เดินหน้าชน : ‘ไม้กันหมา’ โดย เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 รายใหม่ขึ้นทุกวัน ยอดติดเชื้อสะสมก็เข้าสู่ 2 พันคน และยอดผู้ตายก็สะสมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) แถลงข่าวล่าสุดบอกว่า 3 ใน 4 ของผู้เสียชีวิตที่ยืนยันล่าสุดเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว เป็นกลุ่มเสี่ยงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

กรุงเทพฯ เป็นแหล่งที่พบผู้ป่วยสูงสุด จึงต้องเริ่มใช้มาตรการไม้นวมก่อนและไม้นวมเริ่มแข็งขึ้น มีการประกาศเคอร์ฟิว ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน ตั้งแต่สี่ทุ่มจนถึงตีสี่ของวันรุ่งขึ้น รวม 6 ชั่วโมง จะได้ผลแค่ไหนก็จะดูจากตัวเลขติดเชื้อสะสมกับผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ในพื้นที่ กทม.จะลดลงหรือไม่
ถ้ายังไม่ได้ผล เคอร์ฟิวก็จะปรับเพิ่ม อาจจะเป็น 8 ชั่วโมง หรือ 10 ชั่วโมง ใครฝ่าฝืนเจอโทษหนักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำคุก 2 ปี ปรับถึง 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อส่องกล้องไปยังจังหวัดในประเทศไทย มีมาตรการปิดจังหวัดกันมากขึ้นเป็นลำดับ รวมทั้งการแจ้งให้ประชาชนที่ออกจากบ้าน ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยกันทุกคน อย่างสมุทรสาคร ตั้งโทษค่าปรับแพงมากถึง 2 หมื่นบาท

ทางจังหวัดก็ออกมาชี้แจงโดยผู้ว่าฯ ไม่ต้องการให้ประชาชนพลาดมาติดเชื้อโควิด-19 โดยใช่เหตุ เพราะติดโรคนี้แล้ว ไม่ว่าหายหรือตาย ชีวิตเปลี่ยนทั้งสิ้น

แต่ที่ต้องเอามาพูดกันอีกครั้งเรื่องของหน้ากากอนามัยที่มีทั้งสีขาว ฟ้า และเขียว นั้น สามารถป้องกันไม่ให้ละอองน้ำลายที่เกิดจากการไอ จาม ของคนที่อยู่รอบข้างแพร่กระจายสู่อากาศมาใส่หน้าเรานั้น ไม่น่าเชื่อว่าจนถึงวินาทีนี้หน้ากากอนามัยอย่างว่า ก็ยังไม่มีขายในตลาด หรือหาซื้อกันอย่างสะดวกได้เลย ทั้งที่ประชาชนคนทั่วไปก็อยากหาซื้อใส่กันเอง ไม่ได้ต้องการรอให้ใครมาแจกกันฟรีๆ หรือไปต่อคิวหาซื้อกันยากๆ ที่เป็นเหมือนกันทั้งประเทศ เพราะต่างก็อยากใช้ชนิดที่ป้องกันได้ดี

ย้ำอีกครั้งว่า เป็นความล้มเหลวของกระทรวงที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบตั้งแต่ต้น ปล่อยให้สินค้าแบบนี้ขาดตลาด หาซื้อกันยากหรือไม่ได้เลยมาเป็นเวลาร่วม 2 เดือนเศษ เข้าไปแล้ว ในประเทศไทยมีโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยมากมาย ของกลับถูกกักตุนอยู่ในตลาดออนไลน์ และในมือของพ่อค้าหน้าเลือดที่หวังผลกำไร ตำรวจล่อซื้อจับกันเป็นรายวัน

หลายคนที่ไม่มีหน้ากากกระดาษอนามัยแบบนี้ ก็ต้องหันไปใช้หน้ากากผ้าที่ควรจะเรียกว่า “ผ้าปิดจมูก” ใครมีทุนทรัพย์หน่อยก็ไปซื้อหน้ากากที่ผลิตด้วยวัสดุอย่างดีราคาแพงถึงหลักร้อยใส่กันแทน ไม่ว่าจะใช้หน้ากากผ้าปิดจมูกหรือวัสดุอย่างดีแค่ไหนล้วนแต่เป็นการหาทางออกให้ตัวเอง ยิ่งเนิ่นนานเข้า ไม่มีใครหวังจะได้เห็นหน้ากากอนามัยราคาที่รัฐออกมาควบคุมเหลือชิ้นละ 2.50 บาท หาซื้อกันง่ายๆ ได้อีก

การใช้มาตรการให้ทุกคนต้องสวมใส่หน้ากากของแต่ละจังหวัด ต้องกลับมาดูความเป็นจริงที่เกิดขึ้นข้อหนึ่งด้วยว่า ประชาชนก็ไม่มีใครอยากเสี่ยงติดเชื้อเพื่อตายไปกับโรคนี้กันหรอก แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนได้ใช้หน้ากากอนามัยที่ใช้ป้องกันได้ดีกว่าการใช้ผ้าปิดจมูก ส่วนใหญ่ใช้หน้ากากที่เป็นเพียงเนื้อผ้าพื้นๆ ไม่ได้มีสรรพคุณเหมือนวัสดุนาโน ดักฝุ่น ป้องกันน้ำ ดักเชื้อโรคได้

บรรดาดารานักร้องนักแสดงจนถึงเซเลบหลายรายที่บริจาคเงินช่วยโรงพยาบาลแก้ปัญหาการขาดแคลนหน้ากากชนิดที่ต้องใช้รักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลและชุดอุปกรณ์ป้องกัน PPE แล้ว ก็บ่นกันเรื่องการหาหน้ากากที่จะบริจาคให้หมอใช้แทบยากเย็นแสนเข็ญ ยอมกัดฟันซื้อกันกล่อง 50 ชิ้น แพงๆ ทั้งนั้น ซื้อมาแล้วก็ต้องรีบบริจาคเก็บนานไม่ได้ อาจเจอแจ๊กพ็อตข้อหากักตุนสินค้าเข้าไปอีก

ถึงเวลาที่ภาครัฐควรจะตระหนักในความรู้สึกของประชาชนให้มากกว่านี้ ทำให้ “หน้ากากอนามัย” เป็นสินค้าทีหาซื้อกันได้ง่ายขึ้น อย่าทำให้ประชาชนต้องใช้ “ผ้าปิดจมูก” ป้องกันถูกจับปรับเพื่อเป็น “ไม้กันหมา” เลย

เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon