หน้าแรก บทความ สังคมผู้สูงวั...

สังคมผู้สูงวัย โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

16.07.20 | 13:45 น.

สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสฟังบทสัมภาษณ์พิเศษ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประธานคณะกรรมการสร้างระบบสังคมสูงวัย : สังคมผู้สูงวัย ซึ่งมีสาระดีมากและมีคุณค่าแก่การเผยแพร่ให้แก่ประชาชนได้ศึกษา เข้าใจถึง “สังคมคนแก่” อดีต ปัจจุบัน และอนาคตเป็นอย่างไร จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ…ความว่า :

คำว่า สังคมสูงวัย เป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง ถือว่าเป็นสงครามใหม่ เป็นข้าศึกใหม่ที่ประเทศไทยไม่เคยเจอมาก่อน แต่เจอแน่ คนที่จะพบก่อนอื่นคงจะอายุประมาณ 40-50 ปี ในปัจจุบัน จะต้องพบศึกใหญ่ ปรากฏการณ์ที่โครงสร้างประชากรในอีกประมาณ 10 กว่าปี ผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ สัดส่วนคนทำงานจะน้อยลง เด็กที่เกิดใหม่จะน้อย เพราะคนพร้อมไม่ท้อง คนท้องไม่พร้อม คนที่พร้อมไม่ท้องเพราะเป็นห่วงว่าลูกจะเป็นภาระ กลัวว่าลูกเกิดมาในสังคมลูกจะลำบาก แต่คนไม่พร้อมดันท้อง คุณลองเดาดูสิว่า ในอนาคตเด็กที่เกิดมาจะมีคุณภาพต่ำลง อีก 10-20 ปี คนพวกนี้ก็จะอยู่ในวัยทำงานที่สำคัญ เมื่อคนทำงานมีสัดส่วนน้อยลงอยู่แล้ว แต่
ผู้สูงอายุในอีก 10-20 ปี จะมาก จะมากหนึ่งในสามของคนทั่วประเทศ ใครจะเป็นคนจ่ายภาษีอากร เพราะคนวัยทำงานน้อยลง และคุณภาพอาจจะไม่ค่อยดีนัก นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก และที่คิดกันว่าจะต้องหวังพึ่งรัฐ ผมบอกได้เลยว่าถ้าหวังก็ตายเปล่า เพราะมันต้องช่วยกันวางระบบ และคนปัจจุบันนี้ไม่เข้าใจสังคมสูงวัย ถึงเวลานั้นไม่ทันแล้ว และควรจะต้องเตรียมการตั้งแต่บัดนี้ เตรียมการในเรื่องอะไรบ้าง คุณก็ต้องดูว่าพอคุณหยุดทำงานถ้าคุณยังจะมีอายุอยู่ 20 ปีตาย คุณจะหยุดทำงานเมื่อไหร่ วันที่คุณหยุดทำงานจะได้มีเงินออมประมาณ 5 ล้าน คุณจะอยู่ได้เดือนละ 2 หมื่น 20 ปี แล้วคุณตาย ตกลงตอนนี้ควรเตรียมการมากน้อยแค่ไหน ฉะนั้นก็หวังพึ่งตัวเอง มันต้องเก็บออมตั้งแต่เริ่มทำงาน ไม่ใช่มาเก็บออมตอนแก่ และขอเน้นอีกทีว่าคนที่จะประสบปัญหาหนักที่สุดคือ คนวัย 40-50 ปี และไม่ใช่ว่าเด็กกว่านั้นจะรอด โครงสร้างประชากรและปัญหาของประเทศจะลุกลามไปหาเด็กที่อายุ 20-30 ปีปัจจุบัน พอเขามีอายุสูงขึ้นเขาก็จะมีปัญหาหนักมาก ถ้าเราไม่เตรียมสร้างระบบรองรับให้มันดี ในขณะนี้มันเกิดขึ้นหลายประเทศ พวกมุสลิมไม่ค่อยแก่เพราะเขาไม่คุมกำเนิด เพราะฉะนั้นเวลาที่มันไม่เกิด เพราะคนรุ่นหลังมันเกิดขึ้นมาก มากกว่าคนรุ่นเก่า ประเทศที่ก่อนเรามีญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฝรั่งเศส เป็นต้น หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ประเทศเราโชคร้ายตรงที่ว่าประเทศอื่นเขารวยก่อนแก่ แต่ของเราแก่ก่อนรวย มันก็เลยมีปัญหามาก

ปัจจุบันนี้คนที่เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐ มีเพียงประมาณ 5% ที่คิดว่าเขาจะมีระบบที่ดีที่สุด คือ มีระบบบำนาญ แต่คุณรู้ไหม ระบบนี้ก็มีปัญหา ผมรับบำนาญปัจจุบันใครเป็นคนจ่ายให้ผม คนรุ่นใหม่เป็นคนจ่ายให้ผม แล้วถ้าเกิดต่อไปในอนาคตคนรุ่นใหม่น้อยลงแล้วคนรุ่นเก่าเป็นยังไง คือ 1.ไม่เป็นธรรม 2.อาจจะไม่ได้รับเต็มไม้เต็มหน่วยก็ได้ในอนาคต สำหรับคนที่ทำประกันสังคม แต่มันเป็นระบบลงขัน ลงขันแปลว่าไม่ได้ใส่ชื่อคุณ ไปใส่อยู่ส่วนกลาง เสร็จแล้วพอในอนาคต พอผู้สูงอายุจำนวนมาก คนก็ควักออกจากขันเยอะ คนเติมขันน้อยลงเพราะมีสัดส่วนคนทำงานน้อยลง ตกลงถึงจุดหนึ่งคนที่เติมบ่อยคิดว่าแล้วจะเติมไปทำไม เติมไปรุ่นก่อนก็เอาไปใช้หมดเลย รุ่นก่อนก็เกิดตื่นตระหนกตกใจบอกว่าเลิกไม่อยู่ในระบบนี้ดีกว่า นี่คือระบบในปัจจุบันนี้มันยังไม่ยั่งยืน คนที่ทำงานอิสระไม่มีระบบอะไรเลยในปัจจุบันนี้ แบ่งกันเป็น 4 ด้าน ที่เราจะต้องช่วยกันสร้างระบบรองรับในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น 1.ระบบเศรษฐกิจ 2.ระบบสภาพแวดล้อม 3.ระบบสุขภาพ 4.ระบบชุมชนและสังคม จะต้องร่วมมือกันทำอะไร อย่างไร

1.ระบบเศรษฐกิจ : ต้องรู้จักออมตั้งแต่เรายังหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยทำงาน คือคนไทยคิดว่าเราอยากจะบริโภคอะไร จะใช้เงินสักเท่าไหร่เป็นตัวตั้ง เรามีเงินเท่าไหร่เอามาลบ ถ้าเกิดเงินไม่พอเราก็ผ่อนส่งหรือเรากู้ เรากู้ก็หมายความว่าเราเอาเงินออมในอนาคตของเราไปใช้ เท่ากับเงินออมติดลบ แต่เราจะต้องคิดกลับกัน เรามีเงินเท่าไหร่ เราต้องออมเท่าไหร่ ที่เหลือจึงบริโภค เงินออมที่แน่ๆ คือเงินออม ที่เราจะเอาไว้ใช้ตอนเราหยุดทำงานและเราต้องใช้ในอนาคต วิธีคิดคือ หนึ่งจะต้องกลับกัน แต่ที่ผมเรียนว่าการออมก็มีหลายวิธี 1.ออมด้วยเงิน แต่ชาวบ้านผมไปพบเขาออมด้วยต้นไม้ คุณรู้ไหม ต้นไม้ 30 ปี ต้นขนาดโอบไม่ได้ ต้นหนึ่งหลายหมื่นบาท ถ้าเราออมด้วยต้นไม้ เราปลูกให้เยอะ พอเราหยุดทำงาน ต้นไม้คือสินทรัพย์ ถ้าเราเอาไปขายทีละต้นก็เป็นบำนาญชีวิต ถ้าเราไม่ขายที่ดินเราพร้อมต้นไม้ยืนต้นมูลค่าก็จะสูงขึ้น เราก็จะสามารถประทังชีวิตได้โดยง่าย สิ่งแวดล้อมก็ดีขึ้น ชาวบ้านควรจะออมได้หลายวิธี ออมด้วยวัว ออมด้วยอะไรก็แล้วแต่ สามารถที่จะช่วยกันคิดสร้างระบบการออมได้ อย่าหวังแต่การออมส่วนกลาง แต่มีอันหนึ่งที่น่าสนใจ ผมเคยถามชาวบ้านวิธีคิดคิดยังไง การที่คนจะออมเองมันลำบาก มันต้องมีการบังคับการออม ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Forced saving ก็คือรัฐจัดระบบบังคับให้เกิดการออม ปัจจุบันนี้เราเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม vat 7% สมมุติว่าผมของเพิ่มอีก 3% เป็น 10% ส่วนที่เพิ่ม 3% ใส่อยู่ในชื่อของเราทุกคน เวลาเราไปซื้อของ เดี๋ยวนี้บัตรประชาชนมีเลข 13 หลัก มีชิปด้วย เอาไปแตะปุ๊บรูดปุ๊บมันก็จะรู้ว่าใครเป็นคนซื้อ และ vat ที่เราจ่ายไปมันก็บันทึกอยู่ว่าเราเป็นคนจ่ายตั้งแต่หนุ่มสาวไป ซื้อของกินของใช้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเราหยุดทำงาน vat พวกนี้ก็จะสะสม แต่ 3% ที่เพิ่มจะคืนเรากลับมา พร้อมกับรัฐอาจจะเพิ่มให้อีกเท่าตัว เพราะรัฐเอาเงินไปใช้ก่อนอย่างน้อยเท่าตัวที่เพิ่ม ชาวบ้านบอกอย่างนี้เอาเพราะว่ามันใส่ชื่อเขาแล้วมันจะคืนเขา ผมคำนวณเล่นๆ คนหนึ่งจะได้ประมาณเดือนละ 5,555 บาท เดิมเกษียณอายุที่ 60 ปี ที่นี้คำถามคือว่า ที่เกษียณ 60 ปี ตัวเลข 60 เอามาจากไหน เอามาจากการที่อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยแต่เดิม 59 ปี พออายุเฉลี่ย 59 ปี ก็เลยคิดว่า 60 นี่ก็มากพอสมควร เพราะฉะนั้นหยุดทำงานมันก็ดูเหมาะสม แต่ปัจจุบันนี้อายุขัยเฉลี่ยของคนไทย 77 ปี (ผู้หญิง 79 ปี ผู้ชาย 73 ปี) คนเดี๋ยวนี้แข็งแรงขึ้น คุณจะรีบหยุดทำงานไปทำไม จะต้องขยายอายุการทำงานต้องทำมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งคุณทำงานยิ่งสุขภาพดี วัดจากประสิทธิภาพ วัดจากความสามารถ แต่การที่จะขยายอายุการทำงาน อย่าขยายทุกคนเท่ากัน เพราะอาชีพบางอาชีพต้องใช้พละกำลัง แต่ต้องขยายอาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญการ ใช้ประสบการณ์ ขยายแล้วก็ประเมินว่าเขาอยากทำด้วยไหม ขณะเดียวกันคนที่ทำงานเหมาะสมที่จะจ้างต่อไหม แต่ว่าที่สำคัญที่สุด อยากจะสรุปก็คือว่า 1.การออมสำคัญมากต้องเปลี่ยนวิธีคิด ต้องออมตั้งแต่วัยหนุ่มสาวพอแก่แล้วออมไม่ทัน 2.ที่คิดว่าหยุดทำงานจะต้องเปลี่ยน จะต้องทำงานไปเรื่อยจนกว่าจะทำไม่ได้ ที่ว่า 60 เกษียณ 60 แก่แล้วไม่จริง

2.ทางเลือกมิติสภาพแวดล้อมรองรับสังคมสูงวัย : ในมิติเรื่องสภาพแวดล้อมเราควรจะคิดอะไรบ้าง คนสูงอายุถ้าเกิดหกล้ม มีอุบัติเหตุ ค่ารักษาพยาบาลแพงกว่าการปรับปรุงสภาพแวดล้อมอย่างยิ่ง และปรับสภาพแวดล้อมให้ใช้ได้กับคนทุกวัย ให้ได้กับคนพิการด้วย ปรับทีเดียวทั้งบ้านทั้งเมืองจะช่วยได้เยอะ ทีนี้จะปรับอย่างไร ผมก็จะบอกคุณว่าในบ้านมักจะเกิดเหตุที่สำคัญมาก ในห้องน้ำการไม่มีราวจับ พื้นลื่น การที่เป็นพื้นที่ระดับนี้ ควรมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ที่สาธารณะ ถนนหนทางทำอย่างไรให้เหมาะสม ทำอย่างไรไม่ขรุขระ ไม่ให้ลื่น แม้กระทั่งบางประเทศเขาฝึกผู้สูงอายุให้ล้ม การฝึกล้มให้เป็น เขาฝึกว่านั่ง ลุก คีย์เวิร์ดก็คือถ้าล้มแล้วแพงกว่า และเสียสุขภาพไม่คุ้มเลย ลูกหลานจะต้องลุกขึ้นมา บ้านตัวเองและตัวเองยามแก่

