ปรับตัวก้าวกระโดดให้..ปัง..เมื่อถูกเลิกจ้าง… ยุค Next Normal !!! : โดย ดร.วิไล พึ่งผล

ปรับตัวก้าวกระโดดให้..ปัง..เมื่อถูกเลิกจ้าง… ยุค Next Normal !!! : โดย ดร.วิไล พึ

ปรับตัวก้าวกระโดดให้..ปัง..เมื่อถูกเลิกจ้าง…
ยุค Next Normal !!! : โดย ดร.วิไล พึ่งผล

“เลิกจ้าง” เป็นคำตีตราของมนุษย์เงินเดือน ผู้เขียนได้ข้อเท็จจริงจากการสัมภาษณ์ประชาชนที่ติดต่อเข้ารับการช่วยเหลือเงินเยียวยาจำนวน 15 คน จากหลากหลายอาชีพที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากช่วงโควิด-19 ณ สถานที่ราชการแห่งหนึ่ง พบว่าผู้สัมผัสมีอาการสมองมึนๆ อึนๆ ใจสั่นและหัวใจเต้นแรง น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว สิ่งแรกที่นึกถึง คือ “อนาคตของลูกและครอบครัว” สิ่งสุดท้ายที่ยังคิดวนไปมา คือ ทำอย่างไรให้ได้อยู่ต่อในองค์กรนี้…ฉันทำผิดอะไร..ทำไมต้องเป็นฉันที่ถูกตีตราชีวิต อย่างไรก็ดี โลกใบนี้ยังมีเรื่อง
อยุติธรรมเสมอ หากหัวหน้างานไม่ชอบหน้าโดยส่วนตัว…จึงนับว่าโชคร้าย..ที่ต้องเข้าข่ายถูกเลิกจ้าง ด้วยตัวชี้วัดจากการระบาดทางอารมณ์ล้วนๆ

การเรียนรู้การถูกเลิกจ้างเพื่อรับมือ New Normal สู่ Next Normal ในยุคโควิด-ขวิด การคัดสรรคนออกที่เป็นเรื่องจำยอมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ชะตากรรมของการขาดรายได้ถูกทิ้งมาที่พนักงานระบาดถึงครอบครัวแบบครบวงจรทั้งคราบน้ำตา…ผู้ถูกเลิกจ้างจึงต้องเลิกคิดคาใจว่า “องค์การเอาอะไรมาเป็นตัวชี้วัดว่าฉันทำงานไม่ดี”….กรณีบริษัทนั้นยังสามารถดำเนินงานได้ ส่วนบริษัทที่ต้องล้มเลิกกิจการแม้แต่ CEO ยังตกงานพร้อมหนี้สินล้นพ้นตัว…ที่เกิดจากการปรับตัวไม่ทันของทุกระดับในองค์การ!! ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับคนที่ยังมีงานทำ ที่ยังต้องพึงตระหนักด้านป้องกันให้ปลอดจากการตกงานไว้ล่วงหน้าโดยหมั่นวัดอุณหภูมิตนเองและองค์การเพื่อปรับตัวก่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างหูไวตาไวรอบรู้ทักษะเทคโนโลยีดิจิทัลและเทรนด์โซเชียลมีเดียมิใช่เล่นจนเสียเวลางานแต่เพื่อใช้งานทางธุรกิจ เช่น TikTok ที่มีสมรรถนะล้ำหน้ากว่าแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ในขณะนี้ จึงควรใช้งานสื่อเหล่านี้อย่างมีดุลยภาพของการทำงานและเล่นเพื่อผ่อนคลายนอกเวลาทำงานจะได้มีระยะห่างไกลจากกิจการถูกปิดและถูกตีตรา “เลิกจ้าง” พร้อมกับการรักษาสุขภาพที่แข็งแรงปราศจากโรคภัยยุคโรคระบาดพ่วงท้ายวิกฤตเศรษฐกิจ

