ฆ่าตัวตาย : โควิด-19 เอฟเฟ็กต์? โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร
ภายหลังจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ผ่านมาได้ 4 เดือน จาก ม.ค.63 ถึง เม.ย.63 รัฐบาลได้ใช้มาตรการอย่างเข้มงวดในการควบคุมโรค ทั้งนโยบายปิดห้างสรรพสินค้า การรณรงค์ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” การปิดเมืองหรือการล็อกดาวน์ ไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายของประชาชนได้อย่างเสรี การปิดสถานบันเทิง การปิดตลาดสด ไม่อนุญาตให้นั่งในร้านอาหาร ฯลฯ มีผลทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ลดระดับลง โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ตามรายงานอยู่ที่ 7-20 คน และผู้เสียชีวิตลดน้อยลงอย่างชัดเจน
ในช่วงปลายเดือนเมษายน ขณะเดียวกันมีการรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) แถลงผลการรวบรวมข้อมูลผู้เสียชีวิตและคนที่ “ฆ่าตัวตาย” จากโควิด-19 ระหว่างวันที่ 1-21 เมษายน 2563 ว่า ใกล้เคียงกับผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อ
แม้ว่าการเปิดเผยตัวเลข อันเป็นการเปรียบเทียบการตายของผู้ป่วยจากการติดเชื้อโควิด-19 โดยตรงกับการฆ่าตัวตายที่สัมพันธ์กับมาตรการของรัฐในการแก้ปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นความต้องการชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งของปัญหาที่มีอยู่ในการทำงานช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาล และมีฟากฝั่งของรัฐบาลออกมาแสดงทรรศนะที่ไม่เห็นด้วยกับการนำเสนอดังกล่าว กระนั้น เราก็ยังคงต้องจับตา “ผลกระทบที่ตามมากำลังลามเข้าสู่ระยะที่ 2” นั่นคือ ความอดอยาก ยากแค้นของประชาชน ออกมาเรียกร้องและขอรับการช่วยเหลือ
ความเป็นอยู่ของพลเมืองชั้น 2 ที่หาเช้ากินค่ำ หนีจากท้องนาเข้าเมืองหลวงหวังสร้างฐานะ…กลับตาลปัตรเพียงชั่วข้ามคืน เป็นคนว่างงาน เป็นคนตกงาน ไม่มีเงิน แม้จะซื้อข้าวห่อเพื่อเลี้ยงชีพ 1 มื้อ ที่สำคัญคือหลายคนไร้บ้าน ไร้งาน ไร้เงิน
ช่วงว่างระหว่าง “คนรวย” กับ “คนจน” ฟ้องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏที่บริเวณสวนลุมพินี แม่พระธรณีบีบมวยผม ท้องสนามหลวง ตามริมถนนหลายสาย ตามที่สื่อเผยแพร่ให้เห็นแต่ละวัน ที่สำคัญ คือ ฟ้องราชการแจกเงินเพียง 5,000 บาท ของรัฐบาลครั้งเดียวไม่จบ คนไทย 66 ล้านคน คงได้เห็นจะได้หูตาสว่าง มีคำถามจากชาวบ้านตั้งคำถามกันว่า นี่เป็น “รัฐบาลประชาธิปไตย” มาจากปวงชนชาวไทย ได้รับเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2563 นี่เอง มีนายกรัฐมนตรี มี ครม.มี ส.ส.มี ส.ว.มีเอาไว้ทำไม ทั้งๆ ที่เป็นคนของประชาชน ชาวบ้าน เลือกมาให้เป็น “ตัวแทน” เหตุการณ์เช่นนี้ไม่น่าจะเกิดได้
