หน้าแรก บทความ บริหารจัดการช...

บริหารจัดการชีวิต : โควิด-19 : โดย เฉลิมพล พลมุข

8.05.20 | 13:30 น.
แฟ้มภาพ

ชีวิตของมนุษย์หรือคนเราที่มีความเป็นชีวิตตั้งแต่แรกเกิดไปจนกระทั่งเข้าสู่วัยแก่ชรา การเจ็บป่วยไข้ไม่สบายด้วยโรคประเภทต่างๆ การประสบอุบัติเหตุที่ทำให้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งต้องบาดเจ็บพิการ แทบทุกชีวิตต้องมีภาวะของอุบัติการณ์แห่งการป่วยไข้ไปในแต่ละช่วงวัยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เชื้อโรคบางประเภทในครั้งอดีตกาลที่ผ่านระยะเวลามาได้คร่าชีวิตของผู้คนมนุษย์เราไปเป็นจำนวนมาก

เมื่อครั้งก่อนสองพันปีที่แล้วมาก็มีหลักฐานที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกได้มีโรคระบาดชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นก่อน ค.ศ.430 ก็คือไข้ไทฟอยด์ที่มีชาวเอเธนส์เสียชีวิตไป 2 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ
หลังจากนั้นมาในปี ค.ศ.165 มีโรคระบาดในอาณาจักรโรมัน โรคอันโทนีนไข้ทรพิษ คาดว่ามีผู้เสียชีวิตไปวันละ 2,000 คน หรือประมาณ 5 ล้านคน ในสังคมอียิปต์ ราว ค.ศ.541 พบโรคระบาดยุสตินิอานุส ระบาดในปาเลสไตน์ จักรวรรดิไบแซนไทน์ มีผู้ที่เสียชีวิตไป 26% ของโลก หรือราว 50 ล้านคน

ในศตวรรษที่ 11 มีโรคเรื้อนระบาด มีบาดแผลเรื้อรังให้ก่อความพิการของร่างกายคนในยุโรปกลาง สมัยนั้นมีความเชื่อว่าเป็นการถูกลงโทษโดยพระผู้เป็นเจ้า ค.ศ.1350 มีการระบาดของกาฬโรค หรือแบล๊กเดธ ที่ผ่านท่าขนส่งเรือประเทศต่างๆ มีผู้คนเสียชีวิตไปเกือบ 200 ล้านคน ค.ศ.1817 มีอหิวาต์ระบาดครั้งใหญ่ในเอเชีย มีชาวรัสเซียและอินเดียเสียชีวิตไปมากกว่าสองล้านคน เมืองไทยเราก็มีตัวเลขที่เสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวไปกว่าสามหมื่นคน

ค.ศ.1855 กาฬโรคระบาดอีกครั้งหนึ่งที่มีพาหะที่เป็นตัวหมัดและหนูเริ่มต้นที่จีน แล้วไปสู่ฮ่องกง อินเดีย ในครั้งนั้นได้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 15 ล้านคน ค.ศ.1889
มีการระบาดของไข้หวัดรัสเซีย เริ่มขึ้นในไซบีเรีย คาซัคสถาน มอสโก ฟินแลนด์ โปแลนด์ และเข้าสู่ยุโรป คาดว่ามีผู้เสียชีวิตไปกว่าสามแสนหกหมื่นคนเศษ

ในปี ค.ศ.1918 มีไข้หวัดใหญ่สเปนที่ถือว่าเป็นโรคระบาดที่รุนแรงที่สุดในศตวรรษที่ 19 มีผู้ที่เสียชีวิตไปทั่วโลกประมาณ 50 ล้านคน มิอาจจักรวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV+/AIDS) ที่ได้ระบาดไปทั่วโลกในปี ค.ศ.1981…(Trvel.trueid.net)

Advertisement

การระบาดของ โรคไวรัสโควิด-19 (โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019) ที่ได้มีการระบาดไปทั่วโลกในระยะเวลาสามเดือนเศษที่ผ่านมา ตัวเลข ณ วันที่ 8 มีนาคม 2563 มีการระบาดไปแล้วกว่า 90 ประเทศทั่วโลก พบผู้ติดเชื้อทั่วโลก 106,203 คน มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 3,600 คน โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นแหล่งกำเนิดของโรคพบผู้ติดเชื้อดังกล่าวกว่าแสนคน องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีประกาศถึงการตั้งชื่อโรคดังกล่าว “โควิด-19” หรือไวรัสโคโรนา โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงชนิดที่สอง โดยมีสมมุติฐานของโรคดังกล่าวที่ว่าเป็นไวรัสที่ติดมาจากสัตว์สู่คน…

อาการของโรคดังกล่าวก็จะเริ่มต้นจากมีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ปอดบวม รวมไปถึงอวัยวะภายในร่างกายล้มเหลว กลุ่มคนที่มีโอกาสเสี่ยงกับโรคดังกล่าวก็มีทั้งเด็กเล็กๆ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีความเจ็บป่วยด้วยโรคบางประเภท เมืองไทยเราโดยกระทรวงสาธารณสุขได้รายงานถึงตัวเลข ณ วันที่ 7 มีนาคม 2563 พบผู้ป่วย 50 คน ในจำนวนนี้
31 คน ได้รับการรักษาหายเป็นปกติแล้ว และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย

สังคมไทยเราและสังคมโลกในเวลานี้ได้เกิดภาวะโกลาหลในแทบทุกสาขาวิชาชีพ กิจกรรมในชีวิตประจำวัน ระบบหน้าที่การงาน ธุรกิจการค้าขาย อาจจะกล่าวได้ว่าภาวะของโรคติดเชื้อโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงและกว้างขวางไปในระดับโลกทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งหนึ่งที่เราท่านพบเห็นได้เชิงประจักษ์ก็คือความหวาดระแวง การป้องกันมิให้ตนเอง ครอบครัวญาติพี่น้อง หรือแม้กระทั่งชุมชนมีผู้ป่วยในโรคดังกล่าวเกิดขึ้น การขาดแคลน การแย่งซื้อหน้ากากอนามัย และแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรคเป็นวาระประเด็นสำคัญยิ่งของสังคมไทยเรา แวดวงของแพทย์พยาบาลเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขทางการแพทย์มีความวิตกกังวลถึงระบบยา เวชภัณฑ์ที่ต้องใช้ทั้งต่อวิชาชีพและผู้ป่วยที่ต้องรับผิดชอบในชีวิตเขาเหล่านั้น…

ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายแจกเงินประชาชนในอีกวาระหนึ่งเพื่อเป็นการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า ยังคงเป็นทั้งคำถามที่ต้องการคำตอบจากรัฐที่ว่า ในยามที่บ้านเมืองเข้าสู่วิกฤตทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มิอาจจักรวมถึงโรคระบาดชนิดร้ายแรงที่รัฐผู้นำประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ยกเป็นวาระสำคัญแรกของประเทศที่ต้องบริหารจัดการ เมืองไทยเราผู้นำของรัฐได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวเป็นวาระแรกๆ อย่างจริงจังด้วยหรือไม่…

