทย และถูกกล่าวถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2540 การขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาในยุคปัจจุบัน ใช้หลักการแบบ 2:3:4:3 หรือ 2 เงื่อนไข 3 ห่วง 4 มิติ และ 3 ศาสตร์ ดังนี้

2 เงื่อนไข ได้แก่ ความรู้และคุณธรรม
3 ห่วง ได้แก่ ความพอประมาณ มีภูมิคุ้มกันที่ดี และมีเหตุผล
4 มิติ ได้แก่ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านวัฒนธรรม และด้านจิตใจ
3 ศาสตร์ ได้แก่ ศาสตร์ชาวบ้าน (ภูมิปัญญา) ศาสตร์สากล และศาสตร์พระราชา

ในการจัดทำแผนพัฒนา ฉบับที่ 12 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำบนพื้นฐานของกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ซึ่งเป็นแผนหลักของการพัฒนาประเทศ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal: SDG) รวมทั้งการปรับโครงสร้างประเทศไทยไปสู่ประเทศไทย 4.0 (1.0 ยุคเกษตรกรรม, 2.0 ยุคอุตสาหกรรมเบา 3.0 ยุคอุตสาหกรรมหนัก 4.0 ยุคนวัตกรรม) ตลอดจนประเด็นการปฏิรูปประเทศ

Advertisement

นอกจากนั้น ได้ให้ความสำคัญ กับการมีส่วนร่วมของภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน ทั้งในระดับกลุ่มอาชีพ ระดับภาค และระดับประเทศ ในทุกขั้นตอนของแผนฯ อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ และทิศทางการพัฒนาประเทศ รวมทั้งร่วมจัดทำรายละเอียดยุทธศาสตร์ของแผนฯ

เพื่อมุ่งสู่วิสัยทัศน์ของประเทศตามนโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน คือ เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 มีทั้งหมด 10 ยุทธศาสตร์ โดยมี 6
ยุทธศาสตร์ตามกรอบยุทธศาสตร์ 20 ปี และอีก 4 ยุทธศาสตร์ที่เป็นปัจจัยสนับสนุน จะกล่าวถึงเฉพาะยุทธศาสตร์การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า ปัจจุบันสภาพทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นจุดอ่อน ต่อการรักษาฐานการผลิตและการให้บริการ รวมทั้งการดำรงชีวิตของคนไทย ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดจากการลดลงของพื้นที่ป่าไม้ ทรัพยากรดินเสื่อมโทรม ความหลากหลายทางชีวภาพถูกคุกคาม ความเสี่ยงในการขาดแคลนทรัพยากรน้ำในอนาคต ปัญหาสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและชุมชนเมือง การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความผันผวนและรุนแรงมากขึ้น และข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความเข้มข้น ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการพัฒนาประเทศในอนาคต

การบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการจัดการมลพิษที่แหล่งกำเนิด คำนึงถึงความสามารถในการรองรับของพื้นที่ รวมถึงการใช้มาตรการสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ก่อมลพิษ

“น้ำ” เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และปรับสมดุลของระบบนิเวศ จากการขยายตัวของเมือง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมากขึ้นในอนาคต จึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งหลาย โดยมีการกำหนดเป้าหมายการจัดการน้ำ ผ่านโครงการสำคัญของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2563 โดยเมื่อ 7 มกราคม 2563 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบกลางเพื่อช่วยบรรเทาภัยแล้ง 3,079 ล้านบาท และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเจาะบ่อบาดาลขึ้นมาใช้ โดยจะเน้นในพื้นที่ของการประปา 1,100 โครงการ จะได้น้ำใช้ถึง 3 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดูแล 704 โครงการ กองทัพบก 209 โครงการ และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา 187 โครงการ ปริมาณทั้งหมดจะเป็นการเจาะใหม่และซ่อมแซมระบบประปาและหาแหล่งน้ำจากผิวดิน

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดนโยบายให้ผู้บริหารและข้าราชการในสังกัดทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ว่า นโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องไปในทิศทางเดียวกัน และสอดคล้องเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนโยบายรัฐบาลที่เป็นการแก้ปัญหา 4 ด้าน คือ ด้านทรัพยากรน้ำ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และการบริหารจัดการ สำหรับการป้องกันการบุกรุก ทำลายทรัพยากรป่าไม้ที่ต้องแก้ปัญหา ไม่ให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เขตป่ารู้สึกคำว่า อนุรักษ์ไปรุกล้ำชีวิตประชาชนมากเกินไป ต้องควบคู่กับการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และฐานข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นหนึ่งเดียว (BIG DATA) เชื่อมต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคู่ไปด้วย

พ.ศ.2562 เป็นปีแห่งการปลูกต้นไม้ โดยรัฐบาลได้ส่งเสริมให้หน่วยงานปลูกต้นไม้ไปแล้ว 106 ล้านต้น ทั้งในพื้นที่เอกชนและพื้นที่รัฐ จัดที่ดินทำกิน ถ้าคำนวณเป็นพื้นที่สีเขียวก็ประมาณ 411,555 ไร่ เพื่อเป้าหมายสร้างเศรษฐกิจไทยจากไม้มีค่าในอนาคต ทุกคนต้องช่วยกัน

มีตัวอย่างที่สำคัญ เช่น เมื่อ 13 มกราคม 2563 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เป็นประธานกิจกรรมปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และในโอกาสวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ พ.ศ.2563 ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กรมป่าไม้ (ปม.) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.) และจังหวัดเพชรบุรี องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกจิตอาสาจังหวัดเพชรบุรี ทหาร ตำรวจ องค์กรภาครัฐ เอกชน นักเรียน นักศึกษา กลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์ อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล ฯลฯ ในพื้นที่หมู่ 3 ตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ได้พื้นที่กว่า 10 ไร่ เดิมเป็นพื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรม ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการทำลายทรัพยากรป่าไม้

มีโคลงกลอนที่ไพเราะและมีความหมายที่มีผู้แต่งไว้ ขอนำมาฝากท่านผู้อ่าน เพื่อช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและป่าไม้ ฯลฯ ดังนี้

ป่าไม้งาม น้ำหล่อเลี้ยง ประทังอยู่
ป่าไม้คู่ นานาสัตว์ จัดอาศัย
ป่าไม้เขียว ชอุ่ม พุ่มดอกใบ
ป่าไม้ให้ ร่มรื่น ชื่นชีวี

ให้ความเย็น ความสุข ได้ทุกเมื่อ
ให้งามเหลือ ธรรมชาติ ดาษดื่นที่
ให้สายน้ำ ลำธาร ซ่านฤดี
ให้สัตว์มี ถิ่นอาศัย ในป่าพง

จงช่วยกัน รักษา ถนอมไว้
จงเลิกใฝ่ ทำลาย เลิกลุ่มหลง
ขอเถิดนะ ขอป่า รกชัฏดง
ให้คู่คง กับชีวี มีมากมวล

พลโท ดร.ทวี แจ่มจำรัส
อนุกรรมการฝ่ายหารายได้มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน