หน้าแรก บทความ ภาพเก่า เล่าต...

ภาพเก่า เล่าตำนาน : เครื่องแบบนักเรียน..อย่า‘เยอะ’ โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

6.07.20 | 13:46 น.

ดูข่าวค่ำทางโทรทัศน์…เนื้อหาข่าว คือการบอกเล่าสภาวะสังคมไทยใกล้เปิดเทอมทั่วประเทศ 1 กรกฎาคม

นึกว่าจะได้ยินเรื่องหลักสูตร การเรียน การสอนอะไรใหม่ๆ.. เปล่าเลยกลับเป็นประเด็นข่าว พ่อแม่นำข้าวของไป “จำนำ” กันอุตลุด เพื่อหาเงิน หมุนเงินมาสนับสนุนลูกให้ได้เรียนหนังสือ….

ช่วงนี้โรงรับจำนำคึกคัก พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายนำทรัพย์สินมาฝาก แล้วเดินออกไปพร้อมกับ “เงินสด” ในมือ

ถ้าจะใช้ศัพท์แสงให้ดูโก้ คือ ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ถ้าแปลเป็นภาษาไทย คือ มาจำนำของ หาเงินให้ลูกไปโรงเรียนว่ะ

นักข่าวโทรทัศน์ช่องนี้…ไปทำข่าวต่อยอด ณ ร้านจำหน่ายเครื่องแบบนักเรียนที่กลับมาคึกคัก มีชีวิต ชีวา หลังจากเลื่อนการเปิดภาคเรียนไปราว 2 เดือนเพราะโควิด-19…ในระหว่างปิดเทอมอันยาวนาน เจ้าของร้านต่างนั่งแมลงวันตอมขา หาลูกค้าไม่ได้

Advertisement

ขอพูดจาในฐานะเคยเป็นนักเรียน เคยเป็นผู้ปกครอง และในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ที่วันนี้อยากเห็นการใช้ชีวิตของคนไทย เด็ก นักศึกษาผู้ปกครอง มีความทุกข์ยากน้อยลง มีชีวิตเรียบง่าย ประหยัด

เรื่องของเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษา ที่แต่งแต้ม เติมสี เติมกลิ่น กันมาหลายทศวรรษ ก็มิได้ผิด มิได้เลวร้าย….

หากแต่วันนี้ สภาพเศรษฐกิจในสังคมไทยต้องถือว่า “ทรุดหนัก” การทำมาหากินฝืดเคือง เดือดร้อนกันทั่วหน้า

เราควรหันมามองตัวเอง สำรวจตัวเอง ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น คิดใหม่ด้วยหลักเหตุและผล เพื่อเปลี่ยน ปรับ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ทั้งปวงที่เราไปคิด ไปเขียนมาผูกมัดตัวเอง.. ช่วยกันปลดโซ่ตรวนของชีวิต

ค่าใช้จ่ายที่หนักหนาพอสมควร สำหรับพ่อแม่ ที่ต้องแบกรับตั้งแต่ลูกเข้าเรียนอนุบาล คือ ค่าเครื่องแบบนักเรียน ผู้เขียนมั่นใจว่า ของใช้บางชิ้นไม่จำเป็น เพราะหากตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้ จะช่วยให้คนไทยประหยัดเงินไปได้หลายพันล้านบาทต่อปี

ถ้าท่านผู้อ่านที่มีฐานะดี ลูกทุกคนมีบุญได้เข้าเรียนโรงเรียนชั้นเยี่ยมของประเทศไทย มีรถเก๋งไปส่ง ไปรับกลับบ้าน กินนอนในรถ มีคนขับ เสียเงินมหาศาลเพื่อต้องเข้าโรงเรียน อาจจะไม่จำเป็นต้องอ่านบทความนี้เยาวชนในประเทศไทย เมื่อต้องไปโรงเรียน บางครอบครัว พ่อบรรทุกลูกขึ้นมอเตอร์ไซค์หน้า 1 คนหลัง 1 คน บ้างก็ซ้อนท้ายจักรยาน บ้างก็ขึ้นรถสองแถว คอยรถประจำทาง ใช้เรือ เดินเท้า ขี่จักรยาน รถโรงเรียน ถนนในต่างจังหวัด ยังเป็นดินลูกรัง ฯลฯ สารพัดรูปแบบการใช้ชีวิต

นี่คือชีวิตจริงของคนไทย ที่รวมไปถึงเด็กในป่า-บนดอย

ประเด็นเรื่องเครื่องแบบ กางเกง เสื้อ รองเท้า หมวก ชุดลูกเสือ เนตรนารี ถุงเท้า เข็มขัด ฯลฯ ..พ่อแม่น่าจะประหยัดเงินได้มหาศาล

เสื้อนักเรียน นักศึกษา จำเป็นมั้ยว่าจะต้องใช้ “สีขาว” …ชีวิตของเยาวชน ที่ไปอยู่รวมกัน เรียน ทานอาหาร เล่น หยอกล้อ ล้มลุกคลุกคลานเคลื่อนไหวไปมา อาหารหกใส่เปื้อนเสื้อ มีสรรพสิ่งสารพัด พร้อมที่จะมาเป็นรอยเปื้อนบนเสื้อสีขาว เมื่อเปื้อนแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ หรือแม่บ้าน (คนรับใช้) ที่จะต้องขจัดรอยเปื้อนให้หายไปให้จงได้

….เสื้อสีขาวมันเปรอะเปื้อนได้ง่าย

เสื้อนักเรียนสีขาว เมื่อใช้ไปนานวัน ถ้าเผลอนำไปซักในน้ำขุ่น เสื้อขาวสดใส จะแปลงร่างกลายเป็นสี “ขาวแก่” ที่น่าหดหู่ พ่อแม่ที่รักใส่ใจลูก จะต้องไปหาผงซักฟอก น้ำยา ผงวิเศษสารพัด เพื่อจะทำให้เสื้อกลับมาขาว

เยาวชนในชนบท ในพื้นที่ห่างไกล น้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวันก็ไม่ค่อยจะสมบูรณ์อยู่แล้ว ครอบครัวคนไทยมหาศาลที่ยังใช้น้ำบาดาล น้ำฝน น้ำจากคลอง คุณภาพน้ำก็ใช่ว่าจะใสสะอาดไปทุกหยด

“เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง” ชีวิตคนไทย ไม่น่าจะต้องมาเสียเวลา เสียเงินกับเรื่องทำให้ “เสื้อเป็นสีขาว”

โรงเรียน สถานศึกษาต้องกล้าที่จะ “คิดใหม่” กำหนดว่า ไม่ต้องใช้เสื้อสีขาว หันมาใช้สีเทาอ่อน สีน้ำเงิน สีม่วง สีเขียว สีกากี ฯลฯ

มันจะประหยัดเงิน เวลา ค่าน้ำ ค่าไฟ ของพ่อแม่ที่ไม่ต้องมาฟอกขาวให้ลูกได้มหาศาล และยิ่งถ้ากำหนดใช้ผ้าแบบไม่ต้องรีด ผ้ายืด เหมาะกับสภาพอากาศ ครอบครัวคนไทยจะมีความสุข ชีวิตจะง่ายขึ้นมั้ย…?

รองเท้า…ทำไมต้องกำหนดให้มีทั้งรองเท้าหนัง รองเท้าผ้าใบ รองเท้าพละสีขาว รองเท้าลูกเสือ เนตรนารี

“รองเท้าหนัง” ที่เรามากำหนดกันขึ้นเอง ต้องผูกเชือก ต้องขัดด้วยยาขัด บางที่ต้องหิ้วไป 2 คู่ถ้ามีพลศึกษา บางสถานศึกษากำหนดรองเท้าพลศึกษาต้องเป็นผ้าใบสีขาว เพื่ออะไร…สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

