เชื้อโรคที่เป็นไวรัสนั้น เป็นภัยคุกคามต่อมนุษย์มาตั้งแต่โบราณกาล เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นภัยร้ายแรงที่ส่งผลสะเทือนไปทั้งโลก เหมือนอย่างที่เราได้เห็นกันอยู่ในเวลานี้
จุลชีพที่ก่อโรคนั้นมีหลายอย่าง แบคทีเรียก็ใช่ แต่ไวรัสรับมือยากเย็นกว่าแบคทีเรียหลายเท่าตัว นี่คือทรรศนะของผู้เชี่ยวชาญทั้งโลกครับ
ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (ซาร์ส-โคฟ-2) ที่ทำให้คนทั้งโลกกว่า 4 ล้านล้มป่วย กว่า 3 แสนเสียชีวิต เป็นตัวอย่างที่ดีถึงความยุ่งยากในการรับมือและกำจัดไวรัสก่อโรคทั้งหลาย
คำถามคือ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น? คำตอบแรกก็คือ ธรรมชาติของมันครับ
ดิเรค แกเธอเรอร์ นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ ในอังกฤษ บอกว่า ธรรมชาติของตัวไวรัสเองนั้นต่างกับสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นๆ ตรงที่ตัวมันเหมือนไม่มีชีวิต ต่อให้เป็นไวรัสก่อโรค ถ้าแยกออกมาเป็นตัวๆ แล้วมันแทบไม่ทำอะไรเลย อยู่นิ่งๆ เฉยๆ ไม่มีระบบย่อยอาหาร ไม่สามารถแม้แต่จะขยายพันธุ์ได้ด้วยตัวมันเอง
เมื่อมีโอกาสได้สัมผัสกับเซลล์ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่น รวมตัวเข้ากับเซลล์ของ “โฮสท์” ได้สำเร็จมันถึงจะแผลงฤทธิ์เติบโต ขยายพันธุ์ สร้างปัญหาขึ้นมาได้
การมีชีวิตครึ่งๆ กลางๆ ไม่เหมือนสิ่งมีชีวิต แต่จะว่าไม่มีชีวิตก็ไม่ได้ ทำให้ไม่จำเป็นที่ไวรัสมีกฎเกณฑ์ มีรูปแบบของชีวิตไม่เหมือนใครๆ เขา ซึ่งทำให้ยากที่จะทำอะไรกับมัน
เราสามารถใช้ยาปฏิชีวนะฆ่าแบคทีเรียได้ ด้วยการโจมตีผนังเซลล์ ทำให้มันแตกออกจนตาย หรือด้วยการป้องกันไม่ให้มันขยายพันธุ์ด้วยการปล่อยสารเคมีเข้าไปยับยั้งการขยายพันธุ์ แต่ยาปฏิชีวนะที่ทำแบบนี้กับแบคทีเรียได้ ทำอะไรไวรัสไม่ได้เลย เพราะไวรัสไม่ได้ทำกระบวนการเหล่านั้นเลย มันจะเกิดกระบวนการเหล่านั้นก็ต่อเมื่อมันเข้าไปจับกับเซลล์ อย่างเช่นเซลล์ของมนุษย์แล้วจึงมีชีวิตขึ้นมา
ดังนั้นองค์ประกอบราวครึ่งหนึ่งของไวรัสที่ขยายตัว แบ่งตัวอยู่ในร่างกายเรา จึงเหมือนกับเซลล์ทั่วไปของคนเรานั่นเอง
นักไวรัสวิทยาบางคนอุปมาไว้ว่า มันเหมือนโจรที่บุกเงียบเข้าไปยึดครองเซลล์ในร่างกายมนุษย์แล้วใช้เป็นที่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วแบบทวีคูณ เปลือกนอกของเซลล์เหล่านั้นยังคงเหมือนเซลล์ของคนเราทั่วไป ถ้าเราจะทำลายเซลล์ที่ว่านี้ด้วยวิธีเดียวกับที่เราใช้กำจัดแบคทีเรียออกจากร่างกาย เราก็อาจสร้างความเสียหายให้เซลล์ดีๆ อื่นๆ ให้ตายไปพร้อมกับมันด้วย
โชคดีที่ร่างกายคนเราก็มีวิวัฒนาการไม่หยุดเช่นเดียวกัน ร่างกายของเราพัฒนาระบบป้องกันขึ้นมา เพื่อคุ้มครองชีวิตเราจากวิธีการนี้ของไวรัสโดยเฉพาะ