มีโครงการ หรือ “Motto” ดีๆ ของรัฐบาลที่จัดทำขึ้น เช่น “คนไทยไม่ทิ้งกัน” แตกต่างจาก “เราจะไม่ทิ้งกัน” ของกระทรวงการคลังไทยสิน่าชัง มีพฤติกรรม มือไม่พายเอาเท้าราน้ำของเจ้าหน้าที่รัฐ ชาวบ้านไปแจกของแจกข้าวกล่อง แจกเงินให้คนกำลังเดือดร้อนแสนสาหัส “มีความผิด” ชาวบ้านลงทะเบียนรับความช่วยเหลือเงิน 5,000 บาทของรัฐบาลเจอข้อหา “ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ” แต่ที่ AI ของกระทรวงการคลังไปแจกเงินให้คนที่ไม่เข้าเกณฑ์จะได้รับความช่วยเหลือ กลับไม่ผิด สิ่งที่สะท้อนความจริงอีกสิ่งหนึ่งที่ได้ยินเสียงจากชาวบ้านที่มีความรู้ แม้กระทั่งสื่อฯ นักวิชาการ สอบถามมาว่า โฆษกศูนย์โควิด-19 แถลงไม่ครอบคลุมและไม่ควรมองข้าม ควรจะเสนอ คือ ตัวเลขของการฆ่าตัวตายของคนจนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสมรณะโควิด-19…(ว่า จากมกราคม 63 ถึงเมษายน 63) มากกว่า หรือน้อยกว่าจำนวนคนป่วยที่เสียชีวิตจากโควิด-19 มากน้อยแค่ไหน?
หากเราพิจารณาด้วยใจเป็น “ธรรม” และข้อเท็จจริงแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ “รัฐบาล” ต้องหันกลับมาดูและเร่งรัดหามาตรการเยียวยาให้ทั่วถึงทันการณ์ เพราะว่าประชาชน 66 ล้านคน ตกอยู่ในภาวะเครียด หวาดวิตก เพราะรู้ว่าโรคนี้ไม่มียาเฉพาะที่รักษาให้หายขาดได้โดยง่าย คิดไปต่างๆ นานา บางคนตกงานเครียดเสียขวัญกำลังใจ ไม่มีรายได้ไม่ได้รับเงินเยียวยาอีก ขาดที่พึ่ง ไร้ที่อยู่ ทะเลาะกับคนในครอบครัว ทะเลาะกับคนข้างบ้าน ชีวิตมีความเครียด ขวัญกระเจิงจน “คิดฆ่าตัวตาย” ประชาชนกลุ่มดังกล่าว มีอัตราเสี่ยงที่ฆ่าตัวตายจากผลกระทบไวรัสเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นไปได้ที่จะแซงตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิด-19 สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ด้วยหลายๆ ปัจจัยที่เกิดขึ้นในระยะนี้ ตัวอย่างเช่น
กรณีที่ 1 : “ถูกพิษค่าไฟฟ้าแพงถล่ม เป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดคนไทย” เหตุการณ์ดังกล่าวร้อนฉ่าไปทั้งบ้านทั้งเมืองทั่วไทย หลังจากแต่ละบ้านได้รับบิลค่าไฟเดือนเมษายน 63 แพงกระฉูดกลายเป็นประเด็นดราม่าสนั่นเมืองกลางโลกโซเชียล สารพัดวงการกลุ่มดารา คนไทยทั่วไปโชว์บิลตัวเลขพุ่งสูงขึ้น 2-3 เท่าตัว เป็นผลมาจากมาตรการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” แท้ๆ ส่งเสริมให้คนทำงานบ้าน หรือเวิร์ก ฟรอม โฮม ตามนโยบายรัฐบาล ประกอบกับช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.ของทุกปี เป็นช่วงหน้าร้อนอุณหภูมิร้อนแรงอยู่แล้ว ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะมากและสูงกว่าหลายเดือนอยู่แล้ว และนอกจากนี้ การคิดค่าไฟฟ้าอัตราก้าวหน้าของการไฟฟ้า จากที่ผ่านมาชาวบ้านไม่เคยรู้จักไม่เคยสนใจ พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้าน คือ ยิ่งใช้ไฟเยอะ ก็ยิ่งจ่ายเยอะ แบบถ้าก้าวกระโดดไม่ใช่จะเป็นอัตราเดียวเท่ากันหมด อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การจดเลขมิเตอร์ไฟฟ้า เป็นสิ่งคาใจของประชาชนเจ้าของหม้อหลายคนว่าถูกต้องหรือไม่? เกิดการไม่ไว้วางใจ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นถือเป็นอีกเรื่องของกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเก็บไปเป็นกรณีศึกษา หามาตรการที่รอบคอบรัดกุม ช่วยให้คนไทยรู้จักประหยัดไฟฟ้า ประหยัดพลังงาน ให้ประชาชนมั่นใจ คลายเครียดจะได้ไม่ซ้ำเติมผสมโรงกับ “โควิด-19”-“โรคหิวโหย”…2 เรื่องก็หนักอยู่แล้ว