ต้องใส่รองเท้าผ้าใบขาวเพื่อลงไปเล่นกีฬา รองเท้าพร้อมที่จะมอมแมม ผู้เขียนซักรองเท้าเองมาตั้งแต่เด็ก แถมยังต้องซื้อน้ำยามาทาให้ขาว

เยาวชนควรใช้รองเท้าผ้าใบสีเข้มเพียง 1 คู่ ใช้มันทุกโอกาส หน้าร้อน หน้าฝน เรียน เล่นกีฬา จะประหยัดเงินได้มหาศาล

ปัจจุบัน รองเท้าผ้าใบ พัฒนาขึ้นมามาก ใส่สบาย ทนทาน

ลดค่าใช้จ่ายเรื่อง “รองเท้า” จะช่วยประหยัดเงินไปทั้งประเทศอีกมหาศาล ลดความยุ่งยากในการดูแลรักษา

การใส่รองเท้าผ้าใบ รองเท้ากีฬา ชาย หญิง มิใช่เรื่องเลวร้าย เยาวชนควรเลือกเองได้ว่าจะใส่รองเท้าแบบไหน เท้าของลูกหลานจะขยายใหญ่ขึ้นตลอดเวลา รองเท้าผ้าใบยังพอยืดหยุ่นได้บ้าง ช่วยลดภาระเหงื่อไคลในชีวิตพ่อแม่ได้มากโข

กระเป๋านักเรียน ….ที่ผ่านมา สังคมไปกำหนด ไปตั้งกฎเกณฑ์กันเอาเอง ว่าจะต้องใช้กระเป๋าของทางโรงเรียน มีตราสัญลักษณ์ ชีวิตจริงของคนเรา มันควรจะตั้งอยู่บนหลักการ “อะไรก็ได้ ที่มันสะดวก” หรือมีอยู่แล้ว หรือมีคนให้มา ของที่พี่ น้องใช้มาแล้ว ก็ควรนำมาใช้ได้

อย่าไปยึดตรึงกับ “ความเหมือนกัน” แล้วอ้างว่าเป็น “ความเท่าเทียม” เพื่อสังคมมีระเบียบ วันนี้ “เป้-กระเป๋า” มือสอง คุณภาพดีเยี่ยม ที่วางขายกันเกลื่อน เป็นของน่าใช้ที่สะดวกต่อการสะพาย ขึ้นรถ ลงเรือ

ของที่พี่ในบ้านใช้แล้ว น่าจะส่งให้น้องใช้ต่อได้

นักเรียน นักศึกษาที่เราเห็น… บางคนมีพ่อขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ขับแท็กซี่ หรือเป็นข้าราชการระดับล่าง หรือกำลังทำนาทำไร่ในป่า แม่อาจจะขายผักในตลาด กวาดถนน หรือหาบของขาย

เงินแต่ละบาท เงินพันบาท มันคือ หยาดเหงื่อ แรงงาน ที่ต้องแลกมาเพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือ

มีข้อมูลว่า…รัฐบาลสนับสนุนเงินให้สำหรับชุดนักเรียนระดับประถมคนละ 360 บาทต่อคน ซึ่งก็เป็นเรื่องสร้างสรรค์ไม่น้อย

นักข่าวโทรทัศน์….ตัดฉากไปสัมภาษณ์ผู้จัดการโรงรับจำนำแห่งหนึ่ง “….ของที่นำมาจำนำ ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เครื่องตัดหญ้า หม้อหุงข้าว นาฬิกา ซึ่งผู้จัดการโรงรับจำนำพยายามจะช่วยรับจำนำของทุกชิ้น เพราะทราบดีว่า ทุกคนที่เดินเข้ามา ต้องการเงินไปซื้อของ ซื้อเครื่องแบบให้ลูกไปโรงเรียนทั้งนั้น…”

ผู้ปกครองกล่าวว่า…เครื่องแบบ 1 ชุด ตกราว 500 บาท ..ลูกโตเร็ว รองเท้า เสื้อผ้าแทบจะต้องเปลี่ยนทุกปี

นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายปักชื่อ นามสกุล ปักโลโก้ของโรงเรียน เรื่องกิจกรรมของลูก เสื้อผ้ากีฬาสี มีแต่เรื่องเสียเงิน

ปัจจุบัน..สังคมไทยส่งเสียงดังสนั่น เรื่องการให้ยกเลิกเครื่องแบบนักเรียนไปเลย….