ยุคโควิด-19 ระบาด พ.ศ.2563 ทำลายเศรษฐกิจรุนแรงมาก รัฐบาลจึงต้องกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นกว่ายุคต้มยำกุ้งหลายเท่า เพื่อสนับสนุนทางการแพทย์ด้านวิจัยคิดค้นวัคซีนป้องกันและยารักษาโรคคู่ขนานกับการเร่งช่วยเหลือ SMEs กลุ่มแรงงานและประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้งโรคระบาดและเศรษฐกิจ ยุคโควิดสามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตทั่วโลกหลังจากควบคุมโรคได้จะเป็น Next Normal ที่ต้องดำเนินการช่วยลดคนตกงานนับหลายแสนคนรวมบัณฑิตจบใหม่ในปัจจุบันและอนาคต

ดังนั้น การหาแนวทางพึ่งพาตนเองร่วมด้วยจะสามารถนำพาให้มนุษย์เงินเดือนก้าวพ้นจากวิบากลำบากนี้อย่างรวดเร็วมากขึ้นคู่ขนานกับการรับเงินเยียวยาจากรัฐบาลอย่างใช้ปัญญารู้เท่าทันวิกฤตที่ต้องเกิดขึ้นอีกในอนาคตที่เกินคาดการณ์

ผู้เขียนอยากแบ่งปันประสบการณ์ก้าวกระโดดที่ปรับตัวทันตั้งแต่ทราบข่าวและติดตามข่าว
โควิดอย่างใกล้ชิด และใช้บทเรียนต้มยำกุ้งที่เคยทำให้ชีวิตล้มทั้งยืนในยุคนั้น เป็นแนวทางให้ใช้ชีวิตพอเพียง เป็นหนี้อย่างระมัดระวัง เพื่อมีไว้เก็บออมอย่างรู้คิดทั้งเชิงธุรกิจและความเป็นอยู่ อย่างไรก็ดี วิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด-19 มีโรคภัยมาร่วมด้วยจึงเป็นสิ่งใหม่ที่ต้องระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น ผู้เขียนจึงอยากชวนทุกคนได้ตระหนักและหยุดคิดลบอย่างรวดเร็ว..โดยเฉพาะผู้ตกงาน..เราสามารถเสียความรู้สึกได้เพียงแค่หนึ่งอึดใจก็เพียงพอแล้ว เพราะนอกจากจะสูญเสียรายได้ ยังอาจมีโรคภัยไข้เจ็บเพิ่มมาให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นอีก..จึงต้องรีบลุกขึ้นและคิดให้ก้าวกระโดดเพื่อเดินหน้าต่อไป โดยต้องทิ้งอดีตให้ตามหลังเรา อย่าให้แซงหน้าความคิดของเราอย่างเด็ดขาด

ผู้เขียนขอนำเสนอประสบการณ์ที่ยึดหลักสำคัญใน “พระมหาชนก” พระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงนิพนธ์แก่ประชาชนชาวไทยประมาณปี 2539 สามารถใช้เตือนสติในปี 2540-2541 เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่มนุษย์เงินเดือนอย่างผู้เขียนยังคิดไม่เป็นและไม่สนใจอ่านในตอนนั้น จนเกิดกับตัวเองเพราะทำงานอยู่ที่สถาบันการเงินที่ล้มละลาย ผู้คนตกงาน CEO หลายคนฆ่าตัวตายหนีปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ตอนนั้นเครียดมากและได้พบหนังสือพระมหาชนกในห้องสมุดของธนาคารแห่งหนึ่งที่ใกล้ปิดตัว รู้สึกเจ็บใจตัวเองที่น่าจะอ่านตั้งแต่ปี 2539 !!! จากอดีตที่เคยมีวิถีทำงานเช้าชามเย็นชาม…ธนาคารไม่มีทางเลิกจ้างดิฉัน!! สุดท้ายปรับตัวเองไม่ทันต่อการเลิกจ้าง พ.ศ.2541 หลังจากอ่านนิทานนี้จนจบ..คำว่าถูกเลิกจ้างถูกขจัดออกไปจากสมองทันที…สมองโล่งขึ้น…ความคิดก้าวกระโดดบูรณาการกับการดำเนินชีวิตต่อไปด้วยเทคนิค “3 ต้อง” : “ต้องลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ต้องขยันอย่างเพียรพยายามมากขึ้น และฉันต้องเป็นคนเก่งที่พบจุดเก่งให้ได้…จึงขอชวนทุกคนทุกวัยอย่าประมาทชีวิตที่แวดล้อมด้วยสิ่งเกินคาดคิดอยู่เสมอ ด้วยการคิดสิ่งใหม่ๆ แตกต่างจากที่เคยทำ มีความเพียรพยายาม ลงมือทำตามสิ่งที่คิดก้าวไปข้างหน้าอีกสักนิด ขยันแบบก้าวกระโดดที่ต้องพึ่งพาความสามารถของตนเอง สามารถใช้สำหรับการปรับตัวของมนุษย์เงินเดือนทุกประเภท…

