สถานีคิดเลขที่ 12 : ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

17.04.20 | 10:10 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

สถานีคิดเลขที่ 12 : ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

หลังจากผ่านการใช้มาตรการเข้มข้น ภายใต้อำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งปิดห้าง ปิดสถานบริการ ปิดนั่นปิดนี่ กำหนดเคอร์ฟิว 4 ทุ่มจนถึงตี 4 ห้ามขายเหล้าเบียร์ช่วงสงกรานต์ อะไรต่างๆ นานา ส่งผลให้ภาพรวมตัวเลข คนป่วยติดเชื้อ คนเสียชีวิต ออกมาในลักษณะที่สามารถควบคุมได้ดี

ผ่านมาถึงวันนี้ การแก้ปัญหาโควิดในประเทศไทยเรา กำลังจะเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ นั่นคือ เริ่มเกิดเสียงเรียกร้องว่า น่าจะถึงเวลาเริ่มผ่อนคลายล็อกต่างๆ

กิจการบางประเภทที่ไม่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดเชื้อ อาจต้องเริ่มยอมให้เปิดหรือไม่

ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องให้ผ่อนคลายดังกล่าว มาจากความห่วงใยเรื่องการพังทลายของเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึงปากท้องของประชาชนวงกว้าง

Advertisement

ดังที่เริ่มมีคำกล่าวกันทำนองว่า ไม่ตายเพราะโควิด แต่กำลังจะตายเพราะไม่มีกิน

เริ่มกระหึ่มไปทั่ว

จึงต้องบอกว่า สถานการณ์โควิดในบ้านเรา กำลังมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง

แน่นอนว่า คงจะนำมาสู่ข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งดูแล้วมีความโน้มเอียงกันคนละด้าน

ฝ่ายที่เชื่อในแนวทางการใช้อำนาจใช้กฎเหล็ก คงเห็นว่าจำเป็นต้องใช้มาตรการเข้มข้น ปิดล็อกทุกสิ่งทุกอย่าง ให้คนอยู่แต่ในบ้านต่อไป

เพราะตัวเลขคนติดเชื้อ และคนเสียชีวิต เป็นตัวบ่งบอกความสำเร็จของมาตรการนี้ ถ้าไปยอมผ่อนคลายเมื่อไร รับรองตัวเลขจะต้องพุ่งสูง ไม่สามารถควบคุมได้ดีดังที่ผ่านมา

ครั้นพอมีคนเริ่มโอดครวญถึงความอึดอัด เริ่มเรียกร้องเรื่องปากท้อง

ก็จะถูกป่าวประณามว่า ไม่รับผิดชอบ ไร้จิตสำนึกเพื่อชาติ เป็นพวกขี้เกียจ ไม่รู้จักหาทางทำมาหากินในสภาพใหม่

แต่เอาเข้าจริงๆ แนวคิดฝ่ายนี้ ก็มีความโน้มเอียง ที่จะเอาสถิติตัวเลขจำนวนคนป่วยและคนตายที่ไม่พุ่งสูงมาเป็นตัวกำหนดสูงสุด

คนจะไม่มีเสรีภาพ อดอยากหิวโหย ก็ต้องอดทนกันไป เอาภาพรวมที่ดูดีเอาไว้ก่อนเป็นสำคัญ

แต่อีกด้านหนึ่ง มีมุมมองที่ต่างออกไป นั่นคือเห็นว่า ถ้าเอาแต่ตัวเลขป่วยตายที่คุมได้ โดยไม่มองเลยไปข้างหน้า ว่าตัวเลขคนตกงานกำลังจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ กิจการห้างร้านที่เคยให้ปิดแค่ชั่วคราว ถ้ายาวไปกว่านี้เขาก็คงต้องปิดถาวร ล้มเลิกกิจการไปเลยแน่ๆ

อีกเดือนสองเดือนข้างหน้า ถ้ายังเข้มอยู่เช่นนี้ คงได้เห็นการพังทลายเศรษฐกิจ และจะมีคนที่ไม่ติดเชื้อแต่จะไม่มีกินมากมาย และจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา

ดังกรณีที่มีคนจำนวนหนึ่งบุกไปถึงกระทรวงการคลัง แสดงความไม่พอใจต่อข้อมูลผิดพลาดจนไม่ได้รับเงินเยียวยา 5 พันบาท

ยิ่งมองประสิทธิภาพในการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาล ที่ทำแล้วเกิดปัญหามากมาย ยิ่งน่าเป็นห่วง

พูดง่ายๆ ถ้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาล ทำได้เหมือนหลายประเทศ คือช่วยได้ถ้วนหน้า แถมด้วยการดูแลด้านอื่นๆ น้ำไฟฟรี อินเตอร์เน็ตฟรี

ถ้าทำได้เช่นนี้ คนก็สามารถอยู่บ้านได้อย่างไม่อึดอัด ไม่ดิ้นรน ไม่เกิดอาการหงุดหงิดไม่พึงพอใจ

แต่ถ้ารัฐบาลเก่งแต่ด้านควบคุมตัวเลขคนป่วยคนตาย แต่ไม่สามารถประคับประคองคนส่วนใหญ่ให้เก็บเนื้อเก็บตัวได้อย่างมีความสุข

การถกเถียงในเรื่องเสรีภาพ เรื่องการผ่อนล็อกเพื่อการเคลื่อนตัวของเศรษฐกิจกิจการห้างร้านต่างๆ

ก็คงจะเป็นกระแสที่ร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน