หน้าแรก บทความ อสม.นักรบแนวห...

อสม.นักรบแนวหน้า ฝ่าโควิด-19 โดย ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร

16.04.20 | 13:00 น.

วิกฤตการณ์โรคระบาดหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นโรคไข้หวัดนก โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง (SARS) หรือโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม.นับเป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมมิให้เกิดการแพร่กระจายของโรค

และในครั้งนี้ เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์โควิด-19

บทบาทของ อสม.ก็ยังโดดเด่น และเป็นขุมข่ายกำลังหลักในสนามรบ ที่นับวันจะทวีความรุนแรง

ผู้เขียนมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรื่องบทบาทการทำงานของ อสม.ในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 กับ ดร.นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ท่านรองเล่าว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีอาสาสมัครทำงานด้านสาธารณสุขในชุมชน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 ซึ่งริเริ่มโดยนายแพทย์อมร นนทสุต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ผ่านมา 42 ปี ปัจจุบันมี อสม.ครอบคลุมทุกพื้นที่ จำนวน 1 ล้านสี่หมื่นคน เป็นแกนนำในการทำงานจนประสบความสำเร็จกระทั่งองค์การอนามัยโลกได้กล่าวชื่นชม

รองภานุวัฒน์ฉายภาพการทำงานของ อสม.ว่า กระทรวงสาธารณสุขภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้แปลงนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนโยบาย โดยการพัฒนายกระดับ อสม. เป็น “อสม.หมอประจำบ้าน” เพื่อให้เป็นแกนนำสำคัญทั้งในเชิงรุกและรับในการดูแล ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการดูแลสุขภาพของประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองด้านสุขภาพ มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนลดการพึ่งพาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น ช่วยผู้ป่วยลดภาวะแทรกซ้อน และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาโรงพยาบาล อีกทั้งช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาล ทั้งนี้ หนึ่งในบทบาทหน้าที่ที่สำคัญของ “อสม. หมอประจำบ้าน” คือ การส่งเสริมสุขภาพให้ประชาชนมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง โดยเป็นแกนนำในการส่งเสริมให้ประชาชน ดูแลปฏิบัติตนด้านการรับประทาน อาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส ห่างไกลสารเสพติดและอบายมุข เพื่อช่วยลดอัตราการป่วยโรคเรื้อรัง ปัญหาสุขภาพ จิต และการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด อย่างมีประสิทธิภาพ ตามที่มุ่งหวัง

Advertisement

นอกจากบทบาทของการส่งเสริมสุขภาพแล้ว อสม. ยังเป็นกำลังหลักในการเฝ้าระวังและควบคุมป้องกันโรคระบาดอีกด้วย

การระบาดของโรคโควิด-19 อสม. จึงเป็นอีกบททดสอบความเข้มแข็งของ อสม. หลังจากที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มีการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพในการดูแลและเฝ้าระวังโรคโควิด-19 ในชุมชน จากนั้นได้มอบภารกิจหลักสำคัญให้กับ อสม.คือการเคาะประตูบ้าน แจ้งข่าวสาร และเฝ้าระวังโรค คือการ Scan ให้พบจบใน 14 วัน เพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 2) ผู้เดินทางมาจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 3) ผู้ที่ไปร่วมหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย รวมถึงการเยี่ยม ติดตาม ให้คำแนะนำ ผู้สังเกตอาการ ณ ที่พักอาศัย พร้อมทั้งให้รายงานผลอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2563 ซึ่งผลการดำเนินการ ณ ปัจจุบัน (13 เมษายน 2563)

– จำนวนหลังคาเรือนที่ อสม.เคาะประตูบ้าน 11,856,133 หลังคาเรือน

– กลุ่มเสี่ยงที่ อสม.ติดตามเฝ้าระวัง 666,380 คน โดยเป็นกลุ่มคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 59,597 คน

