สถานีคิดเลขที่ 12 : เพราะคนๆ เดียว โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

10.06.20 | 12:39 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : เพราะคนๆ เดียว

สถานีคิดเลขที่ 12 : เพราะคนๆ เดียว โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

น่าสังเกตว่าการลุกฮือของมวลชนขนาดใหญ่และขยายวงกว้างไปทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 ปะทุจากความตายของคนๆ เดียวมา 2 เหตุการณ์แล้ว

ครั้งแรกคือชีวิตของพ่อค้าหนุ่มวัย 23 ปีขายของแผงลอยริมถนนที่ประเทศตูนิเซีย ชื่ออาจจะจำยากหน่อยว่า โมฮัมเหม็ด บูอาซิซี แต่วีรกรรมเผาตัวเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมเป็นที่จดจำ เพราะทำให้เกิดเหตุการณ์อาหรับสปริง หรือการปฏิวัติใหญ่ไปทั่วตะวันออกกลาง เมื่อปี 2553-2554

ครั้งล่าสุด จอร์จ ฟลอยด์ ชาวอเมริกันผิวดำ อายุ 46 ปี คนตกงานจากผลกระทบของการล็อกดาวน์ในสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ถูกตำรวจใช้กำลังจับกุมจนขาดอากาศหายใจตายอยู่ตรงจุดเกิดเหตุเมืองมินนิแอโปลิส เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2563

ชายสองคนนี้เป็นสามัญชน เป็นเหยื่อที่ถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนกัน ทำให้ผู้คนสะเทือนใจในโชคชะตาเหมือนกัน และเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จุดชนวนระเบิดและลุกลามอย่างรวดเร็วด้วยระบบการสื่อสารออนไลน์ผ่านโลกโซเชียลเหมือนกัน

ฉะนั้น อย่าได้มองข้ามว่าชีวิตคนๆ เดียวจะสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ได้

Advertisement

ชีวิตของหนุ่มตูนิเซีย และชายผิวดำชาวอเมริกัน กลายเป็นตัวแทนสะท้อนปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน

เหตุการณ์อาหรับสปริง มีปัจจัยที่สะสมมายาวนาน ได้แก่ การปกครองโดยเผด็จการ การถูกกดขี่ ความเหลื่อมล้ำ การคอร์รัปชั่นในระบบการเมือง สภาพเศรษฐกิจ และการเผาตัวตายของบูอาซิซี หลังถูกเจ้าหน้าที่เทศกิจยึดอุปกรณ์ทำมาหากินและด่าทอให้เกิดความอับอาย หมดสิ้นหนทางต่อสู้จึงเผาตัวตายเพื่อประกาศให้โลกรู้ถึงความเจ็บปวดในชีวิตที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ส่วนจอร์จ ฟลอยด์ เคยทำงานเป็นยามเฝ้าหน้าร้านอาหาร นาทีสุดท้ายของชีวิตที่ร้องว่า “ผมหายใจไม่ออก” ด้วยอาการอย่างทรมาน ตอกย้ำการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐต่อคนผิวดำครั้งแล้วครั้งเล่า

นักวิชาการมองว่าสิ่งที่ทำให้การประท้วงเพื่อจอร์จ ฟลอยด์ รอบนี้ขยายวงกว้างและรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2511 ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง ถูกลอบสังหาร

มาจากการหมดความอดทนของคนในสังคมต่อการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีอคติด้านสีผิวเป็นที่ตั้ง ทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ

มีสถิติบันทึกปี 2559 ว่าคนผิวดำในอเมริกามีโอกาสถูกตำรวจสังหารมากกว่าคนผิวขาวถึง 3 เท่า

แฮชแท็ก #ชีวิตคนดำมีค่า ที่ใช้ในการประท้วงครั้งนี้ ย้อนได้ถึงยุคค้าทาสช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-19 ที่คนผิวขาวกวาดต้อนชาวแอฟริกันอย่างน้อย 12 ล้านคนเข้าสู่วงจรกดขี่ที่ไม่ได้มองมนุษย์ด้วยความเท่าเทียมมานับแต่นั้น

ดังนั้นที่เมืองบริสทอลของอังกฤษ จึงมีฝูงชนไปโค่นรูปปั้นพ่อค้าทาสลงมาแล้วเอาโยนทิ้งน้ำ เป็นสัญลักษณ์ว่าต้องเลิกเชิดชูบุคคลและระบบกดขี่คนเยี่ยงทาสให้เด็ดขาดจริงจัง

แม้การเลิกทาสจะเกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แต่สังคมปัจจุบันมีหลายประเทศหลายแห่งที่ยังมีคนนิยมปฏิบัติต่อผู้อื่นเป็นทาส หรือชอบเป็นทาสเองแล้วอยากให้คนอื่นๆ เป็นทาสด้วย

สังคมไทยมีคนแบบนี้เยอะหรือไม่ต้องลองคิดดู