บัณฑิตตกงาน โจทย์หรือการบ้านที่รอการแก้ไข : โดย รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร
ทุกปีองค์กรของรัฐไม่ว่าจะเป็นสำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ มักจะมีการรายงานสภาวการณ์ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจซึ่งเชื่อมโยงไปสู่การว่างงานของคนไทย ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงมิติและปัญหาทางสังคมที่รัฐบาลตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการเยียวยาและแก้ปัญหาซึ่งกันและกัน
ต่อกรณีปัญหาการว่างงานของคนไทยหากมองย้อนกลับไปดูข้อมูลที่สำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานไว้ในเดือนตุลาคม 2562 พบว่าคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีทั้งหมด 56.66 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานหรือผู้พร้อมที่จะทำงาน 37.44 ล้านคน ซึ่งประกอบด้วย ผู้ที่มีงานทำ 37 ล้านคน ผู้ว่างงาน 350,000 คน
ที่น่าสนใจจากการรายงานดังกล่าวพบว่าสถิติที่เกี่ยวกับการศึกษาของผู้ว่างงานส่วนใหญ่เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษามากที่สุดถึง 147,000 คน และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 บุคคลกลุ่มนี้มีการว่างงานเพิ่มขึ้น 10,000 คน จากสถิติและข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าปรากฏการณ์การว่างงาน หรือการเตะฝุ่นของบัณฑิต หรือผู้ที่สำเร็จจากสถาบันอุดมศึกษาคงจะเป็นหนึ่งในมิติแห่งปัญหาทางสังคมที่นับว่าจะเกิดและตามมาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับในปี 2563 เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าเป็นปีที่ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยต้องประสบกับปัญหา หรือวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งจากสภาวการณ์ดังกล่าวนี้เองย่อมส่งผลกระทบนำไปสู่การว่างงานของผู้คนในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจากประเด็นนี้สอดคล้องกับการที่นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงสภาวะสังคมไทยไตรมาส 1/63 (มกราคม-มีนาคม) ว่าจากการประเมินผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ต่อแรงงานพบว่ามีความเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างทั้งสิ้น 8.4 ล้านคน ซึ่งการว่างงานจะปรากฏชัดในไตรมาสที่ 2 และชัดเจนมากขึ้นในครึ่งหลังของปี
ที่น่าสนใจยิ่งเลขาธิการสภาพัฒน์ได้สะท้อนให้เห็นอีกว่า ต่อกรณีการว่างงานมีประเด็นที่ต้องติดตามคือช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม จะมีนักศึกษาจบใหม่ออกสู่ตลาด 520,000 คน ที่อาจไม่มีตำแหน่งรองรับ จำเป็นต้องมีมาตรการสร้างงานและจ้างงานรองรับ ซึ่งตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทนั้น มีวงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่จะนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจซึ่งจะช่วยจ้างงานได้ถึงสองแสนถึงสามแสนคน
อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงปัญหาการว่างงานของบัณฑิตหรือผู้ที่จบการศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ แล้วหากพิจารณาถึงแก่นแท้หรือต้นตอแห่งปัญหาที่แท้จริงจะพบว่ามีปัจจัยหรือองค์ประกอบเข้ามาเกี่ยวข้องในหลากหลายมิติ และจากปัญหาดังกล่าวเมื่อถามถึงแนวทางหรือการป้องกันแก้ไขจะเห็นได้ว่าในหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชนซึ่งเป็นแหล่งหรือต้นทางของการผลิตบัณฑิตออกไปรับใช้สังคมก็ไม่ได้นิ่งเฉยต่างเข้าไปมีส่วนร่วมสำหรับการตอบโจทย์และแสวงหาแนวทางตลอดจนมาตรการที่จะนำไปสู่การปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อกล่าวถึงมาตรการและการเยียวยาเพื่อแก้ปัญหาสภาวการณ์การว่างงานของบัณฑิตก่อนหน้านี้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้นำร่องด้วยการจัดทำโครงการยุวชนสร้างชาติเพื่อลดหรือชะลออัตราการว่างงานของบัณฑิตใหม่ในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา
ซึ่งมิติหรือแนวคิดในการเยียวยาเพื่อแก้ปัญหาบัณฑิตเตะฝุ่นภายใต้โครงการยุวชนสร้างชาติของกระทรวง อว. ซึ่งประกอบด้วยโครงการย่อย อาทิ โครงการบัณฑิตอาสาประชารัฐ และโครงการกองทุนยุววิสาหกิจ ภายใต้งบประมาณหรือเม็ดเงินจำนวน 8,600 ล้านบาทนั้น ถือได้ว่าโครงการดังกล่าวน่าจะเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญสำหรับการแก้ปัญหา
