ยุบพรรคแล้วอย่างไร : วีรพงษ์ รามางกูร

ข่าวการเมืองที่ร้อนแรงสำหรับสัปดาห์นี้ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมกับตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค 16 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 11 คนอยู่ด้วย ทำให้พรรคอนาคตใหม่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลดลงไปอีก คงเหลือเพียง 65 จากที่เคยได้รับเลือกตั้ง 81 คนในตอนเริ่มต้น

เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ สมาชิกพรรคที่เหลือก็อาจจะหาพรรคใหม่สังกัดได้ภายใน 30 วัน ซึ่งอาจจะรวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนไปหาพรรคใหม่ตามที่ผู้นำพรรคเรียกร้อง แล้วให้เรียกว่า “คณะอนาคตใหม่” แทน ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

โทษที่ถูกอ้างเป็นเหตุให้พรรคถูกยุบก็คือ พรรคบังอาจไปกู้ยืมเงินจากหัวหน้าพรรคเป็นจำนวนกว่า 191 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในตอนตั้งพรรค แม้ว่ากฎหมายมิได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่าห้ามมิให้พรรคกู้เงิน แต่การที่หัวหน้าพรรคให้พรรคกู้เงินก็ถือว่าเป็น “ผลประโยชน์อื่นใด” ซึ่งกฎหมายพรรคการเมืองห้ามเพราะเกรงว่าจะเป็นการครอบงำพรรคการเมือง ซึ่งเป็นกฎหมายพรรคการเมืองที่แปลกที่สุดในโลก เพราะใครจะครอบพรรคการเมือง ใครมีเงินจะตั้งพรรคการเมืองเพื่อกิจกรรมทางการเมืองก็ไม่ควรจะห้าม เพราะในที่สุดประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจะเป็นผู้ตัดสิน การจะอ้างกฎหมายที่ตนหรือพรรคพวกหรือสมุนของตนเป็นผู้ร่างขึ้นย่อมเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า พรรคอนาคตใหม่นั้นเข้ามาแทนพรรคประชาธิปัตย์ในการต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร ต่อต้านรัฐบาลสืบทอดอำนาจของเผด็จการทหารที่เขียนกฎหมายเอง ตั้งสมาชิกวุฒิสภาเอง เลือกนายกรัฐมนตรีกันเองจากที่ประชุมร่วมวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรที่ตนเป็นคนตั้ง การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมืองอย่างหนึ่งของรัฐบาลเผด็จการทหาร เพราะเลือกตั้งไปอย่างไรนายกรัฐมนตรีก็ยังเป็นคนเดิม เป็นคนที่ไม่ได้มาจากเสียงข้างมากโดยประชาชนอยู่ดี แม้ว่าหลังการเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐจะไม่ใช่พรรคที่ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดก็ตาม ถ้าวุฒิสภาไม่มีสิทธิลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี ผลของการเลือกนายกรัฐมนตรีก็จะเป็นอีกแบบ ไม่ใช่แบบนี้

หลังจากยุบพรรคอนาคตใหม่แล้ว การพิจารณาญัตติไม่ไว้วางใจที่เสนอโดยพรรคร่วมฝ่ายค้านก็เป็นที่โล่งใจจากฝ่ายรัฐบาลว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีเสียงไม่พอในการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลแน่ไม่ต้องป้อนกล้วยกันมาก มติวิปรัฐบาลสำหรับสมาชิกพรรคพลังประชารัฐนั้นคือทุกคนต้องลงมติไว้วางใจให้กับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนเท่ากันหมด ส่วนคะแนนไว้วางใจที่อาจจะมากน้อยต่างกัน ก็อยู่ที่สมาชิกพรรคการเมืองอื่นจะลงมติให้มากน้อยต่างกัน แต่อย่างไรเสียนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนก็จะผ่านมติไว้วางใจทุกคน รวมทั้งท่านที่ยืมนาฬิการาคาแพงจากเพื่อนมาใช้โดยไม่ต้องแจ้งทรัพย์สินที่ยืมด้วย

การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ 6 คน มีคนประเมินว่าคงจะกร่อยเพราะยังไม่มีประเด็นอภิปรายที่เด่นชัด ทั้งในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ยังไม่ได้ยินว่าใครร่ำรวยผิดปกติจากการเพิ่มขึ้นของทรัพย์สิน เพราะต้องรอหลังจากการแสดงทรัพย์สินเมื่อพ้นจากตำแหน่ง แม้ว่ามีการขายที่ดินกันเป็นมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท ส่วนเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินแม้ว่าจะเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ตลอดเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา การส่งออกขยายตัวในอัตราที่ลดลงมาโดยตลอด

บัดนี้รายรับจากการส่งออกก็จะหดตัว รายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเคยเป็นหลักแทนการส่งออกสินค้าที่ทั้งราคาและปริมาณลดลงมาโดยตลอด ก็มีอันเป็นไปเพราะเกิดโรคระบาดโควิด-19 ที่เมืองจีน เป็นเหตุให้จีนปิดเมืองอู่ฮั่น รวมทั้งปิดมณฑลหูเป่ย์ ไม่ให้คนจีนจากที่นั่นเดินทาง ไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ ทำให้แหล่งท่องเที่ยวที่เคยมีนักท่องเที่ยวจีนคึกคัก เช่น ภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ รวมทั้งห้วยขวาง กรุงเทพฯ เงียบเหงาลงทันที ผลหมากรากไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด ลางสาด มะม่วง ที่เคยส่งไปขายเมืองจีนก็หยุดส่งอย่างกะทันหัน ปีนี้คนไทยได้กินทุเรียนราคาถูก อาคารชุด บ้านจัดสรรที่คนจีนจองไว้ต่างก็ทิ้งมัดจำกันเป็นแถว ธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ซบเซาลงทันที

เมื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซบเซาก็มักจะมีผลต่อการว่างงาน มีผลต่อความต้องการวัสดุก่อสร้าง ซีเมนต์ เหล็ก อิฐหินทรายและวัสดุก่อสร้างอย่างอื่น ตลาดจะซบเซาลงแล้วก็แผ่ขยายไปถึงรายได้ของครัวเรือน อำนาจซื้อสินค้าประเภทคงทนนอกจากอสังหาริมทรัพย์ก็ลามมาที่รถยนต์ อันเป็นเหตุสำคัญที่บริษัท จีเอ็ม หรือเจนเนอรัลมอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในประเทศไทยต้องขายกิจการให้กับบริษัทเกรทวอลล์ ของจีน แม้ว่าข่าวที่ออกไปคือจีนจะมาผลิตรถยนต์ประเภทใช้ไฟฟ้าแทน ก็ต้องถือเป็นเรื่องอนาคต แต่การจากไปของบริษัทผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ของอเมริกาได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นขาลงของอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศไทย

การจะอยู่ไปเรื่อยๆ ของคณะรัฐประหารโดยกลไกทางการเมืองที่ตนสร้างขึ้น โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว รัฐธรรมนูญผ่านประชามติเพราะร่างรัฐธรรมนูญวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ถ้าประชาชนลงประชามติไม่รับรัฐธรรมนูญ คณะรัฐประหารหรือ คสช. ก็จะอยู่ในอำนาจต่อไป ซึ่งจะยิ่งร้ายแรงกว่าการไม่มีสภาผู้แทนราษฎร หลายคนคิดว่าหลังมีสภาผู้แทนราษฎรแล้ว คสช.ก็คงจะยอมลงจากอำนาจไป แต่ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น คสช.ที่เคยสัญญาเมื่อตอนทำรัฐประหารใหม่ๆ ว่าจะอยู่ในอำนาจเพียง 3-4 เดือน ปัดกวาดบ้านเรียบร้อยให้มีเลือกตั้งแล้วก็จะไป

ครั้นมีเลือกตั้งกับรัฐธรรมนูญที่เขียนเพื่อพวกตน เลือกตั้งจบก็อยู่ต่อ เลือกตั้งครั้งที่ 2 ก็มีแผนจะอยู่ในอำนาจต่อไปอีก 20 ปี ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ คนไทยไม่รู้จักเข็ดสักที ถูกปั่นหัวสักพักก็หันไปสนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหาร เรียกร้องให้ทหารเข้ามาทำลายระบอบประชาธิปไตย ทำให้พัฒนาการทางการเมืองของไทยล้าหลังต่อไปล้าหลังที่สุดในโลกก็ว่าได้

การยุบพรรคอนาคตใหม่ที่เข้ามาเป็นปากเสียงแทนพรรคประชาธิปัตย์ที่ยอมหักหลังประชาชน เข้าร่วมกับฝ่ายปฏิวัติรัฐประหารเพื่อจะได้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรี ทำให้เกิดช่องว่างของคนกรุงเทพฯและคนในเมืองใหญ่เช่น เชียงใหม่ อุดรธานี ขอนแก่น และคนปักษ์ใต้ เป็นต้น เป็นการปิดรูหรือช่องระบาย พรรคเพื่อไทยก็ทำหน้าที่นี้ไม่ได้ เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยเป็นท่วงทีของนักการเมืองชนบทของคนรากหญ้า ไม่ใช่ท่วงทีของคนในเมืองอย่างพรรคอนาคตใหม่

