จิตวิวัฒน์ : ความศักดิ์สิทธิ์คือชีวิต : โดย จารุปภา วะสี

จิตวิวัฒน์ : ความศักดิ์สิทธิ์คือชีวิต : โดย จารุปภา วะสี

จิตวิวัฒน์ : ความศักดิ์สิทธิ์คือชีวิต : โดย จารุปภา วะสี

“ถ้าเรามองโลกรอบๆ กาย สถานที่ที่มีชีวิตชีวาที่สุด คือสถานที่ที่ชีวิตมาพบกัน”
คริสโตเฟอร์ เดย์
จากหนังสือ Places of the Soul

ในอดีตอันไกลโพ้นของเผ่าพันธุ์เรา เมื่อเกือบล้านปีก่อน ในวันที่พวกเรายังเป็นเอพ–โฮมินิด–โฮมินอยด์–ลิงหางสั้นที่ยืนสองขาได้ดี ในวันนั้น มีเอพ (ape) คล้ายๆ กับเรา และมีชีวิตอยู่ร่วมกับเราบนแม่โลกราวสิบเผ่าพันธุ์ ในแผ่นดินโบราณทุกทวีป

และ ณ เส้นเวลาหนึ่งระหว่างนั้น เรา โฮโม–ฮิวแมน–มนุษย์ ก็เกิดขึ้นมาในสายวิวัฒนาการต่อจากเอพ เราได้เท้าแบน มือกำได้ ยืนตัวตรง และสมองใหญ่ ทำให้เดินและวิ่งได้ดี ทำเครื่องมือได้ดี รวมกลุ่มล่าได้ ใช้ไฟเป็น สร้างปัจจัยสี่ได้เอง และสื่อสารกันได้ดี ในช่วงนั้น เราอยู่ร่วมแผ่นดินกับ “มนุษย์โบราณ” แบบเดียวกับเราอีกสามสี่สายพันธุ์ ก่อนที่ต่อมาจะเหลือแค่เรา โฮโมซาเปียนส์ซาเปียนส์–มนุษย์ฉลาด-ฉลาด เพียงสายพันธุ์เดียว ที่เกิดขึ้นมากมาย เข้าไปแทนที่มนุษย์โบราณอื่นๆ และมีชีวิตต่อมาจากมนุษย์โบราณเพียงลำพังเผ่าพันธุ์เดียวในช่วงไม่กี่หมื่นปีที่ผ่านมา

เมื่อเทียบกับมนุษย์โบราณอื่นๆ เราซุกซนกว่า รักการเดินทางมากกว่า และทิ้งหลักฐานของการเป็นนักเดินทางไว้ทั่วทุกทวีป ทั้งเดินเท้าและใช้สัตว์ต่างหรือยานพาหนะ เราชอบผสมพันธุ์กับเผ่าพันธุ์แปลกหน้ามากกว่า จึงเป็นไปได้ที่เราจะกลืนกินประชากรของสายพันธุ์อื่นมาเป็นพวกเรา เราปรับตัวเก่งกว่ากับสภาพภูมิอากาศอันหลากหลายและปรวนแปร เราปรุงอาหารเก่ง ทำให้สมองดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะได้รับสารอาหารที่มากและหลากหลาย และอาจเป็นเพราะเรารักการเข้าไปอยู่แทนที่มนุษย์พวกอื่นเพื่อครอบครองทั้งหมดเพียงลำพังอย่างสุดจิตสุดใจ จนในที่สุด มนุษย์โบราณอื่นๆ รวมทั้งโฮโมซาเปียนส์–มนุษย์ฉลาดธรรมดา ก็ลาจากโลกนี้ไปตลอดกาล

ในเวลาของโควิด-19 เมื่อเราส่วนใหญ่ต้องอยู่แต่ในบ้าน พื้นที่กว้างๆ ข้างนอกก็ถูกปลดปล่อยเป็นอิสระ ทันใดนั้น เพื่อนร่วมโลกหลายสายพันธุ์ก็กลับมาใช้พื้นที่ที่เขาเคยใช้อยู่ก่อนในอดีตอย่างผ่อนคลายและเบิกบาน ทันทีที่เราหยุดรุกราน เข้าไปแทนที่ และครอบครองพื้นที่ของชีวิตอื่นๆ แม่โลกก็กลับมาเต็มไปด้วยชีวิตอีกครั้ง