กรณีที่ 2 : “คนไร้บ้าน” หลายท่านคงเห็นข่าวสื่อทีวีที่ผู้ชราท่านหนึ่งเพิ่งได้เงินมา 5,000 บาท และพักอาศัยอยู่ริมถนน หน้าร้านขายของ มีชาย 2 คน ดักทำร้าย คุณลุงดังกล่าวเพื่อกรรโชกทรัพย์ 5,000 บาท เนื่องจากโจรไม่มีจะกิน แต่ถูกจับได้ และได้เงินคืนให้แก่คุณลุง และมีการขอขมาลาโทษกันไปตามวัฒนธรรมไทย การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 เกิดทั่วโลกในเวลานี้ทำให้บรรดาคนไร้บ้าน คนเร่ร่อน จรจัด อาศัยหลับนอนตามข้างถนน สวนสาธารณะ เหลือบซอกตึกในชุมชนเมืองต่างๆ กลายเป็น “บุคคลสำคัญ” มิได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่ทางการขึ้นมาทันที หลายประเทศ นอกจากไทยแล้ว ประเทศพัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษในเมืองหลวง กรุงลอนดอน มีคนไร้บ้านประมาณ 200 คน นายซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีให้เจ้าหน้าที่ในเชิญมากักตัว เข้าพักในโรงแรงมีอาหารเหมาะสมให้ครบ 3 มื้อ และมีแพทย์ พยาบาลคอยดูแลอาการเจ็บป่วยตลอดเวลา เพราะมองว่ากลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อโควิด-19 ได้ง่าย และแพร่เชื้อโดย กรณีของคนญี่ปุ่น คนไทย หรือทุกชาติ คนไร้บ้าน เรื่องการติดและแพร่เชื้อสูงมาก มากกว่าครึ่งหนึ่ง 50% เป็นผู้อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป และคนกลุ่มนี้ย่อมมีปัญหาสุขภาพอย่างเช่น เบาหวาน ความดันโลหิต โรคหัวใจ ทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นักวิเคราะห์ญี่ปุ่นมองว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจ วิกฤตโควิด-19 ในปี 2563 นี้จะทำให้ญี่ปุ่นมีคนไร้บ้านเพิ่มสูงขึ้นอีก ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า
กรณีที่ 3 : นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.พรรคก้าวไกล มีข้อเสนอให้รัฐบาล หรือ “ศบค.” ว่าอย่ารายงานเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤต “ไวรัสโควิด-19” โดยเน้นที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพียงมติด้านตัวเลขอย่างเดียว แต่ควรต้องรายงานในแง่ความยากลำบากของประชาชนด้วย “ส่วนใหญ่ของผู้ที่ฆ่าตัวตาย” อยู่ในวัยทำงานเสาหลักทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เมื่อประสบการตกงานหรือขาดรายได้แบบเฉียบพลัน จึงทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาลจนทำให้ตัดสินใจฆ่าตัวตาย จากข้อมูลนี้น่าจะพอที่จะทำให้รัฐบาลนำมาพิจารณาให้กลับมามีกิจกรรมทาง “เศรษฐกิจและสังคม” ได้บ้างแล้ว ก่อนที่จะเจอภาวะคนฆ่าตัวตายมากกว่าคนติดเชื้อโควิด-19 ตาย