นั่นคือเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายคน มีระบบเตือนภัยแบบ “บิลท์-อิน” อยู่เสร็จสรรพ ทำหน้าที่ตรวจจับผู้รุกราน เช่น ไวรัส ทันทีที่พบเห็นก็ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่ว่านี้ทำงานขึ้นมา
ระบบภูมิคุ้มกันแรกสุดที่ทำงานคือ ระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (innate immunity) ระบบนี้จะสั่งการให้เซลล์ในร่างกายคนเราหลั่งโปรตีนออกมาขัดขวางการแบ่งตัวของไวรัสในเซลล์ หรือไม่ก็ “ปิดการทำงาน” ของเซลล์ติดเชื้อเหล่านั้นไปพร้อมๆ กับไวรัส
คนหลายคนหายจากโควิด-19 ได้โดยไม่ต้องรักษา ด้วยวิธีการนี้นี่แหละครับ
แต่ในบางกรณี ระบบภูมิคุ้มกันด่านแรกยังไม่เพียงพอ อาจจะด้วยเหตุที่ว่า เรารับไวรัสเข้าไปมากเกินไป หรือไวรัสสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับอยู่ได้นานจนแบ่งตัวมหาศาล ขจัดด้วยวิธีนี้ไม่หมด ก็ต้องเรียกกำลังเสริม
ความสามารถในการทำตัวให้ไม่เป็นที่สงสัย ตรวจจับไม่ได้นี้ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ไวรัสทำลายได้ยาก บางทีกว่ากำลังเสริมจะถูกเรียกให้ทำหน้าที่ ก็สายเกินแก้
กำลังเสริมของภูมิคุ้มกัน ที่ทำหน้าที่เป็นด่าน 2 นี้ เมื่อทำหน้าที่ขึ้นมา มักก่อให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่าไวรัสอยู่ตรงส่วนไหนของร่างกาย อาการที่แสดงออกมาคือสิ่งที่เราเรียกว่า อาการของการติดเชื้อไวรัส มีตั้งแต่อักเสบ บวม จนถึงเป็นไข้ ไอ จาม ฯลฯ
การตอบสนองของภูมิคุ้มกันด่านที่สองนี้ เกิดขึ้นเพื่อกำจัดไวรัสให้ได้ ดังนั้นในบางคราวมันจึงเกิดสภาพ “โอเวอร์ไดรฟ์” คือทำทุกอย่างเพื่อฆ่าไวรัส แล้วก็ทำลายอวัยวะ หรือบางทีก็ทำลายชีวิตเราไปด้วย
ทางการแพทย์เรียกว่า “ไซโตไคน์ สตอร์ม” นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมแพทย์ถึงต้องให้ยากดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยหนักบางราย
ในกรณีของแบคทีเรีย ผนังเซลล์ หรือสารเคลือบป้องกันเซลล์ จะเหมือนๆ กัน แบคทีเรียต่างชนิด ต่างสายพันธุ์ ยังมีส่วนประกอบของผนังเซลล์เหมือนกัน
นั่นทำให้เราสามารถใช้ยาปฏิชีวนะอย่าง เพนิซิลิน รักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียหลายๆ ชนิดได้ แต่ไวรัสไม่ใช่อย่างนั้น ไวรัสที่ใกล้ชิดกัน อยู่ในกลุ่มเดียวกันยังมีความแตกต่าง จนไม่อาจใช้ยา หรือวัคซีนร่วมกันได้
ยารักษาอาการติดเชื้อไวรัส ไม่ใช่ยาฆ่าไวรัส แต่ส่วนใหญ่เป็นยาที่ชะลอการแบ่งตัวให้ช้าลง แล้วปล่อยให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายจัดการเท่านั้น
ดังนั้นแม้อาการของเราจะหายแล้ว แต่ก็ไม่แปลกที่ยังมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายอีกระยะหนึ่งนั่นเอง

