สอวช.เปิดแพคเกจ ฟื้นฟู‘ศก.-สังคม’ หลังวิกฤตโควิด-19

หมายเหตุนายกิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอร่างแพคเกจฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมต่อผู้ทรงคุณวุฒิระดับแนวหน้าของประเทศไทยหลังวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

จากการหารือกับผู้ทรงคุณวุฒิทุกสัปดาห์เพื่อเตรียมความพร้อมในการฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สอวช.ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจัดทำร่างแพคเกจฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศหลังวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมุ่งฟื้นฟู 4 เรื่อง 1.ยกระดับทักษะผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิดเพื่อกลับสู่ตลาดงานหรือประกอบอาชีพใหม่ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คนตกงานและนักศึกษาจบใหม่ที่ไม่สามารถหางานได้ 2.ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ : สร้าง Growth Poles หรือเสาหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ชุมชน แรงงาน และบุคลากรที่กลับชนบท

3.ฟื้นฟูและปรับโครงการเอสเอ็มอีสู่ธุรกิจที่มุ่งเน้นนวัตกรรม หรือไอดีอี โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ธุรกิจเอสเอ็มอี และ 4.ปรับระบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับโรงเรียนรองรับการเปิดเรียนหลังโควิด โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนระดับอนุบาล-มัธยมศึกษา

การยกระดับทักษะผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 เพื่อกลับสู่ตลาดงานหรือประกอบอาชีพใหม่นั้น จากข้อมูลการรายงานของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. พบว่าเกิดการว่างงานของแรงงานจากการปิดกิจการชั่วคราว 7.13 ล้านคน และแรงงานจำนวนมากย้ายถิ่นกลับชนบท วิกฤตครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม ทำให้เกิดความต้องการพัฒนาทักษะในบางสาขาเพิ่มเติม เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวดิจิทัล เป็นต้น

นอกจากนี้ในประเด็นของนักศึกษาที่ใกล้สำเร็จการศึกษายังมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่มีงานทำ สอวช.จึงมีแนวคิดในการทำโครงการเพื่อยกระดับทักษะผู้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้สามารถกลับมาสู่ตลาดงานหรือประกอบอาชีพใหม่ได้ โดยการเสริมสร้างและพัฒนาทักษะ (Reskill – Upskill) ส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ เพื่อลดการว่างงาน และเพิ่มทักษะใหม่ให้บุคลากรเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างธุรกิจที่ใช้ความรู้และวิทยาการใหม่ โดยเสนอภาครัฐ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม รวมถึงอุดหนุนการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ ผ่านการสนับสนุนค่าเงินเดือนบางส่วนร่วมกับภาคเอกชน

ส่วนโครงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างเสาหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ Growth Poles ด้วยนวัตกรรมเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจฐานราก เพื่อรองรับแรงงานจำนวนมากเดินทางกลับชนบทโดยที่ยังไม่มีงานรองรับ โดยโครงการดังกล่าวเน้นสร้างงานในชนบท ผ่านการใช้โมเดลสร้างผลิตภาพของชุมชนที่มีความสนิทสนม โดยมีนวัตกรรมการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ระบบบริหารแบบสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือรูปแบบอื่นๆ ที่ชุมชนเป็นเจ้าของหรือมีหุ้นส่วนในกิจการ และมีการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน

โครงการฟื้นฟูและปรับโครงสร้างเอสเอ็มอีสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรม โดยต่อยอดแนวคิดกองทุนนวัตกรรมเดิมคือมีการตั้งกองทุนนวัตกรรม โดยให้บริษัทขนาดใหญ่ร่วมกันบริจาคเข้ากองทุนเพื่อใช้ส่งเสริมให้เอสเอ็มอีทำนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ โดยผู้บริจาคสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายทางภาษีนิติบุคคลได้ และรัฐมีบทบาทในการร่วมสมทบเงินเข้ากองทุน โครงการนี้จะทำให้โจทย์ความต้องการได้รับการแก้ไขปัญหาโดยเอสเอ็มอีร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย

ส่วนโครงการปรับระบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับโรงเรียนรองรับการเปิดเรียนหลังโควิด และ Transformation นั้น มีประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนาการเรียนการสอนออนไลน์ให้เป็นแบบผสมผสาน รวมถึงต้องเร่งพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านหลักสูตรแบบผสมผสาน พัฒนาการด้านการปฏิสัมพันธ์กับสังคมของเด็ก คือ เรียนรู้จากการไปโรงเรียน พบปะเพื่อนร่วมชั้นเรียน การพัฒนาทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครูผู้สอนระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา และพัฒนาระบบและสื่อการสอนแบบออนไลน์ สำหรับระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา รวมถึงการจัดเตรียมมาตรการในการเปิดสถานศึกษาหลังการระบาดด้วย

ทั้งนี้ ภายหลังจากการนำเสนอที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นที่หลากหลายโดยเฉพาะโครงการฟื้นฟูและปรับโครงสร้างเอสเอ็มอีเข้าสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรมที่ใช้โมเดลกองทุนนวัตกรรมมาต่อยอดนั้น ผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชนเห็นว่าประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการกองทุนที่ต้องมีความสะดวก รวดเร็ว คล่องตัว มีความยืดหยุ่น และไม่ติดเงื่อนไขด้านเวลาในการดำเนินงาน ซึ่งการให้ภาคเอกชนมาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักโดยมีภาครัฐทำหน้าที่คอยสนับสนุนจะคล่องตัวและเห็นผลได้เร็วกว่า ส่วนการยกระดับทักษะผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิดเพื่อกลับสู่ตลาดงานหรือประกอบอาชีพใหม่ ที่ประชุมเสนอให้ตั้งคณะทำงานเพื่อร่วมวิเคราะห์หาหลักสูตรที่เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างแท้จริง รวมถึงลงรายละเอียดระยะเวลาการอบรม และช่องทางการเข้าถึงที่เหมาะสม โดยคณะทำงานที่เร่งให้ตั้งขึ้นนี้จะต้องรีบจัดทำโรดแมปเพื่อหาทักษะใหม่ที่เป็นที่ต้องการของตลาดและเหมาะกับประเทศไทย

ส่วนธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทางสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอแอพพลิเคชั่นที่มีดำเนินการสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและมีเครือข่ายอยู่แล้ว สามารถนำโครงการที่ สอวช.คิดขึ้น อาทิ โปรแกรมการท่องเที่ยวเสมือนจริง ไปเพิ่มลงในแอพพลิเคชั่นได้ ส่วนในประเด็นการสร้างอาชีพในชุมชน สำหรับแรงงานที่กลับชนบท ที่ประชุมสะท้อนให้เห็นว่า คนในชุมชนไม่สามารถลงทุนได้เพียงลำพัง ต้องอาศัยการรวมกลุ่ม ต้องอาศัยภาคเอกชนและภาครัฐที่มีหน่วยงานที่กระจายอยู่แต่ละพื้นที่มาสร้างพลังและให้องค์ความรู้กับชุมชน

สิ่งสำคัญ คือ สภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นต้องดูความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ด้วย อย่างไรก็ตาม สอวช.จะรับข้อเสนอไปพัฒนาร่างแพคเกจ รวมถึงลงรายละเอียดการออกแบบกลไกแต่ละโครงการให้ชัดเจนมากขื้น เพื่อเสนอต่อรัฐบาลผ่าน อว.ต่อไป

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ศบค. ชี้ มาตรการดูแลคนต่างด้าว สธ.ใช้วิธีค้นหาเชิงรุก-กรมอนามัยดูแลความเป็นอยู่ ไม่เป็นแหล่งรังโรค
บทความถัดไป“หนองคาย” รับคนไทยตกค้างในลาวเพิ่มอีก 8 คน รวม 10 วัน กลับไทยแล้ว 94 คน