สถิติการฆ่าตัวตายระดับโลกและของไทยล่าสุด ก่อนหน้าที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จะอุบัติ “WHO” องค์การอนามัยโลกได้รายงานการฆ่าตัวตายทั่วโลก พ.ศ.2562 พบว่ามีการฆ่าตัวตายทุก 40 วินาที รองลงมาจากอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยเป็นวัยรุ่นอายุ 15-29 ปี อันดับแรกที่ฆ่าตัวตายสูงสุดในโลก คือ 1.ลิทัวเนีย 2.รัสเซีย 3.กานา 4.เกาหลีใต้ 5.เบลารุส ไทย อยู่อันดับที่ 32 ของโลก เฉลี่ย 14.4 คนต่อประชากรแสนคน ข้อมูลล่างสุดในรอบ 6 เดือนแรกของปี 2562 พบอัตราฆ่าตัวตายสำเร็จ 3.08 ต่อประชากรแสนคน เฉลี่ย 11-12 รายต่อวัน ส่วนใหญ่อายุที่ 45 ปี เป็นเพศชาย 80.4% ปัจจัยที่ทำให้คนฆ่าตัวตายในปี 2561-2562 ส่วนใหญ่มาจากปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว 53.04% ปัญหาสุรา 29% โรคทางกาย 25.7% ปัญหาด้านเศรษฐกิจ 19% โรคจิต 12% และโรคซึมเศร้า 7.8% แต่เมื่อเกิดวิกฤต “ไวรัสโควิด-19” ในขณะนี้โรคความจน ความหิวโหย…คงเป็นแรงกดดันเพิ่มขึ้นทำให้ผู้ได้รับความทุกข์ยากจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจมักจะคิดฆ่าตัวตายผสมโรงมากยิ่งขึ้น?
อย่างไรก็ตาม แต่กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ และอธิบดีกรมสุขภาพจิต นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ได้แถลงข่าว เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2563 ประเด็นสำคัญ สาธารณสุขห่วงคน 4 กลุ่ม ช่วงโควิด-19 เสี่ยงต่ออาการเครียดเรื้อรัง ซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย และพบว่า ช่วงมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา มีคนแห่โทรเข้าสายด่วน 1323 เพิ่ม ขึ้น 15 เท่า หวั่นซ้ำรอยวิกฤตต้มยำกุ้ง อัตราฆ่าตัวตายเพิ่ม 2 ต่อแสนประชากร โดยเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Mental health check up ช่วยคนไทยประเมินความเครียดคน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ถูกกักกัน ผู้ติดเชื้อโควิด 2) กลุ่มเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต โดย 2 กลุ่มนี้จะถูกตีตราจากสังคม 3) บุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการติดโควิด-19 ที่อาจเกิดขึ้นจากการดูแลผู้ป่วยแล้วผลไม่เป็นไปตามคาดหวังไว้ เช่น ผู้ป่วยจะดีขึ้นแต่กลับกลายเป็นเสียชีวิต หรือมีโอกาสติดเชื้อเป็นความเครียดที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกิดภาวะหมดไปในการทำงาน 4) ประชาชนทั่วไป/ชุมชน ติดตามสถานการณ์ ข้อมูลโรคโควิด-19 ทำให้เครียดเกิดขึ้น ซึ่งทั้ง 4 กลุ่มนี้สามารถที่จะมีความเครียดเรื้อรังและมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า และสุดท้ายอาจไปถึงฆ่าตัวตายได้ในที่สุด