ผู้เขียน คิดว่าระเบียบของเครื่องแบบนักเรียนก็เป็นเพียง “กรอบแนวทาง” สร้างบรรยากาศ สร้างความกลมกลืนในสถานศึกษามิให้เหลื่อมล้ำกันมาก เราต้องกล้าคิด ต้องอ่อนตัวมากกว่านี้ ..เห็นข่าวพ่อ-แม่เข้าโรงรับจำนำเพื่อลูกแล้ว มันหดหู่ครับ

ลูกๆ บางครอบครัว คงไม่ทราบดอกว่า…เครื่องแบบที่เจ้าสวมใส่ไปโรงเรียนนี้ พ่อแม่ต้องเอาของที่บ้านไปจำนำ

ไม่ต้องไปสวดอ้อนวอน คุกเข่าให้ใคร พ่อแม่ ผู้ปกครอง

มีสิทธิที่จะพูด วิจารณ์ที่จะนำไปสู่การประหยัด

“รูปแบบ-แนวทาง” ที่เราเคยทำตามกันมา เมื่อถึงยุคสมัยข้าวยากหมากแพง ก็ควรจะได้รับการทบทวน หารือ เพื่อประหยัดเงิน ประหยัดเวลา กล้าที่จะคิดนอกกรอบ ลดความรุงรังของชีวิต

ถ้าอยากเข้าใจ “ชีวิตจริง” ก็ลองซักผ้า เสื้อ กางเกง ถุงเท้า นำผ้าไปตาก รีดผ้า ขัดรองเท้า ซักรองเท้าผ้าใบขาว เอาครีมมาทาให้ขาวเอง

ขอแถมท้าย…รูปแบบการแต่งกาย ชุดนักเรียนครับ

สังคมไทยมักจะมองว่า คนที่เอาชายเสื้อออกนอกกางเกง คือ คนแต่งกายไม่เรียบร้อย…ต้องเอาชายเสื้อเข้าไปในกางเกงและรัดเข็มขัด

เครื่องแบบทหารไทยสมัยก่อนแม้กระทั่งชุดฝึกใช้ในยามปกติ ในสนามรบยังต้องเอาชายเสื้อเข้าในกางเกง หัวเข็มขัดต้องแวววาว รองเท้ามันวาบ

ราว 60 ปีที่แล้ว ทหารอเมริกันนับแสนนาย ถูกส่งมารบในเวียดนาม ทหารมะกัน เจอสภาพอากาศร้อน ชื้น แฉะ เหนอะหนะ ไปหมดทั้งตัว รองเท้าหนังเปียกตลอดเวลาเมื่อออกทำงานในป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ

กลาโหมสหรัฐคิดออกแบบให้ใหม่ ชุดฝึกทหารสหรัฐในเวียดนาม ต้องปล่อยชายเสื้อออกนอกกางเกง ใช้ผ้าแบบแห้งง่าย เบา ทนทาน มีกระเป๋าพกพากระสุน ใส่ระเบิดได้ เหมาะกับการรบในป่าร้อนชื้น ลุยน้ำ ลุยโคลน เรียกกันว่าชุดเวสต์มอร์แลนด์ (ตามชื่อแม่ทัพสหรัฐ)

การปล่อยชายเสื้อออกนอกกางเกง เป็นการระบายความร้อน ระบายเหงื่อ ถ่ายเทอุณหภูมิ ….ไม่ใช่กุ๊ย