เฉพาะหน้าได้ในระดับหนึ่ง
ด้วยเม็ดเงินหรือตัวเลขที่ทุ่มลงไปสำหรับการเยียวยาและแก้ปัญหาสังคมสำหรับโครงการดังกล่าวถือได้ว่ามีมูลค่าที่สูงพอสมควรเพื่อให้เกิดการคุ้มทุนในการบริหารจัดการ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามหรือประเมินผลคงจะได้ข้อค้นพบว่าโครงการบรรลุวัตถุประสงค์หรือนำไปสู่การเกาได้ถูกที่คันสำหรับรากเหง้าแห่งปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน
และเมื่อกล่าวถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมกับการแก้ปัญหาทางสังคมของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยเฉพาะในสภาวการณ์ของวิกฤตโควิด-19 เมื่อเร็วๆ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ได้แถลงข่าวการดำเนินการโครงการ “อว.สร้างงาน” เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการจ้างงานสำหรับประชาชนทั่วไปโดยไม่จำกัดวุฒิการศึกษา อายุ และสาขาที่จบ จำนวน 10,000 คน ซึ่งในโครงการนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งในแนวทางที่กระทรวง อว.จะเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อช่วยผ่อนคลายสภาวการณ์การว่างงานของบัณฑิตได้ในระดับหนึ่ง
วันนี้เมื่อกล่าวถึงสภาวการณ์การว่างงานของบัณฑิตจะพบว่าผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสถาบันอุดมศึกษาในฐานะต้นทางของการผลิตตลอดจนนักวิชาการและองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างได้มีการศึกษาวิจัยและติดตามประเมินผลเพื่อให้ได้มาซึ่งแก่นแท้หรือปัจจัยแห่งปัญหากันมาอย่างต่อเนื่องซึ่งคำตอบหรือผลที่ได้เมื่อมีการรายงานหรือเปิดเผยสู่สาธารณะจะพบว่ามีทั้งความต่างและความเหมือนอันเนื่องมาจากองค์ประกอบต่างๆ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันที่นับวันจะสูงขึ้น
ที่น่าสนใจต่อกรณีปัญหาการตกงานของบัณฑิตนั้น ก่อนหน้านี้ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ได้เคยเปิดเผยผลการสำรวจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบัณฑิตตกงานว่า ตัวเลขบัณฑิตจบใหม่ของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศอยู่ที่ประมาณ 300,000 คนต่อปี ซึ่งไม่อยากให้สังคมตระหนกกับตัวเลขบัณฑิตตกงานที่ออกมามากนัก เนื่องจากในแต่ละปีมหาวิทยาลัยจะประเมินคุณภาพบัณฑิตและติดตามการมีงานทำ และพบว่าบัณฑิตส่วนใหญ่หางานทำได้ตามปกติ แต่มีจำนวนไม่น้อยที่เรียนต่อระดับปริญญาโททั้งในและต่างประเทศ ขณะที่อีกจำนวนหนึ่งทำงานไม่ตรงกับสาขาที่เรียน เช่น ทำธุรกิจครอบครัวหรือธุรกิจส่วนตัว ดังนั้น ตัวเลขอัตราการมีงานทำที่หน่วยงานต่างๆ สำรวจอาจจะไม่สะท้อนความเป็นจริงมากนัก
อย่างไรก็ตาม ในมิติแห่งความเป็นจริงทางสังคมเมื่อมีสภาวการณ์แห่งปัญหาที่สะท้อนและส่งผลต่อผู้คนโดยตรงแน่นอนย่อมจะต้องมีผู้ติดตามและถามหาเพื่อให้ได้มาซึ่งโอกาสและความหวังในการหาทางออกหรือนำไปสู่แก้ไข ซึ่งจากประเด็นปัญหาบัณฑิตเตะฝุ่นหรือว่างงานถือได้ว่าเป็นหนึ่งในมิติที่ทุกรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขให้หมดไปได้ในเร็ววันประกอบกับปัจจัยหรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยเฉพาะวิกฤตของเชื้อโควิด-19 ด้วยแล้วคงจะเป็นโจทย์หรือการบ้านให้รัฐบาลตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแสวงหาทางออก หรือมาตรการการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างยั่งยืนสืบไป
เหนือสิ่งอื่นใดเพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพและมาตรฐานในการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาซึ่งจะส่งผลต่อการมีงานทำของบัณฑิตในอนาคต มหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาในฐานะเป็นต้นทางของการผลิตและพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับการกำหนดแผนยุทธศาสตร์สำหรับการบริหารจัดการ เพื่อผลิตบัณฑิตให้เป็นผู้ที่มีความพร้อมและตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพสืบไป
รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร
ศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์
มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