Advertisement

3.ทางเลือกมิติสุขภาพ 2561 : ผมคิดว่ามิติด้านสุขภาพ มีคอนเซ็ปต์หรือมีวิธีคิด คนเราต้องมีเกิด แก่ เจ็บ แล้วก็ตาย ก็คือว่า เกิดให้แก่ช้าที่สุด เจ็บให้สั้นที่สุด สั้นแล้วตายอย่างรวดเร็ว เพราะบางคนตอนจะตาย 6 เดือนสุดท้ายเสียเงินเสียทองผลาญเงินลูกหลานไปหลายล้านบาท แล้วในที่สุดก็ตาย ทุกคนก็จะรู้ดีแล้วว่าถ้าเราจะให้แก่ช้าเจ็บช้าเราก็จะต้องดูแลตัวเอง แต่ทุกคนไม่มีสติเท่านั้นเอง ถ้ามีสติแล้วเราจับตรงนี้ได้ทุกคนก็จะมีสุขภาพยาว ยังไม่แก่ให้ยาวที่สุด แต่วันหนึ่งก็ต้องแก่ แล้ววันหนึ่งก็ต้องเจ็บ ให้มันสั้นๆ แล้วไป ขณะนี้ถ้าคุณไปเยี่ยมโรงพยาบาลคุณจะเห็นได้ว่ามีรถเข็นเยอะแยะ มีเปลนอนเยอะแยะ ในปัจจุบันนี้ผู้สูงอายุเริ่มมากแล้ว คุณจะเอาโรงพยาบาลที่ไหนรองรับ ก็มีระบบที่เรียกว่า อินเตอร์มีเดียดแคร์ คือระบบรองรับในช่วงกลาง ก็คือว่าหลังจากคนไข้ที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องฉีดยา ไม่ต้องดูแลประเภทวิกฤตแล้ว ตอนนั้นเอาไปอยู่ สร้างศูนย์ขึ้นมาศูนย์หนึ่ง เรียกว่าศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ ที่นี่เน้นกิจกรรมอยู่ 3 อย่าง 1.กายภาพบำบัด 2.แพทย์แผนไทย ฝังเข็ม 3.ขณะเดียวกันก็มีกิจกรรมบำบัด ที่นี่ใช้หลัก 3 ก่อนเหมือนกันคือ ก่อนไปโรงพยาบาล บางคนสามารถฟื้นฟูทางกายภาพ สามารถฟื้นฟูด้วยแพทย์แผนไทยและฝังเข็มก็ไม่ต้องไปแย่งกันที่โรงพยาบาล หรือบางคนเข้าโรงพยาบาลแล้วหาย แต่ยังไม่หายดีแต่โรงพยาบาลแน่นก็เอากลับมาศูนย์ฟื้นฟูนี่เสียก่อน สุดท้ายก็คือก่อนตาย เน้นที่ก่อนตายด้วยยังไงก็ต้องตาย เพราะฉะนั้นเขาเน้นที่จะฝึก ทำอย่างไรให้คนก่อนตายได้ตายอย่างสงบ แต่ที่สำคัญที่นี่เอาญาติมาช่วยกันฟื้นฟูพ่อแม่ ฟื้นฟูญาติตัวเอง ตัวเองก็จะได้ความรู้ด้วยในการที่จะฟื้นฟูสุขภาพ และเมื่อกลับไปบ้านก็จะสามารถที่จะดูแลพ่อแม่ ดูแลผู้สูงอายุต่อที่บ้านได้ด้วย เป็นการให้ความรู้ไปด้วย ศูนย์นี้ในประเทศไทยมีไม่กี่ศูนย์ อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ถึงจุดหนึ่งก็ไปไหนไม่ได้ก็ติดบ้าน อีกจุดหนึ่งก็ติดเตียง คือลุกไม่ได้ ถามว่าถ้าคุณไม่สร้างระบบรองรับแล้วคุณจะเอาผู้สูงอายุทำอย่างไร ต้องมีระบบมีอาสาสมัครตระเวนไปตามบ้าน ไม่ใช่ไปเมื่อเราสะดวกแต่ต้องมีตารางเวลาแน่นอน ต้องกลับมาเน้นใหม่ว่าเรื่องสังคมสูงวัยต้องเริ่มตั้งแต่ยังวัยหนุ่มสาว ถ้าทุกคนเข้าใจประเด็นนี้ทุกคนจะไปได้อีกเยอะ

