กลายเป็นประเด็นบนโลกโซเชียลกรณีมีการรณรงค์ให้ยกเลิกการปักชื่อและนามสกุลนักเรียนบนเสื้อเรียน หลังมีการสืบค้นข้อมูลจากชื่อและนามสกุลดังกล่าวนำไปสู่เบื้องหลังของคนคนนั้น จะดีหรือไม่ดีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่มีที่น่าตระหนกพอสมควร เนื่องจากเพียงแค่ชื่อและนามสกุลที่ปัจจุบันจะถูกบันทึกลงในข้อมูลต่างๆ ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ไปจนถึงการได้เห็นภาพของบุคคล สืบค้นไม่ยากนักก็จะได้เห็นความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่โพสต์ด้วยเจ้าของชื่อบ้าง คนอื่นโพสต์บ้างในโลกโซเชียลที่ถูกเปิดเผยเป็นข้อมูลสาธารณะ
ล้วนเป็นเรื่องของความปลอดภัยและสวัสดิภาพของคนคนนั้น
การไม่อยากให้ปักชื่อเสื้อผ้านักเรียนยังนำไปสู่ความคิดเห็นอื่นๆ ผสมโรงเข้ามาถึงสภาพ ณ ปัจจุบัน ที่ผู้ปกครองต้องเสียเงินค่าปักชื่อนักเรียน ยิ่งปักด้วยจักรคอมพิวเตอร์ ราคาก็แพงในทันทีโดยไม่สมเหตุสมผล บางร้านก็โหด แค่เปลี่ยนเลขชั้นที่ศึกษาก็เจอราคาเต็มๆ ก็มี ยังมีค่าเลาะด้ายออกอีก
ถือเป็นเรื่องที่คาใจสำหรับผู้ปกครองเลยทีเดียว ซื้อทั้งเสื้อและกางเกงให้ลูกใหม่แล้ว ก็ต้องเสียค่าปักชื่อโรงเรียนและชื่อนามสกุลนักเรียนอีก
บ้านไหนมีลูกมากกว่า 1 คน เจอค่าเลาะด้าย ค่าฝีจักรเข้าไปอีก ปักใหม่สัก 3-4 ตัว แทบจะซื้อเสื้อกับกางเกงเรียนนักเรียนใหม่ได้เลย
เหมือนที่มีข่าวไปไม่นาน ที่จ่ายค่าปักชื่อโหดมากตัวละ 100 บาท ปล้นกันชัดๆ
บางรายอยากเอาเสื้อผ้าลูกๆ ไปบริจาค จะให้ทั้งที่มีชื่อนักเรียนไปก็ไม่เหมาะสม กลัวจะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องเลาะด้ายออก รอยพรุนจากฝีจักรก็ยังทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็น ทำให้เสื้อมือสองสภาพดีๆ ดูแย่ลงไปอีก
ทางออกที่มีไว้คือทำป้ายชื่อเข็มกลัดติด หรือจะใช้บัตรห้อยคอก็ยังได้ เหมือนที่หลายความคิดเห็นในโลกโซเชียลชี้ทางออก ทำให้ดีก็เป็นระเบียบ ถอดเข้าถอดออกได้สะดวก
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ให้ความเห็นเรื่องนี้โดยไม่ต้องแง้มดูกฎระเบียบกระทรวง บอกเลยว่า เป็นเรื่องน่าสนใจที่จะนำมาพิจารณา แต่ก็ยังขอฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนให้รอบด้านเสียก่อน และไม่ใช่เรื่องที่กระทรวงต้องทำนโยบายออกมา ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถตัดสินใจในเรื่องนี้ได้
ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วขนาดนี้แล้ว บางอย่างที่ปรับเปลี่ยนได้ก็น่าจะพิจารณาปรับ เหมือนกรณีการเรียนหนังสือระบบออนไลน์ทั่วประเทศ เมื่อก่อนต่างมองว่า เรียนที่บ้านก็ได้ ถ้าการสื่อสารออนไลน์มาแบบไร้ขีดจำกัด พอเจอสถานการณ์โควิด-19 เข้าเต็มเปา เหตุผลที่จะต้องนั่งเรียนอยู่บ้านก็เป็นทางออกที่เหมาะสม ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเด็กส่วนใหญ่มีความเข้าใจในโลกคอมพิวเตอร์ง่ายๆ อยู่แล้ว แม้แต่ครูบาอาจารย์ยังต้องปรับตัว จากการที่ถนัดสอนหน้าชั้น มีเด็กนั่งในห้องเรียนก็ต้องสอนผ่านกล้อง ทั้งครูและนักเรียนต่างใหม่ด้วยกันหลังเพิ่งเลื่อนชั้นเรียนมาเจอกัน การขานชื่อเด็กผ่านหน้ากล้องก็สะดวกดี เด็กแต่ละคนก็มีชื่อนามสกุลถูกป้อนเข้าตามระบบในแต่ละวิชา
การปักชื่อเด็กนักเรียนในยุคการเรียนแบบนิว นอร์มอล จึงไม่เกี่ยวข้องเลย
เรื่องความเป็นคุณค่าของระเบียบและชุดนักเรียนที่ใส่ก็มิได้ลดลง ที่ผ่านมาหลายโรงเรียนก็ยังทำบัตรสมาร์ทการ์ดให้นักเรียนใช้ในการแตะสัญญาณก่อนเข้าโรงเรียน เป็นการเช็ก
ชื่อว่าเด็กมาถึงโรงเรียนแล้ว ยังนำไปใช้ในการซื้ออาหารกินในโรงอาหารได้อีก โดยไม่ต้องพกเงินสด ยกเว้นค่าเดินทางไปกลับเท่านั้น
สรุปแล้วเรื่องของการปักชื่อนักเรียน นอกจากความปลอดภัยที่หลายฝ่ายให้ความเป็นห่วงแล้ว ก็มีเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้ปกครอง เสียค่าปักเสื้อเพื่อทำให้ถูกต้อง ยังต้องมาเสียค่าเลาะด้ายออกเพื่อทำให้ถูกต้องอีก
การทักกันในโลกออนไลน์ทำนองนี้ เห็นทีกระทรวงศึกษาธิการหรือผู้เกี่ยวข้องควรจะนำมาพิจารณา ไม่ต้องรอใครส่งเรื่องเข้ามาให้คิดให้ดูเป็นปัญหา ทำได้ทำเลย พิจารณาเลยว่าจะมีการโอนอ่อนผ่อนตามหรือหาวิธีการอื่นๆ ที่เหมาะสมต่อไป