หลักการดำเนินชีวิตแบบก้าวกระโดด New Normal สู่ Next Normal คือ ความไม่ประมาทผสมผสานกับวางแผนด้านการเงินให้ใช้พอเพียงอย่างระแวดระวังควบคู่กับการดูแลสุขภาพที่ดีพอเพื่อดำรงชีวิตอยู่ทั้งทรัพยสินและร่างกายให้สามารถใช้ได้ตลอดไปจนหมดอายุขัย

ความเพียรพยายามคิดก้าวกระโดดแบบคิดบวกแม้ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายยึดหลัก “ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน” ด้วยการหยุดพูดเรื่องลบสักระยะยาวๆ ลบอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับมาออกจากสมองระยะสั้น ปรับมาคิดวางแผนใช้ประโยชน์จากเงินเยียวยาของรัฐบาลที่ได้รับ เก็บไว้ส่วนหนึ่งเพื่อไปฝึกฝนทักษะใหม่ๆ นอกเหนือจากงานประจำที่คุ้นเคยและต้องลงมือทำเป็นอาชีพใหม่แบบ Next Normal ส่วนงานเดิมๆ สำหรับพนักงานที่ยังมีงานทำ ก็ต้องขยันทำงานเพิ่มขึ้นในแต่ละวัน วันละชิ้นๆ -อาจเก่งกล้าใช้สื่อ Social Media วิถีพรุ่งนี้ เริ่มจากใช้ Tik Tok ที่ยังไม่เสียค่าใช้จ่ายมาช่วยเป็นสื่อธุรกิจในอนาคต..ป้องกันการถูกเลิกจ้างอีกระลอก!! ที่ตัวเรายังต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงจึงจะเดินต่อไปได้อย่างมีพลัง

ดังนั้น เริ่มลงมือคิด วางแผน และทำอย่างไม่ต้องรีรอ..อยู่กับวันนี้ให้ดีที่สุดยังไม่ต้องคิดถึงอนาคตให้ใจเสีย..สุดท้ายจะกลายเป็นเสียใจที่ยังไม่เริ่มต้นสักที!!!

เทคนิคการลงมือทำเพื่อตัวเองและครอบครัวหากถูกเลิกจ้าง และคนอื่นที่ยังโชคดี ควรศึกษาไว้ด้วย ได้แก่
1.หยุดหงุดหงิดและพาลกับคนในครอบครัว….หันมาคุยและปรึกษากันดีๆ เรื่องการ
ประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อทยอยลดหนี้สิน…โดยวางแผนร่วมกันในการเจรจาผ่อนชำระหนี้ และทำอย่างไรที่จะหารายได้เพิ่มมากกว่าการมีหนี้สิน ซึ่งในช่วงแรกที่จะก่อหนี้ จำเป็นต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากความจำเป็นและมีเหตุผลมากที่สุด เช่น รีบไปเจรจายืดเวลาการชำระหนี้สินบ้านอยู่อาศัยที่เกาะติดตั้งแต่ต้น….อย่าตื่นตกใจ..เสียขวัญ…ทำอะไรไม่ถูก…คิดอย่างมีสติขณะที่ไร้สติ…ก้าวกระโดดแรกที่ต้องเร่งทำคือ สมัครงานไปด้วยและหาอาชีพใหม่ด้วย…ส่วนฐานะลูกหรือคนที่กำลังเรียนหนังสืออยู่…ขอให้ตั้งใจเรียนมากขึ้น…ตั้งสติเพื่อวางแผนเรียนให้จบเร็วที่สุด…อย่าหยุดเรียนกลางคัน เพราะอนาคตของลูกอยู่ที่ใบปริญญา..แต่ควรมีสติที่คิดหางานพิเศษควบคู่กับการเรียนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองด้วยอีกแรงหนึ่งหรือเตรียมยื่นขอทุนจากมหาวิทยาลัย