ผมคิดว่าถ้าคุณเทียบคนในเมืองกับคนในชนบท คุณจะดีใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ชุมชนในชนบทยังแข็งยังดี แต่ถ้าคุณเป็นผู้สูงอายุอยู่ในกรุงเทพฯ คุณเกือบจะว้าเหว่ ผมคิดว่าการรวมตัวของผู้สูงอายุ การที่ผู้สูงอายุมีกิจกรรมร่วมมันมีพลัง นอกจากผู้สูงอายุร่วมกันมีพลังแล้ว ไปร่วมกับ รพ.สต. ร่วมกับโรงพยาบาลประจำอำเภอ ที่เรียกว่าโรงพยาบาลชุมชน ร่วมกับวัด ร่วมกับโรงเรียน ร่วมกัน อสม. ผมคิดว่ามันจะเกิดพลังที่ว่าเราจะร่วมกันในการเข้ามา ในระบบที่เราพูดมาทั้งหมดเขาน่าจะรู้ดี โรงเรียนน่าจะเป็นศูนย์กลางการสร้างสุขสำหรับคนทุกวัยได้ด้วย และจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในหมู่บ้าน ในหมู่บ้านจะยิ่งทำให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น ตรงนี้ผมก็อยากจะเรียกร้องโรงเรียนให้หันมาสนใจประเด็นนี้ด้วย ผู้สูงอายุที่ยังช่วยกันเองได้เยอะแยะ แต่ถ้าต่างคนต่างอยู่รอวันตายเฉยๆ ผมว่าไม่เหมาะแน่

แล้วเราจะทำสื่ออย่างไรให้คนสนใจ? ผมคิดว่าคนที่ทำสื่อจะต้องดูว่าใครคือกลุ่มบุคคลเป้าหมายให้ชัดในเรื่องนี้ อย่างที่บอกไม่ใช่ผู้สูงอายุในปัจจุบัน แต่ผู้ที่สูงอายุในอนาคต เพราะฉะนั้นสื่ออย่าคิดจะทำโซเชียลมีเดียอย่างเดียว โซเชียลมีเดียก็เข้าได้กับเฉพาะบางคนบางกลุ่ม สื่อพื้นบ้านก็สำคัญเราจะสื่อผ่านสื่อพื้นบ้านก็ได้ หรือทำอย่างไรใช้สื่อพื้นบ้านให้เป็นประโยชน์ เพราะชีวิตของคนยังอาศัยสื่อพื้นบ้านอยู่เยอะ ผมมองว่าพระก็เป็นสื่อ สื่อพื้นบ้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหมอลำ ลิเก หนังตะลุง มโนราห์ บางทีเขาแหย่ไปนิดเดียวทำให้คนเข้าใจเยอะ ถ้าเขาเข้าใจตรงนี้เยอะเขาเอาไปเล่นนิดเดียวเขาเก่งกว่าเราเยอะเลย เขาจะถึงชาวบ้านและให้ชาวบ้านคิดต่อว่าเป็นอย่างนี้จะทำอย่างไรต่อ เขาจะมีวิธีเทคนิคที่จะทำได้ดีกว่า เพราะฉะนั้นก็ฝากเพียงแค่ว่าบางทีเราก็สื่อผ่านสื่อ ไม่จำเป็นต้องสื่อโดยตรงไปถึง เพราะคนรุ่นใหม่มักจะเก่งกับการทำวิดีโอ ถ่ายทำ อันนั้นก็สำคัญทำสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง แต่ก็ต้องทำสำหรับคนต่างๆ ที่ต่างอายุ ต่างสถานที่ที่เขาอยู่ นึกถึงภาพคนที่จะดูเราว่าเขาคือใคร

โดยสรุปเรียนรู้จากเขาเสียก่อนว่าตอนนี้เขาคือใครเขาคิดอะไรอยู่ในเรื่องสังคมผู้สูงวัย เขาตื่นตัวมากน้อยแค่ไหน ถ้ายังเราต้องทำให้ตระหนก ตระหนก ก็คือ เฮ้ย…มันจริงเหรอ แล้วเรามีตัวพิสูจน์ให้เห็นว่ามันจริง พอตระหนกเสร็จก็จะจับมือกันว่าทำอย่างไร ที่จะสร้างระบบ ก็เกิดความตระหนักที่จะรู้ พอตระหนักแล้วค่อยเลือกว่าเราจะตามด้วยเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม สุขภาพ หรือชุมชนสังคม อันนั้นจะค่อยๆ ตามมา อย่าหวังว่าจะทำทีเดียวก็จบ เป็นไปไม่ได้ เราต้องช่วยกันทำไปเรื่อยๆ อย่างนี้แหละ ไงเล่าครับ