รองเท้าคอมแบตที่เคยเป็นหนังสีดำ ถูกออกแบบใหม่ มีผ้าใบสีเขียวเข้ามาแทนบริเวณด้านข้าง 2 ข้าง แห้งเร็วเมื่อเปียกน้ำ มีรูระบายน้ำ ระบายอากาศที่อับชื้นออกจากรองเท้า และพื้นรองเท้ายังเสริมแผ่นเหล็กขนาดบางเพื่อป้องกัน “ขวากเหล็กแหลม” ที่ทหารเวียดกง ขุดหลุมดักไว้ในป่า

หลังจากนั้นมา…ชุดเวสต์ (เรียกย่อแบบทหารไทย) แบบเสื้อปล่อยชาย ก็กลายเป็นเครื่องแบบของทหารไทยที่ทุกคนยอมรับว่า สะดวกต่อการสวมใส่ ใช้งานได้คล่องตัวดีเมื่อทำงานในสนาม

รองเท้าทหารอเมริกันในเวียดนาม เรียกว่าจังเกิลบู๊ต (Jungle Boot) ที่ทหารไทยชื่นชอบที่สุด ต้องหามาใส่ให้ได้

ที่บอกเล่ามานี้ เพื่อจะบอกว่า..ระเบียบทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ตามเหตุและผล ต้นทุนชีวิตเราไม่เท่ากัน แม้กระทั่งครู อาจารย์ทั้งหลาย ก็น่าจะมีชีวิตที่มีภาระน้อยกว่านี้ในการแต่งกาย

ก่อนปิดต้นฉบับ ได้แวะเข้าไปอ่าน มติชน ออนไลน์ พบข่าวที่บีบหัวใจในประเด็น เครื่องแบบนักเรียน…

…..30 มิถุนายน 2563 ช่วงบ่าย สุภาพสตรีคนหนึ่ง ถูกจับในห้างสรรพสินค้าจังหวัดชุมพร ข้อหาขโมย เสื้อ กระโปรง รองเท้า ของนักเรียนหญิง และยังมีของกลางเป็นรองเท้านักเรียนชายอีก 1 คู่ ..ที่สะเทือนใจมาก คือ ลูกสาวอายุ 8 ขวบ อยู่ในเหตุการณ์ขณะที่ตำรวจจับกุมแม่ของเธอ

พลเมืองดีในห้าง เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เห็นใจ เวทนา อาสาเข้ามาขอจ่ายเงินในราคา 1,200 บาท เพื่อไม่ต้องดำเนินคดีกับแม่ที่พยายามขโมยเครื่องแบบนักเรียนไปให้ลูกก่อนเปิดเทอม

เจ้าของร้านยินยอม ตำรวจทำตามกฎหมาย ทุกฝ่ายตกลงกันได้

การขโมยทรัพย์สิน ผิดกฎหมายแน่นอน ถึงแม้จะยากจนเพียงใด ก็นำมาแก้ตัวไม่ได้

ค่าใช้จ่ายที่จะส่งลูกเรียน เป็นภาระอันหนักอึ้ง ปากกัดตีนถีบ สำหรับลูกที่จะได้ไปโรงเรียน

ช่วงเวลานี้ คือ ความยากแค้นแสนสาหัส เงินทองเป็นของหายาก สังคมไทยจะร่วมกัน ต้อง “จัดระบบสวัสดิการ” เพื่อสนับสนุนเครื่องแบบนักเรียน หรือต้องอนุโลมให้ใช้เสื้อผ้า รองเท้า ในแบบอื่นๆ ได้

ที่ทำได้ “เป็นรูปธรรม” คือ ลดรูปแบบ ชนิด จำนวน ปรับสี ของเครื่องแต่งกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

วงจรอุบาทว์… พ่อแม่หอบของไปโรงรับจำนำ นำเงินไปซื้อของซื้อเครื่องแบบให้ลูกไปโรงเรียน …ได้ยิน ได้ฟังมาตั้งแต่จำความได้

วันนี้ เด็กไทยบางคน…ยังหารองเท้าใส่ไม่ได้

กฎ ระเบียบ ที่ทำให้ชีวิตมันยุ่งยาก สิ้นเปลือง…ก็เราสร้างมันขึ้นมากันเองทั้งนั้น…..