2.บริหารเวลาอย่างคุ้มค่า เริ่มสมัครงานใหม่ ช่วงรอเรียกสัมภาษณ์ต้องค้นหาอาชีพจากสิ่งที่
ชอบและฝึกฝนทันที หรือลงเรียนฝึกอาชีพเพิ่มเติมที่ศูนย์ฝึกอาชีพในทุกเขตที่จะมีใบประกาศนียบัตรรับรองความเป็นมืออาชีพ หรือสมัครเรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่ศูนย์อาชีพในสวนลุมพินี หรือการเข้าไปศึกษาในยูทูบที่มีแนวทางหลากหลายจำนวนมาก หากใครที่ยังพอมีรายได้ ควรวางแผนเรียนหนังสือหรือเข้าอบรมอาชีพที่ตนเองสนใจพร้อมกับการใช้ Social Media คู่ขนานกับการแบ่งเวลาหางานพิเศษทำ อย่าปล่อยให้กลายเป็นคนว่างงานซ้ำซาก…โดยเฉพาะนักศึกษาใกล้จบและบัณฑิตจบใหม่ ควรบริหารเวลาอย่างคุ้มค่า เพราะทุกเสี้ยวนาทีมีความหมายที่จะไม่ตกงานหลังจบการศึกษา!!

3.ผู้ตกงานต้องเร่งมองหาจุดเด่นตัวเองให้เจอว่า ตัวเองชอบและชำนาญด้านใด…ใช้สติและปัญญาคิดถึงการสร้างอาชีพ มากกว่าการตีโพยตีพายคิดถึงแต่ปัจจุบันอันแสนขมขื่น…ผู้มีงานทำก็อย่าประมาทชีวิต ดังพุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า “อนิจจัง…ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้แน่นอน…บนโลกใบนี้..ทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ขององค์กรอย่างเป็นทีม…สามารถเป็นผู้นำทีมให้คิดกิจกรรมร่วมมือกันหารายได้เข้าองค์กร…องค์กรจึงจะอยู่รอด….และพนักงานก็จะปลอดภัย

สรุป เทคนิคปรับตัวก้าวกระโดดเมื่อถูกเลิกจ้าง ปรับตัวเองจาก New Normal สู่ Next Normal ในวิถีอนาคตที่ออกแบบสู่ความสุขที่ก้าวไปอย่างปราศจากหนี้สินรุงรัง เริ่มจากสร้างขวัญ…ทดแทนการเสียขวัญ…แม้จะมีปัญหาและอุปสรรคที่จ่อรออยู่….แต่ชีวิตก็ต้องก้าวข้ามอุปสรรคอย่างเพียรพยายามและต้องเดินต่อไปอย่างสง่างามด้วยหนึ่งสมองและสองมือ…หากคุณไม่ก้าวเดินต่อ…โลกก็จะหมุนพาคุณไปอย่างไร้จุดหมาย….ไร้ทิศทาง…แล้วความล้มเหลวในชีวิตก็จะคืบคลานมาบดบังความแข็งแรงในตัวคุณ…ดังนั้นหากไม่อยากโชคร้ายจมกับความทุกข์ตลอดชีวิต…ก็จงหันมาคิดก้าวกระโดด..เพื่อความปังของชีวิตที่ไม่ประมาท…

โปรดระวัง คุณอาจเป็นคนถูกเลิกจ้างคนต่อไป…!!!

 

ดร.วิไล พึ่งผล

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้รายงานหน้า2 : โดมิโน‘4กุมาร’ไขก๊อก กระทบ‘ปรับครม.-ฟื้นศก.’
บทความถัดไปสถานีคิดเลขที่12 โดย จำลอง ดอกปิก : ปรับครม.-เดิมพันอยู่รอด