กรมสุขภาพจิต มีมาตรการดูแลเฝ้าระวังสุขภาพจิตโดยใช้เครื่องมือ “4 สร้าง 2 ใช้” เพื่อดูแลสุขภาพจิตของบุคลากรและประชาชนทั่วไป 4 สร้าง : สร้างความปลอดภัย, สร้างความสงบ, สร้างความหวัง, สร้างความเข้าใจเห็นใจซึ่งกันและกัน 2 ใช้ : ใช้ศักยภาพให้เต็มที่ และใช้สายสัมพันธ์สร้างความเข้มแข็ง เพื่อสร้างความเข้าใจ ความเข้มแข็ง ลดความเครียด วิตก กังวล และเจ็บป่วยทางสุขภาพจิต เพราะถ้าปล่อยให้เกิดความเครียดสะสมในตัว เป็นความเครียดเรื้อรัง พัฒนาสู่โรคซึมเศร้า จึงต้องเรียนรู้และเข้าใจและขอคำปรึกษา นั่นคือ ความห่วงใย & มาตรการเพื่อการดูแลกลุ่มบุคลากรและประชาชนทั่วไปด้วยระบบเฝ้าระวัง และเป็นมาตรการในการควบคุมป้องกันและสร้างความเข้าใจ ความเข้มแข็งของจิตใจ ก้าวข้ามโรคซึมเศร้าและไม่ให้มีคนโดดตึกฆ่าตัวตายจากโรคโควิด-19 ครั้งนี้
สถานการณ์ “การฆ่าตัวตาย” ที่เกิดขึ้น หากทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นข้อบ่งชี้ถึงความล้มเหลวของการจัดการของรัฐอย่างรุนแรง จนกระทั่ง “คนกลุ่มนี้” ที่รู้อยู่แล้วและเป็นประชาชนของท่านที่เลือกท่านมาเป็นรัฐบาลต้องตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพื่อให้หลุดพ้นจากความเดือนร้อนฉ่า เผชิญอยู่หลายกรณีปรากฏชัดเจนว่า ความล่าช้า ความไม่แน่นอน และความไร้ประสิทธิภาพในกรณีเงินเยียวยา…คือ สาเหตุแห่งการตาย งานนี้รัฐบาลควรต้องเร่งปรับเสริมมาตรการดูแลให้ครบทุกมิติทั้งความเป็นอยู่ในการดำรงชีพ และภาวะจิตใจ
ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง (66 ล้านคน) และให้ทันการ ใช้ทุกองคาพยพที่มีในท้องถิ่น เร่งสำรวจปิดช่องโหว่ รณรงค์ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ให้ประชาชนรู้ว่ารัฐไม่ได้ทอดทิ้งและควรเร่งหานัก “จิตวิทยา” ลงพื้นที่ควบคู่กันไปกับการช่วยเหลือท่าจะดีที่สุด มิฉะนั้น จะกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่รัฐบาลเรือเหล็กตราไว้ในแผ่นดินไทย
ท้ายสุดนี้ ผู้เขียนและหนังสือพิมพ์มติชน เชื่อในฝีมือประสบการณ์ความตั้งใจของทีมงาน “กระทรวงสาธารณสุข” ตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข “นายสาธิต ปิตุเตชะ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมสุขภาพจิต นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต เร่งรัดร่วมด้วยช่วยกันสร้าง “วัคซีนใจ”ปัจเจกบุคคลและ “วัคซีนใจครอบครัว วัคซีนใจชุมชน” เพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางจิตใจ” โดยสร้าง “3 พลัง : พลังบวก พลังยืดหยุ่น พลังร่วมมือ” ให้ประชาชน “ทุกคน” ที่ได้รับผลจาก “โควิด-19” ไม่ว่าจะเป็นทางตรงทางอ้อม “ลดการฆ่าตัวตาย” จากโรคกลัว “อดตาย” และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องทำขึ้นควบคู่กันไป คือ เร่งรัดมาตรการเยียวยา ฉีด “Money Vaccine” เร่งด่วนอย่างถ้วนทั่ว รวมถึงมาตรการ “สร้างงาน สร้างเงิน” ในชนบทให้ “ประชาชนช่วยตัวเอง พึ่งพาตนเอง” ได้ในระยะยาวด้วยนะครับ

