ย่างเข้าเดือนที่ 6 ของวิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 180 ประเทศ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนจนถึงปัจจุบัน จำนวนผู้ป่วยรายใหม่พุ่งทะยานขึ้นหลัก 6 ล้านคน ผู้ป่วยตายทั่วโลกขยับเข้าใกล้หลัก 4 แสนคน
อันดับหนึ่งของโลก คือ สหรัฐอเมริกา ตามมาด้วย บราซิล รัสเซีย อังกฤษ สเปน ตามลำดับ
สำหรับประเทศไทย “พลังสามัคคี” ของบรรดาแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. ทุกส่วนราชการ และที่สำคัญคือ “ภาคประชาชน” ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง จนโรคไวรัสโควิด-19 สงบอย่างต่อเนื่องมา 3-4 อาทิตย์ รัฐบาลได้คลายล็อกเข้าสู่เฟสที่ 3 แล้ว แต่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังคงมีต่อเนื่องอีก 1 เดือน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึง 30 มิถุนายน 2563 เพื่อเฝ้าระวังดูเหตุการณ์การระบาดของไวรัสดังกล่าวจะระบาดซ้ำ หรือจะสงบลง แต่เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศช่วยกันภาวนาให้สงบลง พวกเราคนไทยด้วยกันจะได้ลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ วงจรอุบาทว์ที่ “เจ็บ จน โง่”
ไม่อยากให้กลับมาสู่ “คนไทย” อีก ทุกคนจะได้มีสุขภาพกาย ใจ ที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีถ้วนหน้าเสียที แต่วาทกรรมที่เกิดขึ้นในยุคนี้ พ.ศ.นี้ คือ คนไทยเราจะต้องมีการปรับตัวดำรงชีวิต ทำกิจกรรม การงานในวิถีชีวิตแบบใหม่ที่ธรรมดาๆ ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “New Normal” และหลายอย่างที่เกิดขึ้นในผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ระบาดก็ยังเป็น “โรค” เกิดกับคนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกสถานะไม่เลือก ก็แปลว่า คนทั้งโลกนี้ต้องเผชิญกับโรคไวรัสนี้ถ้วนทั่วทุกคน ไม่มีการยกเว้นอาชีพ ศักดินา จน รวย เศรษฐี ยาจก นายพล นายพัน กษัตริย์ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี…มีสิทธิเท่าเทียมกันจะเกิดและเป็นโรคนี้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงขอประมวล “นานาทรรศนะ” ของ New Normal ของสังคมไทยที่เกิดขึ้นจริง หรือคาดว่าจะเกิดเพื่อเป็นวิทยาทานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน…
ในยามวิกฤตที่ทุกคนเดือดร้อนสิ่งแรกที่คิดคือ ทุกคนต้องแก้ปัญหาให้ตัวเองเป็นเบื้องต้นและเป็นธรรมดา แต่ความท้าทายของวิกฤตที่ทุกคนเผชิญปัญหาพร้อมกัน คือ “เรา” อาจไม่มีเวลาไปมองปัญหาของ “คนอื่น” ในสังคม ไม่ได้ใส่ใจภาพรวมภาพใหญ่ต่างคนต่างทำต่างแก้ ไม่สนใจคนอื่นเลย ซึ่งสุดท้ายแล้ว “จะวนกลับ” มาเป็น “ปัญหา” ของเราเช่นกัน อุปมาได้ว่าการแก้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้แก้อย่างครบวงจรทุกคน “เห็นแก่ตัว” เอาปัญหาของตัวเองมาเป็นที่ตั้ง ไม่ได้แก้ไม่ได้มองปัญหาแห่งวงจรอุบาทว์ว่ามีปัจจัยต้นเหตุอยู่ที่ใดกี่จุดแก้ก่อนหลังอย่างไร? อย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันการมองปัญหาอย่างไม่ครบถ้วนละเอียดรอบคอบ
จากเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศไทยเราตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 จนถึงพฤษภาคม 2563 จากการได้พูดคุยและฟังเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ทำธุรกิจ พ่อค้าแม่ขาย และคนทำสื่อทำให้ได้ฟังเรื่องที่น่าตระหนักหลายเรื่อง อาทิ
