หน้าแรก บทความ หมู-ไก่สหรัฐอ...

หมู-ไก่สหรัฐอ่วม… โควิดพ่นพิษปิดหลายโรงงาน ดันราคาปศุสัตว์โลกขยับ : โดย เพ็ญภัสสร์ วิจารณ์ทัศน์

15.06.20 | 13:40 น.

หมู-ไก่สหรัฐอ่วม…

โควิดพ่นพิษปิดหลายโรงงาน ดันราคาปศุสัตว์โลกขยับ

สถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบไปทั่วโลก ทั้งในด้านสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจและสังคม ข้อมูล ณ 5 มิถุนายน 2563 มีผู้ป่วยติดเชื้อถึงกว่า 6.6 ล้านคน เสียชีวิต 3.9 แสนคน คนตกงานมหาศาล และอาจลุกลามไปถึง ปัญหาการขาดแคลนอาหาร เนื่องจากธุรกิจเกี่ยวเนื่องหลายอย่างไม่สามารถขับเคลื่อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน

สหรัฐอเมริกาที่ยังคงไม่มีแนวโน้มที่จะควบคุมสถานการณ์การระบาดได้สหรัฐมีผู้ติดเชื้อสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ที่ 1.92 ล้านคน (5 มิ.ย.63) ในจำนวนนี้เป็นพนักงานของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์และอาหารมากกว่า 11,000 คน และเสียชีวิตแล้ว 40 คน ส่งผลให้โรงฆ่าสัตว์และโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ อาทิ ไทสันฟู้ดส์, สมิธฟิลด์ฟู้ดส์, คาร์กิลล์, และ เจบีเอสยูเอสเอ ต้องปิดโรงงานหลายแห่ง

เมื่อ 29 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา ไทสันฟู้ดส์ยังประกาศปิดโรงงานผลิตเนื้อหมูในรัฐไอโอวา หลังพบพนักงานของโรงงานแห่งนี้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก โดยการปิดโรงงานเพิ่มขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้สั่งให้บรรดาโรงงานผลิตเนื้อสัตว์ยังคงเปิดทำการต่อไป เพื่อป้องกันภาวะอาหารขาดแคลนภายในประเทศในช่วงเวลาที่ไวรัสโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาด

Advertisement

ลำพังโรงฆ่าสัตว์สตรอม เลค ในรัฐไอโอว่า ของไทสัน ฟู้ดส์ เพียงแห่งเดียว ก็มีกำลังผลิตในการชำแหละเนื้อหมูได้สูงสุดถึง 17,250 ตัวต่อวัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3.5% ของกำลังการผลิตในสหรัฐก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่ขณะนี้สหรัฐ ต้องปิดโรงฆ่าสัตว์และโรงงานแปรรูปไปถึง 97 แห่ง แบ่งเป็นโรงชำแหละไก่ 34 แห่ง โรงชำแหละหมู 25 แห่ง และโรงชำแหละวัว 38 แห่ง ทั้งหมดนี้มีพนักงานรวมกันถึงกว่า 87,000 คนที่ต้องหยุดงาน

ลองคิดดูว่าการปิดโรงงานอาหารขนาดใหญ่จำนวนร่วม 100 แห่ง จะกระทบการขาดแคลนอาหารภายในประเทศสหรัฐอเมริกาเพียงใด …ซึ่งมันเป็นไปตามคาดการณ์ในช่วงก่อนหน้านี้ของ จอห์น เอช ไทสัน ประธานบริษัท ไทสันฟู้ดส์ ที่เตือนว่าห่วงโซ่การผลิตอาหารกำลังจะขาด และอาจจะมีการขาดแคลนเนื้อสัตว์ เช่นเดียวกับ ซีอีโอของบริษัท สมิธฟิลด์ ที่ระบุว่า การปิดโรงงานของบริษัทต่างๆ ในอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ กำลังทำให้สหรัฐเข้าใกล้ปัญหาการผลิตเนื้อสัตว์ครั้งใหญ่

วันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาการขาดแคลนเนื้อสัตว์ในสหรัฐเริ่มเกิดขึ้นแล้ว ปริมาณเนื้อสัตว์ที่หายไปจากสายพานการผลิตของทั้ง 97 โรงงาน กระทบปริมาณอาหารในตลาดสหรัฐ ส่งผลถึงระดับราคาสินค้าปศุสัตว์อย่างเลี่ยงไม่ได้ และในฐานะที่สหรัฐเป็นผู้ส่งออกเนื้อสัตว์อันดับต้นๆ ของโลก จำเป็นต้องระงับการส่งออกสินค้าบางส่วน เพื่อรักษาปริมาณอาหารภายในประเทศไม่ให้ขาดแคลน ย่อมส่งผลกระทบถึงปริมาณอาหารของโลก

ในภูมิภาคเอเชีย เป็นที่ทราบกันดีว่าเกิดปัญหาโรค ASF กระทบปริมาณเนื้อหมูในภูมิภาคด้วยเช่นกัน อย่าง ประเทศเวียดนาม ที่เรียกได้ว่ามีจำนวนหมูมากที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก และเป็นผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก ตามการระบุของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า แต่จากการระบาดของโรคเมื่อปีที่ผ่านมาทำให้เกิดความขาดแคลนหมู เป็นผลให้ราคาเนื้อหมูพุ่งสูงสุดในรอบ 20 ปี ที่ 103,000 ด่งต่อกิโลกรัม (4.39 ดอลลาร์) ทั้งนี้ ทางการเวียดนามได้เพิ่มการนำเข้าเนื้อหมูเพื่อบรรเทาความขาดแคลน โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ปริมาณการนำเข้าเนื้อหมูเพิ่มขึ้นถึง 300% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ก่อนหน้านี้เวียดนามนำเข้าหมูจากสหรัฐเป็นจำนวนมาก แต่สถานการณ์ในสหรัฐไม่เอื้อให้สามารถส่งหมูเข้าเวียดนามได้ดังเช่นอดีต ทำให้ต้องหาซัพพลายหมูจากประเทศอื่นในราคาที่สูงขึ้น … นี่จึงเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ตอกย้ำว่าราคาสินค้าปศุสัตว์ของโลกกำลังขยับตัวสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

วกกลับมาดูเนื้อสัตว์บ้านเราที่วันนี้สามารถป้องกันตัวเองให้ปลอดจาก ASF ในหมู รวมถึงศักยภาพในการป้องกันโรคโควิด-19 ในมนุษย์ที่ทั่วโลกต่างยอมรับ… นอกจากจะทำให้ราคาเนื้อสัตว์ของไทยถูกที่สุดในภูมิภาค เพราะไม่ต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนแล้ว ยังน่าจะเป็นโอกาสมหาศาลให้วงการอาหารและปศุสัตว์ของไทยผงาดอย่างยิ่งใหญ่ในเวทีโลกอีกครั้ง ซึ่งก็คงต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจในวงการเกษตร-อาหาร ที่ต้องจับมือเดินหน้าแล้วก้าวไปด้วยกัน

เพ็ญภัสสร์ วิจารณ์ทัศน์