การอุดรูหรืออุดช่องหายใจของคนกรุงเทพฯ เชียงใหม่ อุดรธานี และคนปักษ์ใต้เช่นนี้ ทำให้เกิดความอึดอัดกดดัน เมื่อดำเนินกิจกรรมในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ ก็เป็นความชอบธรรมที่จะดำเนินกิจกรรมการเมืองนอกสภาซึ่งได้แก่การลงถนนในระยะแรกๆ จะมีผู้ร่วมไม่มากเช่นเดียวกับ กปปส. ที่เริ่มจากคนเพียงหยิบมือเดียวที่สถานีรถไฟสามเสน ต่อมาคนก็มาร่วมมากขึ้น พอมีคนมาร่วมมากๆ ประชาธิปัตย์ก็จะผละจากรัฐบาลมาร่วมด้วย

การยุบพรรคอนาคตใหม่แม้จะเกิดขึ้นก่อนการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเพียงไม่กี่วัน แต่ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของผู้ที่ไม่พอใจรัฐบาลและผู้ที่เคยเลือกผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านจะสามารถสร้างกระแสการต่อต้านนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีอีก 5 คนได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่น่าแปลกใจก็คือกระแสจากสื่อต่างประเทศนั้นออกมาในลักษณะสนับสนุนพรรคร่วมฝ่ายค้านและพรรคอนาคตใหม่ ออกมาคัดค้านรัฐบาลที่มาจากการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร รวมทั้งเป็นกระแสต่อต้านศาลที่วินิจฉัยให้ยุบพรรคอนาคตใหม่

ปกติของการจัดตั้งพรรคการเมืองในประเทศที่การเมืองพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ รัสเซียหรือยุโรปตะวันออก การตั้งพรรคขึ้นใหม่ก็ต้องมีนายทุนพรรคหนุนหลังอยู่เสมอ นายทุนเหล่านั้นจะมีอิทธิพลต่อนโยบายของพรรคก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา เพียงแต่ห้ามมิให้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล หรือนายทุนต่างประเทศที่อาจจะถูกแทรกแซงจากต่างประเทศ เช่น โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีข่าวว่ารับเงินจากต่างประเทศและอาจจะถูกต่างประเทศแทรกแซง ส่วนมากที่รับเงินจากนายทุนในประเทศก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะมีข่าวให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ

ส่วนการให้พรรคการเมืองกู้ยืม ไม่น่าจะเป็นรายได้ของพรรคที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย เพราะพรรคต้องใช้คืนเงินต้นพร้อมกับดอกเบี้ย ศาลจะยกฟ้องก็ได้และควรจะยกฟ้องด้วยถ้ายังยึดมั่นในหลักนิติธรรมและนิติรัฐ

ในแง่การเมือง ยุบพรรคอนาคตใหม่กับไม่ยุบ อย่างไหนจะเป็นประโยชน์ อย่างไหนจะเป็นโทษกับรัฐบาล เป็นเรื่องที่น่าคิดติดตาม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นมุมการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบสังคม กระแสความรู้สึกของประชาชนและช่วงเวลาเป็นเรื่องสำคัญ การที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบได้ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างมหาศาล เห็นได้จากการออกมารวมตัวแสดงความคิดเห็นคัดค้านอย่างรวดเร็วของนิสิตนักศึกษา ทั้งจากจุฬาลงกรณ์ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ เชียงใหม่ ขอนแก่นและสงขลา

มีคำพูดที่พูดกันอยู่เสมอว่าศาลเป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของประชาชน โดยเฉพาะในยามที่รัฐบาลและรัฐสภาไม่ได้มาจากประชาชนทั้งหมด หรือเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องแพ้เสียงข้างน้อยเพราะฝ่ายเผด็จการทหารใช้เสียงจากวุฒิสภาเข้ามาช่วย ถ้าเมื่อใดผู้คนผิดหวังไม่มีที่พึ่งเลย ไม่มีสถาบันใดถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารที่ได้อำนาจมาจากการสืบทอดอำนาจ ทางออกก็จะไม่มี การถ่ายทอดอำนาจอย่างสันติก็จะไม่เกิด

เห็นชัดว่าระบบการปกครองของเขาเป็นระบอบการปกครองโดยเสียงข้างน้อย รัฐธรรมนูญก็เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนมาเพื่อพวกเขา ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ไม่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม free and fair election เป็นการปกครองคนส่วนใหญ่โดยเสียงข้างน้อยอย่างชัดเจน ซึ่งไม่สามารถดำรงอยู่ตลอดกาลได้

คนโง่เท่านั้นที่คิดว่าอยู่ได้

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สสจ.นครพนมตรวจเข้ม! ป้องกันโควิด-19 ตั้งจุดคัดกรองปชช.เข้า-ออก ‘ชายแดน’ นับแสนคน
บทความถัดไปบทนำ : รัฐบาลยืนจุดไหน