เดินทางมาจากกรุงเทพฯ/ปริมณฑล 466,928 คน

ไปร่วม-ใกล้ชิดกับกลุ่มคนในพื้นที่เสี่ยง 139,855 คน

โดยมีคนที่ติดตามครบ 14 วันแล้ว จำนวน 265,789 คน

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่ม อสส. กทม. : ศูนย์บริการสาธารณสุข 68 แห่ง ออกเคาะประตูบ้าน มีจำนวนหลังคาเรือนที่เคาะประตูบ้าน 196,410 หลังคาเรือน จำนวนกลุ่มเสี่ยงที่ อสส. ติดตาม/เฝ้าระวัง 24 คน : เดินทางจากต่างประเทศ 9 คน ไปร่วม/ใกล้ชิดกับกลุ่มคนในพื้นที่เสี่ยง 15 คน

ด้านมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing อสม.ก็เข้าไปมีบทบาทสำคัญคือ 1) ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับ Social Distancing 2)ร่วมสร้าง Social Distancing ในชุมชน และ 3) เป็นต้นแบบในการปฏิบัติตัวด้าน Social Distancing ให้กับประชาชน และเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้ประกาศแนวรบอีกด้าน โดยจะเริ่มต้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ คือให้ อสม. บุกเคาะประตูบ้านทุกครัวเรือน เน้นย้ำความสำคัญมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคมหรือ Social Distancing งดการจัดเทศกาลสงกรานต์และเดินทางกลับภูมิลำเนา งดรดน้ำดำหัว พร้อมรณรงค์สืบสานประเพณีด้วยการสรงน้ำพระที่บ้าน แสดงความกตัญญูต่อญาติผู้ใหญ่ด้วยวิธีออนไลน์ หากจำเป็นต้องเจอกันได้เน้นย้ำการสวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร

การสร้างความเข้มแข็งในการเฝ้าระวังโรคของชุมชน เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้เราเอาชนะศึกครั้งนี้ได้ สอดรับกับ (ร่าง) ยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมและตอบโต้การระบาดของโควิด-19 ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้นำองค์ความรู้ในระยะที่ผ่านมาทั้งหมดมาสังเคราะห์เป็นแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้ประเทศภาคีเครือข่ายนำไปใช้จัดทำแผนปฏิบัติการได้ ซึ่งแนวทางหนึ่งที่ระบุไว้ในแผนคือ การสื่อสารความเสี่ยงและการมีส่วนร่วมของชุมชน ประเทศต่างๆ ควรเตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถสื่อสารกับประชาชนทั่วไปได้อย่างรวดเร็ว สม่ำเสมอ และโปร่งใส รวมถึงการยกระดับระบบการเฝ้าระวังเหตุการณ์จากชุมชน (Community event-based surveillance) และจัดให้มีการค้นหาผู้ป่วยในชุมชน

รายงานของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นศักยภาพของนักรบแนวหน้าที่ทำหน้าที่รบกับโรคระบาดโควิด-19 ในชุมชน ซึ่งผู้เขียนเชื่อมั่นว่า การรบครั้งนี้เราจะชนะหรือไม่ หัวใจอยู่ที่มดงานเหล่านี้
นอกเหนือจากบุคลากรทางการแพทย์ที่กำลังต่อสู้อย่างหนักเช่นกัน

ที่กล้ากล่าวเช่นนี้ เพราะ อสม. ถือว่าเป็นด่านหน้าในการเข้าถึงกลุ่มเสี่ยง เขาคือคนที่ดูแลสุขภาพคนในชุมชน 1 คนต่อ 10-15 หลังคาเรือน แน่นอนว่าเขารู้จักทุกหลังคา ทุกคน ทุกซอย ทุกคุ้ม ลูกหลานใครทำงานที่ไหน กลับบ้านมาเมื่อไหร่ หรือแม้แต่ซื้อของฝากอะไรกลับมาฝากพ่อ-แม่ ลูกหลาน ความใกล้ชิด คุ้นเคย ที่เรียกว่า “คนบ้านเดียวกัน” คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นพฤติกรรมของคนในชุมชน เปลี่ยนความตระหนกให้เป็นการตื่นรู้ที่จะช่วยกันในการเฝ้าระวังในชุมชน เป็นยุทธศาสตร์ในการสู้ภัยโควิด เพื่อลดการระบาดของโรคให้ประสบความสำเร็จได้ในที่สุด ดังคำกล่าวของอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่ว่า “อสม.เป็นบทบาทภาคประชาชนของคนเล็กๆ ที่ร่วมทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ให้กับประเทศในครั้งนี้” ไงเล่าครับ

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร
อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข