หรือว่าโรคระบาดจะทำให้โครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
ระหว่างกักบริเวณตนเองในบ้านตามนโยบายของรัฐบาลและตามบัญชาของภรรยา ทำให้มีเวลาค้นคว้าข้อมูลสถิติของส่วนราชการ นำมาวิเคราะห์เรื่องราวที่น่าสนใจ ในโอกาสนี้แสดงสถิติประชากรและบ้าน ซึ่งเป็นข้อมูลขนาดใหญ่รายบุคคลจากทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทย นำมาประมวลให้เป็นรายจังหวัดพร้อมกับเสนอข้อสังเกตความแตกต่างโครงสร้างประชากร การเกิด-การตายใน 77 จังหวัด รวมทั้งข้อสังเกตเชิงคำถามดังจั่วหัวข้างต้น
กระทรวงมหาดไทยเป็นหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่จัดทำข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่องานวิชาการอย่างยิ่ง คือทะเบียนราษฎร นำมาประมวลรายจังหวัดเพื่อแสดงสถิติจำนวนบ้านเรือน ประชากร การเกิด-การตาย การย้ายเข้า-ออก สถิติเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจังหวัด ซึ่งส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก สกสว. นำมาร้อยเรียงเป็นข้อมูลจังหวัดต่อเนื่องระหว่างปี พ.ศ.2536-2562 เพื่อศึกษาโครงสร้างประชากร และนำมาตอบข้อถามเล็กๆ (แต่หลายท่านอาจจะอยากรู้) เช่นคำถามว่า 10 จังหวัดที่อัตราการเสียชีวิตสูงสุดได้แก่จังหวัดอะไร? ไม่ใช่คำถามวิจัยที่ยิ่งใหญ่แต่เราอยากรู้และอยากเล่น (กับข้อมูล) แต่ผลงานค้นคิดใหญ่บางครั้งเกิดจากการ “คิดเล่นๆ”
รูปกราฟแท่ง (รูปที่ 1) ระบุอัตราการเกิดและอัตราการตาย (ต่อประชากรพันคน) รวมทั้งประเทศ โดยสังเกตว่า อัตราตายเพิ่มเข้าใกล้อัตราการเกิด เข้าไปทุกขณะ อีกไม่นานอัตราตายจะแซงหน้าอัตราเกิดอย่างแน่นอน ดังเช่นปรากฏการณ์ในประเทศญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ
ประกอบกับโรคระบาดไวรัสในปีนี้ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะยาวนานไปกี่เดือนกี่ปี ยิ่งชวนให้คิดว่า ปี 2563 อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างประชากรไทย หมายถึงต่อจากนี้ไปจำนวนประชากรไทยจะค่อยๆ ลดลง ควบคู่กับสัดส่วนร้อยละของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ร้อยละของคนในวัยทำงานลดลง ซึ่งคล้ายคลึงกับปรากฏการณ์ในหลายนักวิจัยหลายท่านได้เสนอพยากรณ์และข้อสังเกตเชิงห่วงใยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะลดลงเพียงใดเมื่อประชากรในวัยทำงานลดลง? ประชาชนจะต้องอดออมให้มากขึ้น เพื่อดำรงชีพในช่วงสูงอายุอย่างยาวนาน งานวิจัยหัวข้อผู้สูงอายุของไทยความจริงมีจำนวนเพิ่มขึ้นไม่น้อย แต่ดูเหมือนว่ายังไม่พอเพียงยังไม่ได้ตอบคำถามที่อยากรู้อีกหลายคำถาม

เราตั้งคำถามเล่นๆ ทำนอง “อะไรเอ่ย?” 10 จังหวัดที่มีอัตราตายมากที่สุดและน้อยที่สุดได้แก่จังหวัดใด? โดยใช้สถิติ 9 ปีเฉลี่ย 2554-2562 ผลคำนวณดังตาราง (รูปที่ 2)
ประเทศญี่ปุ่นผ่านประสบการณ์สังคมสูงอายุมานาน ในบทความวิจัยของ Masakatsu Suzuki ตีพิมพ์ในปี 2010 ในวารสาร Studies in Regional Science ระบุว่า ปี 2005 ประชากรญี่ปุ่นลดลง เนื่องจากอัตราตายสูงกว่าอัตราเกิด พร้อมกับตั้งคำถามวิจัยเกี่ยวกับความยั่งยืนของชุนชนโดยเน้นความยั่งยืนของชุมชน (Sustainability of Community) เช่น ชมรมผู้สูงอายุในตำบลเคยมีสมาชิก 50 คนมาร่วมกิจกรรมเป็นประจำ หากจำนวนหายไปเพียง 5-6 คน ก็นับว่าการเปลี่ยนแปลงที่รู้สึกได้ บรรยากาศของชมรมเปลี่ยนแปลง เป็นความยั่งยืนในความรู้สึกของชุมชน อาจจะไม่ใช่หัวข้อใหญ่ระดับชาติ–แต่บทความให้แง่คิดดีๆ ในมิติทางสังคม
โรคระบาดครั้งใหญ่ครานี้น่าจะส่งผลเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในเชิงเศรษฐกิจไทย นักวิชาการและผู้บริหารคงต้องนำมาไตร่ตรองใหม่ ตัวอย่างคำถามว่า ยุทธศาสตร์ประเทศที่อิงการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น-ถึงแม้ว่าหาเงินเข้าประเทศได้ง่าย แต่ว่าความเสี่ยงสูง เหมาะสมเพียงใด? ยุทธศาสตร์การเกษตรที่ถูกเมินมาเป็นเวลานับทศวรรษอาจจะทำบทบาทเป็น “ตาข่ายนิรภัยทางสังคม” (social safety net) รองรับชนชั้นแรงงานจำนวนแสนนับล้านคนที่ถูกเลิกจ้างเมื่อภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการหดตัว คนในวัยทำงานรุ่นใหม่ (อายุ 20-45 ปี) อาจจำเป็นต้องพัฒนาความรู้ทักษะชีวิตเพื่อประกอบสัมมาอาชีวะได้หลายรูปแบบ พลิกผันได้ตามสถานการณ์ หากถูกเลิกจ้างก็มาประกอบอาชีพอิสระได้
สิ่งเหล่านี้คิดกันได้ไม่ยาก-แต่คนที่จะปรับตัวได้จริงมีมากน้อยเพียงใด?
ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์
ภคพร วัฒนดำรงค์
เมรดี อินอ่อน

