จากอดีตถึงปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำที่เกาะติดอยู่กับสังคมไทยยังดูเหมือนว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่รัฐบาลทุกยุคไม่ว่าใครจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรวมทั้งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่างมุ่งมั่นในการที่จะบริหารจัดการประเทศเพื่อประชาชนอยู่ดีกินดีมีความเสมอภาคทางสังคม
แต่ในความเป็นจริงนอกเหนือจากประเทศไทยความเหลื่อมล้ำกลับเป็นหนึ่งในมิติที่เกิดขึ้นทั่วโลกและเมื่อไม่นานมานี้องค์กรต่อต้านความยากจนของอังกฤษหรือที่รู้จักกันในนาม อ็อกแฟม ได้ประมาณการว่าในปี ค.ศ.2016 ประชากรที่ร่ำรวยซึ่งมีเพียง 1% จะมีความร่ำรวยมากกว่าครึ่งหนึ่งของความร่ำรวยทั้งหมดหรือประมาณ 60% ของทรัพยากรจะตกอยู่ภายใต้การครอบครองของคนเพียง 1% ในโลก
จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกนับวันที่จะส่งผลต่อมิติของความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้นตามลำดับและจากการศึกษาของนักวิชาการต่างประเทศบางรายพบว่าความเหลื่อมล้ำที่มาจากเศรษฐกิจซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากโอกาสทางการศึกษาและการที่คนซึ่งมีรายได้น้อยย่อมส่งผลกระทบต่อการมีโอกาสได้เข้ารับการศึกษาในสถาบันที่ดีและมีคุณภาพไม่ว่าจะเป็นระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือระดับมหาวิทยาลัย
ประเทศไทยได้มีการจัดทำและรวบรวมสถิติต่างๆ ที่เกี่ยวกับมิติของความเหลื่อมล้ำทางสังคมมาอย่างต่อเนื่องซึ่งถ้าพิจารณาจากการจัดอันดับปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับโลกจะพบว่าประเทศไทยมีสถานะติด 1 ใน 5 ของโลก และด้วยสาระสำคัญของปัญหาดังกล่าวภาครัฐจึงได้ให้ความสำคัญในการที่จะขจัดหรือลดความเหลื่อมล้ำด้วยการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12
ต่อกรณีของปัญหาความเหลื่อมล้ำดังกล่าวจะเห็นได้ว่าองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องรวมทั้งนักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัยตลอดจนเอ็นจีโอและภาคเอกชนต่างตระหนักและให้ความสำคัญในการศึกษาวิจัยเพื่อนำไปสู่ข้อค้นพบแห่งมูลเหตุหรือสภาวการณ์ของปัญหาซึ่งหนึ่งในข้อค้นพบคือการสร้างสังคมแห่งโอกาสภายใต้ความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างสังคมด้วยการยกระดับคุณภาพในทุกมิติไปพร้อมกันดังคำกล่าวของผู้นำประเทศที่มักจะพูดถึงการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สําหรับการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อจะได้สอดคล้องกับคำว่าไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังจำเป็นที่จะต้องดำเนินการผ่านมิติที่เกี่ยวข้องซึ่งประกอบด้วย การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับคนทุกกลุ่มในสังคมอย่างเท่าเทียมกันซึ่งองค์ประกอบของความมั่นคงดังกล่าวจะต้องควบคู่ไปกับการได้รับการตอบสนองในความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่สำคัญแต่ละคนควรที่จะมีหลักประกันสำหรับการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงและเหนือสิ่งอื่นใดจะต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ประกอบด้วย
อย่างไรก็ตามเมื่อไปคลี่ดูคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2562 ซึ่งหนึ่งในมิติของคำแถลงที่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาสังคมโดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำนายกรัฐมนตรีได้กล่าวความตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยในขณะนี้ถือว่าอยู่ในช่วงระยะของการเปลี่ยนผ่านและต้องต่อสู้กับปัญหาใหม่ๆ หลายประการ อาทิ จากการต่อสู้กับความยากจนในอดีตก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นการต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำในหลายรูปแบบเช่น ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความเหลื่อมล้ำของโอกาสและความเหลื่อมล้ำของรายได้ทรัพย์สิน ฯลฯ
และในคำแถลงนั้นนายกรัฐมนตรียังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ดังนั้นรัฐบาลนี้จึงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางมีการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง แก้ปัญหาปากท้องและสร้างรายได้ให้ประชาชนให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตเพื่อลดความเหลื่อมล้ำคนไทยในทุกช่วงวัยจะมีความพร้อมทั้งหลักคิด คุณธรรมและจริยธรรม และมีศักยภาพที่จะดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 (ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2562)
จากการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีในครั้งนั้นสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นและคาดหวังต่อการขับเคลื่อนการบริหารจัดการเพื่อนำไปสู่การแก้ไข แต่ในความเป็นจริงด้วยสภาวการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่นำมาซึ่งผลกระทบต่อสังคมในหลากหลายมิติย่อมจะเป็นอุปสรรคที่สำคัญสำหรับการนำไปสู่การแก้ไขได้ดังปรารถนา
ประกอบกับวันนี้หากมองไปที่ในแวดวงทางการเมืองกำลังเกิดประเด็นและมีการหยิบยกที่ว่าด้วยการปรับ ครม.รวมทั้งจะต้องมีการยกเครื่องทีมงานเศรษฐกิจ ซึ่งหากมีการปรับ ครม.เกิดขึ้นในภาพรวมหากวิเคราะห์ด้วยปรากฏการณ์แห่งความเป็นจริงของสังคมไทยวันนี้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยและผู้เสียภาษียังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าผู้ที่จะเข้ามารับหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจในการบริหารจัดการและกำกับนโยบายจะสามารถขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาที่กำลังร้อนแรงได้มากน้อยแค่ไหนและหากเกิดความไม่เชื่อมั่นทางการเมืองโดยเฉพาะรัฐบาลด้วยแล้วย่อมส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
วันนี้ถึงแม้ปรากฏการณ์ของความเหลื่อมล้ำทางสังคมจะกระจายไปทั่วไม่ว่าในเขตเมืองหรือสุดชายแดนที่เรียกกันว่าชายขอบของประเทศก็ตามแต่หากพิจารณาถึงความเหลื่อมล้ำในบางมิติจะพบว่าคนเมืองยังมีความพร้อมไปด้วยปัจจัยขั้นพื้นฐานมีโอกาสที่จะได้รับการดูแลแก้ไขปัญหามากกว่าผู้ซึ่งอยู่ชายขอบ ซึ่งหนึ่งในมิติของปรากฏการณ์ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนเมืองกับคนชายขอบโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งกำลังอยู่ในวัยเรียนได้แก่กรณีการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนในช่วงก่อนเปิดเรียนที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กชายขอบเป็นอย่างมากคือโอกาสของการเข้าถึงและการรับรู้จากการเรียนผ่านออนไลน์หรือเครือข่ายที่กระทรวงกำหนดซึ่งจากสภาวการณ์ที่เด็กชายขอบขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรืออินเตอร์เน็ตในครั้งกลับนั้นมีเสียงสะท้อนผ่านเครือข่ายต่างๆ ที่ต้องการให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และจากการเข้าไม่ถึงสิ่งอำนวยความสะดวกดังกล่าวจะพบว่าจากอดีตถึงปัจจุบันยังไม่มีรัฐบาลใดสามารถสร้างความเท่าเทียมมิติดังกล่าวได้
และจากปรากฏการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับการที่สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดการแถลงข่าวการจัดประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา:ปวงชนเพื่อการศึกษา เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งในงานนั้น ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ในฐานะประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางการจัดประชุมวิชาการนานาชาติและที่ปรึกษา กสศ. ได้สะท้อนปัญหาที่เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสาระสำคัญความตอนหนึ่งว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้ความสำคัญกับปัญหาการศึกษาโดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทรงห่วงใยเด็กๆ ในชนบทห่างไกลที่ต้องอยู่บ้านและเด็กจะเรียนกับใครเพราะพ่อแม่ต้องออกมาทำงานครอบครัวไม่มีโทรทัศน์สัญญาณอินเตอร์เน็ตจึงทรงจัดทำถุงยังชีพด้านการศึกษาเพื่อให้ครู ตชด. (ไทยรัฐ, วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 หน้า 12)
อย่างไรก็ตามวันนี้ถึงแม้จะมีทุกภาคส่วนตระหนักและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาแต่ถ้าการบริหารจัดการยังไม่ต่อเนื่องและไม่ครบในทุกบริบทหรือเกาไม่ถูกที่คันเชื่อว่ามิติแห่งความเหลื่อมล้ำที่ปรากฏทั้งในสังคมเมืองและชนบทหรือชายขอบย่อมที่จะเกาะเกี่ยวกับสังคมไทยตลอดไป
รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร
ศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