1.คนทำธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ท่องเที่ยว อีเวนต์ ได้รับผลกระทบแบบสาหัส ในมุมพนักงานมีทั้งถูกลดเงินเดือนและเลิกจ้าง ซึ่งจะว่ากันไปก็ไม่ใช่มีแต่ธุรกิจเท่านั้นมีมากกว่าอีก เช่น อาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนขับรถแท็กซี่ พนักงานบริษัท ห้างร้าน เป็นต้น
2.เริ่มมีคนตกงานและจากตัวเลขล่าสุดมากกว่า 7 ล้านคน เป็นต้น
3.ผู้คนจำนวนมากไม่ได้มีเงินออมพอเพียงที่จะประคองชีวิตตัวเองไปได้หลายเดือน เมื่อถูกเลิกจ้างตกงานฉับพลันย่อมตั้งตัวต่อไม่ได้ และเราจะได้ข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ ทีวี ว่ามีคนฆ่าตัวตายจากความยากไร้ สิ้นเนื้อประดาตัว เป็นต้น
4.ทุกคนมีค่าใช้จ่าย ค่าเทอมลูก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า ค่าข้าวของเครื่องใช้ ค่าผ่อนชำระบ้าน รถ เงินกู้ เมื่อไม่มีรายได้ก็ต้องกู้และอาจต้องกู้นอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ยโหดร้ายมาก แต่ทำไงได้เมื่อไม่มีทางอื่น
5.ถึงจุดนี้ก็จะเริ่มเป็นปัญหาสังคม เริ่มจากความเครียดในชีวิตเลยไปถึงจุดหารายได้ไม่พอจ่ายหนี้ บางคนอาจตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเพื่อหนีปัญหา ขณะที่บางคนอาจจะต้องปล้นชิงวิ่งราว กระทั่งมีคำพูดว่า ถึงจุดนั้น “ถ้าไม่ทำร้ายตัวเองก็อาจไปทำร้ายคนอื่น”
6.หากทุกสิ่งย่างก้าวไปถึงภาวะนั้น ต่อให้ใครจะรวยแค่ไหนก็อยู่ไม่สุขอีกต่อไป เพราะเพื่อนๆ ในสังคมทุกข์หนักด้วย “ปัญหาเศรษฐกิจ” อาจเกิดความเกลียดชัง หมั่นไส้ หากถูกกดดันมากๆ ย่อมเสี่ยงต่อ “การปะทะทางร่างกาย” มีให้เห็นในหน้าสื่อทุกแขนงทุกฉบับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาและอนาคต
7.เมื่อ “ผู้บริโภค” ส่วนใหญ่ประสบปัญหากิจการต่างๆ ย่อมไม่มีคนอุดหนุน รายได้ค่อยๆ หดฟีบลง ส่งผลกระทบไปถึง “กิจการ” ที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ อาจนำมาซึ่งปัญหาตกงานเพิ่มขึ้นอีก เรียกว่าค่อยๆ ล้มกันเป็น “โดมิโน” ไม่มีปัญหาของใครแยกออกจากปัญหาของคนอื่นเลย
8.เวลาคนที่ยังพอมีเงินเก็บก็บ่นว่าเดือดร้อน นี่หมายความว่ารายได้ลดหรืออาจไม่สุขสบายเท่าเดิม แต่ถ้าคนหาเช้ากินค่ำบ่นว่า “จะตายแล้ว” นั้นหมายความว่า “เขาจะตายจริงๆ” จึงเป็นปัญหาเร่งด่วนจริงๆ ก็มีบางคนต้องกักตัวเองอยู่กับบ้าน ทำให้เราไม่มีโอกาสได้พูดคุยและสัมผัสปัญหาของคนอื่นๆ ยิ่งทำให้มองไม่เห็นวิกฤตในภาพใหญ่และยังไม่มีใครสักคนฉายภาพใหญ่ให้เห็น เพื่อยอมรับและ “รัฐบาล” ช่วยกันระดมสมองแก้ปัญหา ป้องกันปัญหา ซึ่งต้องการผู้ใหญ่ที่มีวิสัยทัศน์ที่ใหญ่เท่าๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ แก้ปัญหาระยะสั้น ระยะยาวให้เกิดเสถียรภาพในที่สุด การแก้ปัญหาวันต่อวันอาจทำไม่ทันการณ์ หลายคนยังรู้สึกว่าเป็นปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ว่าอีกไม่นานก็จะกลับไปเหมือนเดิม หลายคนยังสบายใจโดยไม่เห็นมรสุมวินาศกำลังจะก่อตัวเข้ามาซึ่ง
น่ากังวล
9.นักธุกิจบางคนบอกว่า “ไวรัสโควิด-19” นี้คือ “วิกฤตที่ใหญ่ที่สุด” ในชั่วชีวิตนี้ รวมปัญหาเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี 2540 แยกกับวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง+น้ำท่วม+ภัยแล้ง เอาทุกอย่างมารวมกันยังไม่เท่าครั้งนี้
สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนไทย คือ “กลายเป็นคนเมือง” มากขึ้น ทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถกลับบ้านต่างจังหวัด (ถ้ามี) ไปทำ “เกษตร” หรือปลูกผักกินเองได้เหมือนแต่ก่อน รวมทั้งวิธีกินอยู่ที่เปลี่ยนไป ที่ดินอาจไม่มีเหมือนเดิม ความถนัดที่ไม่เหมือนคนรุ่นก่อน ยังไม่นับปัญหา “ภัยแล้ง” อีกด้วย จึงไม่ง่ายนักเมื่อพูดถึงการ “กลับบ้าน” รวมถึงพ่อค้าแม่ขายได้รับผลกระทบจากยอดที่ลดลงไม่ใช่ทุกคนจะขายของออนไลน์ได้ เศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้วยิ่งถูกฉุดให้แย่ลงไปอีก และเร็วขึ้นอีก บางร้านอาจต้องปิดกิจการ คนขายของในห้างร้านก็ไม่มีหน้าร้านแบบเดิม
10.สุดท้ายแล้วดูเหมือนว่าเรากำลังเคลื่อนไปทางแยกหรือทางสองแพร่ง ระหว่างความเดือดร้อนที่ “สุขภาพ” คือ เสรีภาพต้องมาก่อน กับ “ความอดอยาก” คือ เสรีภาพต้องมาก่อน ซึ่งจะทำให้เราถ่างกว้างออกไปจากกันและเอาชีวิตรอดแบบตัวใครตัวมันไปกับความเดือดร้อนที่ทำให้เราต้องผนึกกำลังกันแล้วใช้ “หนึ่งสมองสองมือหนึ่งใจ” และทรัพยากรทั้งหมดมาร่วมหัวร่วมมือร่วมใจเดียวกัน “หนึ่งเดียว” แก้ปัญหาซึ่งไม่ใช่แค่ “ของตัวเอง” เฉพาะเรื่อง Physical Health (มิติทางกาย) Mental Health (มิติทางใจ) หรือ Economic Health (มิติทางเศรษฐกิจ) หรือ Social Health
(มิติทางสังคม) หรือ Spiritual Health (มิติทางจิตวิญญาณ) แต่ต้องเป็นการมองคิดถึงทุกข์สุขของเพื่อนๆ ร่วมสังคม ร่วมประเทศชาติที่เดือดร้อนกว่าเราให้ครบทั้ง 4-5 มิติ เพื่อการมี “ดุลยภาพ” และ “คุณภาพชีวิตที่ดี” (Quality of Life) อย่างแท้จริง
เพราะการแก้ปัญหาของคนอื่น (ประชาชน 66 ล้านคน) ก็คือการแก้ปัญหาของตัวเราเองไปในตัว “ช่วยเขา คือ ช่วยเรา” ขณะที่เราต้องการ “พลังจิต พลังใจ” มองเห็นปัญหาใหญ่ๆ นี้ร่วมกันปรับวิธีคิด วิธีทำ ให้กว้างขึ้น ใจบริสุทธิ์ นอกจากช่วยทำให้ตัวเองรอดแล้ว มีอีกหนึ่งโหมดที่ต้องทำคู่กันไป คือ ทำให้… “ประชาชนตาดำๆ” เพื่อนๆ ในสังคมที่ด้อยโอกาสเป็นสังคมรอดไปด้วยกัน
สิ่งนี้อาจเป็น “New Normal” ที่จำเป็น คือ สปิริตอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากการแข่งขันเพื่อเอาชนะ “เอาตัวรอด” หากเป็นสปิริตของการคิดว่าทำอย่างไร “เราจะรอดไปด้วยกัน” ทำอย่างไร “เราจะไม่ทิ้งกัน” หรือปล่อย “ให้ใครตายตกไป” ตามทางระหว่างวิกฤต ซึ่งทุกคนสามารถคิดได้ทำได้ตามถนัดและตามกำลังของตัวเอง เพียงแค่ “เปลี่ยนมุมมอง” ที่ใช้ในการคิด ถ้า “รอด” เรา “จะรอดไปด้วยกัน” ถ้า “พัง” ก็จะ “ล้ม” ต่อกันเป็นโดมิโน
และถ้าเป็น “สปิริต” นี้เกิดขึ้นจริง นี้อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของความคิดอันเป็นประโยชน์ในสังคมอีกหลายอย่าง เช่น การเป็นรัฐสวัสดิการ การเกลี่ยความได้เปรียบให้คนด้อยโอกาสกว่า ความเป็นพี่เป็นน้องในสังคม การลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ถ้าคนในสังคม “ตระหนัก” ถึงปัญหาของ “คนร่วมสังคม” นอกจากในความคิดถึง “ตนเอง”
New Normal ของสังคมจะเป็น “รูปแบบไหน?” เกลียดชังและถ่างกว้างมากขึ้น หรือ…ช่วยเหลือแบ่งปัน คิดถึงกันและกันมากกว่าเดิม “สังคมไทย” หลังโควิด-19 จะเป็นอย่างไร? ทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการหา “คำตอบ”
ติดตาม “สิบความจริงที่สูงสุด” ฉบับหน้าครับ

