บทนำ : พบรูรั่วก็รีบอุด
กรณีสังคมไทยเกิดปฏิกิริยาต่อรัฐบาลหลังจากที่ ศบค.แถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในประเทศไทย ชี้แจงว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด เป็นทหารสัญชาติอียิปต์ เดินทางมาจากอียิปต์ถึงไทยวันที่ 8 กรกฎาคม เข้าพักในสถานกักกันโรคของรัฐ จ.ระยอง พอวันที่ 9 กรกฎาคม ออกจากโรงแรมไปทำภารกิจทางทหารที่จีน และบินกลับมาไทย เข้าพักในโรงแรมแห่งเดิมผลตรวจเชื้อวันที่ 10 กรกฎาคม พบเชื้อโควิด-19 แต่ลูกเรือ 30 ราย ไม่พบเชื้อ ขณะนี้ทหารนายดังกล่าวเดินทางกลับไปที่ประเทศอียิปต์แล้ว ซึ่งจากการสอบสวนโรคพบว่า ทีมลูกเรือได้ออกจากโรงแรมไปห้างสรรพสินค้า โดย ศบค.ประชาสัมพันธ์ ขอให้ประชาชนที่คิดว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงให้โทรศัพท์มาที่ 1422
นอกจากนี้ ศบค.ยังมีข้อมูลว่า ผู้ป่วย 12 รายที่มาจากต่างประเทศและพบว่าติดเชื้อเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงเดินทางมาพร้อมกับคณะทูต โดยวันที่ 7 กรกฎาคม ออกเดินทางจากภูมิภาคแอฟริกามาไทย 5 คน ตรวจเชื้อก่อนเดินทางตามข้อกำหนดในประเทศซูดาน ถึงไทยวันที่ 10 กรกฎาคม เวลา 05.40 น. และตรวจหาเชื้อไม่มีอาการ แต่เมื่อส่งตรวจพบว่ามีเชื้อ บิดาได้ส่งผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร และนำสมาชิกที่เหลือไปพำนักที่คอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นการกักบริเวณแบบ Self-Quarantine และต้องอยู่ในครบ 14 วัน
การตรวจพบชาวต่างชาติที่ได้รับข้อยกเว้นให้เข้าประเทศ และติดเชื้อนอกพื้นที่ที่รัฐจัดให้เป็นที่กักตัว ทำให้สังคมไทยเกิดความกังวลว่าจะทำให้มีการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อีกครั้ง หลายคนไม่พอใจที่ภาครัฐ “การ์ดตก”ซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวถือเป็นปกติ เพราะหลายคนอาจเกิดความผิดหวังที่ภาครัฐการ์ดตก แต่สำหรับภาครัฐต้องไม่ท้อถอยต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ในทางกลับกัน ต้องมองว่าสถานการณ์เช่นนี้มีโอกาสเกิดขึ้นเสมอเพราะไทยตั้งใจจะค่อยๆ เปิดประเทศ จึงอาจเกิดรูรั่วขึ้นมาได้ แต่รูรั่วที่เกิดขึ้นต้องไม่ทำให้แผนใหญ่ที่รัฐบาลตั้งใจฟื้นเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นบททดสอบระบบของไทย ดังนั้น เมื่อพบรูรั่วก็ต้องรีบอุดรอยรั่วนั้น แล้วประคับประคองประเทศให้เดินหน้าต่อไปยังเป้าหมาย เพื่อให้ประเทศไทยอยู่ได้ ประชาชนอยู่รอด จนกว่าโลกจะมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ขึ้นมา