เมื่อพลเมืองประชาชนในรัฐได้รับความป่วยไข้ รัฐหรือประเทศย่อมป่วยไข้ไปด้วยอย่างปฏิเสธมิได้ ภาวะของความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจทั้งการเดินทาง
การทำมาหากิน การร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่มีผู้คนไปรวมกันเป็นจำนวนมากหลายหน่วยงานองค์กรได้
ล้มเลิกหรือเลื่อนกำหนดเวลาไปเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ในช่วงวันเวลาดังกล่าวในสังคมไทยเราสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ง่ายก็คือ จำนวนของผู้คนที่เดินจับจ่ายซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าลดน้อยลงไป ร้านอาหาร รถโดยสารหรือแม้แต่สนามบิน นักท่องเที่ยวก็มีจำนวนลดลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเท็จจริงหนึ่งเมื่อบ้านเมืองมีภาวะวิกฤต คนไทยเราบางคนมิได้ใส่ใจหรือเห็นใจในเพื่อนร่วมชะตากรรมในชาติ อาทิ นำหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วมาทำใหม่แล้วขายต่อ การกักตุนหน้ากากอนามัย การซื้อขายในราคาที่แพงเกินความเป็นจริง มิอาจจักรวมถึงวาระของการเมืองที่นักการเมืองบางคนบางพรรคฉกฉวยโอกาสในการหาเสียงคะแนนให้ตนและพรรคของตนจากความเจ็บป่วยของผู้คนในโรคดังกล่าว กระแสถึงหน่วยงานของรัฐที่ต้องการนำผู้ติดเชื้อหรือผู้ที่สงสัยต่อการติดเชื้อไปอยู่ในสถานที่บางแห่งของชุมชนในบางจังหวัดยังคงเป็นความหวาดระแวงที่อยู่ในข้อเท็จจริง

ชีวิตของเราท่านทั้งหลายที่มิได้ป่วยด้วยโรคดังกล่าว ทุกๆ คนก็ต้องมีการป้องกันทั้งนโยบายของรัฐที่ได้มอบให้ไว้เบื้องต้น ทั้งการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ หลีกเลี่ยงในแหล่งชุมชนที่มีผู้คนแออัด ภาวะดังกล่าวย่อมส่งผลต่อการเดินทาง การจับจ่ายใช้สอย กิจกรรมงานทั้งประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา มิอาจจักรวมถึงการรวมตัวของกลุ่มกิจกรรมทางการเมืองที่มีความเห็นต่างจากรัฐบาล ที่รัฐได้ออกมาเตือนถึงการหลีกเลี่ยงต่อการที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จักเป็นวาระของการเมืองที่มิต้องการให้มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลรวมอยู่ด้วยหรือไม่…

เราท่านทั้งหลายคงจะมิมีใครผู้ใดที่สามารถประเมินถึงระยะเวลาการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ได้อย่างแน่นอนตายตัวที่ว่า โรคดังกล่าวจะยุติเมื่อใดเวลาใด และจะมีการระบาดที่มีทั้งตัวเลขเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน การกระจายของคนไข้ผู้ป่วยที่มีอยู่ทั่วทุกหนแห่งของสังคมไทยหรือไม่ แม้กระทั่งผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยเอดส์ที่อยู่ในสังคมไทยเรามามากกว่าสามทศวรรษ ในเวลานี้ก็ยังคงมีอยู่ทั่วทุกแห่งหนในเมืองไทยเรา ข้อเท็จจริงหนึ่งที่เราท่านสัมผัสได้ก็คือระบบยาต้านไวรัสเอดส์ที่ภาครัฐได้จัดให้กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ทั้งเมืองไทย

หากมีใครคนหนึ่งที่เป็นบุคคลใกล้ชิดกับตัวเราเอง คนในครอบครัว ญาติพี่น้องเพื่อนร่วมงาน หากเขาป่วยไข้ด้วยโรคดังกล่าวหรือโรคอื่นๆ ที่อาจหมดหนทางในการรักษาของทางการแพทย์ หรือที่เรียกว่าโรคที่หมดหวังทางการแพทย์ ความเมตตาปรารถนาดี ใส่ใจดูแลด้วยสายตาและดวงใจ ความเจ็บป่วยที่หนักก็จักกลายเป็นเบา หรือสุดท้ายแล้วไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ก็ต้องทำใจ วางใจและเข้าใจหลักสัจธรรมของชีวิตที่ว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นปกติสามัญธรรมชาติ วันหนึ่งเราก็ต้องแก่เจ็บและตาย…

เฉลิมพล พลมุข