ผู้เขียนชอบคำอธิบายของ คริสโตเฟอร์ เดย์ ในหนังสือ Places of the Soul (สถานพำนักจิตวิญญาณ แปลโดย สดใส ขันติวรพงศ์) ที่พูดถึง “ชีวิต” หรือ “ความมีชีวิต” ว่า เป็นสิ่งเดียวกับ “ความศักดิ์สิทธิ์” เขาพูดถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมและสถาปัตยกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ว่า จะเป็นที่สถานที่ทำให้เกิดความมีชีวิต ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดีทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ จากการได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สบาย เป็นสิ่งแวดล้อมที่สร้างมลภาวะและเบียดเบียนชีวิตอื่นน้อยที่สุด

สำหรับผู้เขียน ความปีติจากการเห็นภาพของสัตว์น้อยใหญ่ที่กลับมามีชีวิตอยู่อย่างเบิกบานในที่ที่เขาเคยอยู่ ไม่ต้องแอบซ่อนหรือกลัวลนลาน น่าจะเป็นกุญแจที่ช่วยไขเปิดใจให้เราสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของโลกใบนี้ โลกที่ทุกชีวิตมีสิทธิและมีศักดิ์ศรีที่จะอยู่ร่วมพื้นที่กันได้อย่างไม่เบียดเบียน และเป็นประจักษ์พยานให้เราและรู้สึกและเข้าใจได้ว่า โลกของเรานั้นศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยชีวิต

ความฉลาด-ฉลาดของเรา ทำให้เผ่าพันธุ์เราเต็มไปด้วยความกลัว เรากลัวความไม่แน่นอนสารพัดในอนาคต กลัวความอดอยาก ภัยธรรมชาติ โรคระบาด และการเข่นฆ่ากันทั้งจากเผ่าพันธุ์และเราเข่นฆ่ากันเอง เราหมกมุ่นกับความสุขของตัวเองจนลืมใส่ใจสิ่งอื่น และเราวางแผนจัดการความกลัวและสนองความสุขของตัวเอง โดยเข้าไปแทนที่และยึดครองพื้นที่ของชีวิตอื่นๆ ทั้งหมด เพื่อความมั่นใจว่าเราจะอยู่รอด ปลอดภัย และสุขสำราญ

เราเดินบนเส้นทางวิวัฒนาการนี้มานาน เราทำให้แม่โลกกลายเป็นสิ่งไร้ชีวิตและไร้ความศักดิ์สิทธิ์ลงไปเรื่อยๆ ทั้งที่ในความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น และไม่เคยเป็นเช่นนั้น

ในช่วงเวลานี้ อาจเป็นครั้งแรกที่พวกเราที่ห่างไกลจากพลังความศักดิ์สิทธิ์ของแม่โลกมานาน จะมีโอกาสสัมผัสประพิมพ์ประพายถึงสิ่งนี้พร้อมๆ กัน ถ้าเราตั้งใจมอง ตั้งใจฟัง ด้วยความเงียบ ด้วยความถ่อมตัว เราจะรู้สึกถึงความจริง ความรัก การปกป้องดูแล การปรับสมดุล ชีวิต และความศักดิ์สิทธิ์ของแม่โลก ของเผ่าพันธุ์อื่น ของเผ่าพันธุ์เรา และของตัวเราเอง ที่ทุกอย่างสะท้อนและเชื่อมโยงอยู่ในกันและกันอย่างลึกซึ้ง

สำหรับหลายคน ประสบการณ์การดิ้นรนผ่านโมงยามที่ยากลำบาก โดยที่มีใครบางคนหรือหลายคนคอยช่วยเหลือให้ชีวิตดำเนินไปได้ จะกลายเป็นแบบฝึกหัดมีค่าที่ทำให้ตื่นขึ้นมาเข้าใจความจริงของชีวิตอย่างแจ่มกระจ่าง และเมื่อมรสุมผ่านพ้น หลายคนจะปวารณาตนคอยช่วยเหลือและบอกทางแก่คนที่ยังไม่รู้ความจริง และปวารณาตนในการป้องกันและปกป้องไม่ให้เกิดการเบียดเบียนทำร้ายชีวิต และยืนยันถึงความเป็นไปได้ของการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี อย่างมีความรักและการเกื้อกูลกันของชีวิตต่างๆ เหมือนครอบครัว ลูกหลาน และญาติมิตร

ในสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้เขียนพบพลังของผู้คนที่พยายามช่วยเหลือกันและกันเกิดขึ้นจำนวนมหาศาลในสังคมไทย พบว่าคนมองเห็นกันและได้ยินกันมากขึ้น เกิดความเข้าอกเข้าใจและรู้สึกร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมากขึ้น แม้ความเข้าใจแบบนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ ในสังคมที่เต็มไปด้วยการโกหกและใช้อำนาจแบบที่เราเป็นกันอยู่ก็ตาม มีความพยายามพูดออกมาดังๆ แทนคนยากลำบาก คนที่เจอทางตัน และคนที่ฆ่าตัวตาย ทั้งการสื่อสาร เรียกร้อง กระทั่งก่นด่าหรือสาปแช่ง เพื่อสร้างสำนึกรับรู้ความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ให้กับคนที่ยังไม่เข้าใจ และให้กับผู้บริหารประเทศที่ยังไม่เข้าใจความจริงเหล่านี้

นอกจากการช่วยเหลือกันและกัน ยังมีพลังของการปกป้องชีวิตของธรรมชาติด้วย ในช่วงต้นสัปดาห์มีการระดมแสดงความเห็นทางออนไลน์ เพื่อคัดค้านการที่รัฐบาลจะนำประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ข้อตกลงการค้าเสรี CPTPP) ซึ่งจะส่งผลให้บรรษัทข้ามชาติเข้ามาล่าและครอบครองเมล็ดพันธุ์พืชทั้งหมดในประเทศของเราได้อย่างถูกกฎหมาย ผลการประท้วงย่อมๆ ทางออนไลน์ในช่วงสองสามวันนั้น ทำให้กระทรวงพาณิชย์ถอนวาระการนำเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้

ช่วงเก็บตัวอยู่บ้านเดือนนี้ คุณลุงหมอ อาจารย์ประเวศ วะสี ได้เขียนบทความหลายฉบับเพื่อนำทางให้เราไปถึงโลกหลังโควิด ฉบับหนึ่งว่าด้วย โลก 7 N ซึ่งเป็นโลกแบบใหม่ที่จะพาเราออกจากโลกไร้ชีวิตแบบเดิม โดยมีองค์ประกอบใหม่ 7 เรื่องคือ

มีจิตสำนึกใหม่ (New Consciousness) ที่เป็นจิตใหญ่ เห็นความจริงว่าสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงกันอย่างกว้างใหญ่ไพศาล มีการรับรู้ใหม่ (New Perception) ตามความเป็นจริงของธรรมชาติว่า สรรพสิ่งอยู่ในความเป็นทั้งหมดเดียวกันอย่างเป็นองค์รวม มีวิธีคิดใหม่ (New Thinking) คือการคิดแบบบูรณาการ ไม่แยกส่วน มีการทำใหม่ (New Action) คือการพัฒนาแบบบูรณาการ เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน มีความมุ่งหมายใหม่ (New Purpose) คือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมดุลระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติ ไม่ใช่การแข่งขัน เอาชนะ และการสร้างความมั่งคั่งแบบเก่าๆ มีระบบการอยู่ร่วมกันใหม่ (New System of Living) โดยมีชุมชนองค์รวมต่างๆ สัมพันธ์กันอิสระ ไม่วางอำนาจเหนือกัน สัมพันธ์กันอย่างสมัครใจ เรียนรู้ร่วม และได้ประโยชน์ร่วมกัน

และเกิดเป็นยุคใหม่ของมนุษยชาติ (New Era of Mankind) ที่มนุษย์หันมาใช้ศักยภาพสูงสุดของความเป็นมนุษย์ที่เรามีรออยู่แล้วในตัว เกิดเป็นมนุษย์จิตสำนึกใหม่ ที่เข้าถึงความจริงตามธรรมชาติ และช่วยกันสร้างระบบการอยู่ร่วมกันแบบใหม่ ที่ทำให้โลกเกิดความสมดุล ปกติสุข และยั่งยืนท่ามกลางความหลากหลายของชีวิต

นอกจากความหวาดกลัวที่เป็นธรรมชาติหนึ่งของเรา ความสามารถเข้าใจ และรัก ก็เป็นธรรมชาติของเราด้วย เมื่อเราเงียบพอ มอง ฟัง และร่วมมือกัน เราจะเข้าใจว่าชีวิตของเราไม่ได้แยกขาดออกจากชีวิตอื่นๆ เรานั้นศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับชีวิตอื่นทั้งหมด และเช่นเดียวกับแม่โลก

จารุปภา วะสี
มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แม่
www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ร้านทำผม’ เปิดวันแรก ส่วน ‘แจ่วฮ้อน’ เลือกปิดต่อ 1 คนต่อหม้อ ยังไงก็ไม่คุ้ม
บทความถัดไปปลัดคมนาคมขอปชช.เดินทางปฏิบัติตามข้อกำหนด มั่นใจระบบขนส่ง สะอาด ปลอดภัย