การขับเคลื่อนกิจการลูกเสือไทย สู่การเปลี่ยนแปลงในมิติสังคมวิถีใหม่ โดย รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร

กิจการลูกเสือไทยถือได้ว่าเป็นพระราชมรดกอันล้ำค่าของชาติที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานแก่สังคมไทยและนับตั้งแต่วันสถาปนาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454 จะเห็นได้ว่ากิจการลูกเสือไทยมีความก้าวหน้ามาตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ด้วยความสำคัญของการจัดตั้งกิจการลูกเสือขึ้นในประเทศไทยนั้นหากย้อนกลับไปสำหรับการก่อเกิดจะเห็นได้ว่าเมื่อล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 เสด็จนิวัติสู่ประเทศไทยพระองค์ก็ได้ทรงจัดตั้งกองเสือป่าขึ้นมาเป็นลำดับแรกเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2454 ด้วยทรงมีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกหัดให้ข้าราชการและพลเรือนได้เรียนรู้วิชาทหารเพื่อเป็นคุณประโยชน์ต่อบ้านเมืองรู้จักระเบียบวินัย มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

หัวใจสำคัญสำหรับการพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทยเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454 นั้นล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงมีพระราชปรารภความตอนหนึ่งว่า “เมื่อฝึกผู้ใหญ่เป็นเสือป่า เพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือชาติบ้านเมืองแล้วเห็นควรที่ให้จะมีการฝึกเด็กชายปฐมวัยให้มีความรู้ทางเสือป่าด้วย เมื่อเติบโตขึ้นจะได้รู้จักหน้าที่และประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง”

และเมื่อกล่าวถึงสาระสำคัญของกิจการลูกเสือเพื่อให้สอดคล้องกับพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทยของรัชกาลที่ 6 คณะลูกเสือแห่งชาติตระหนักและให้ความสำคัญกับการที่จะเจริญรอยตามเพื่อให้กิจการลูกเสือบรรลุตามวัตถุประสงค์มีความเจริญก้าวหน้าและสอดคล้องกับการบ่มเพาะเด็กและเยาวชนให้เติบใหญ่เป็นพลเมืองดีของชาติในอนาคตคณะลูกเสือแห่งชาติจึงกำหนดวัตถุประสงค์ตามพระราชตามพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ.2551 ดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 8 เพื่อพัฒนาลูกเสือทั้งกาย สติปัญญา จิตใจและศีลธรรมให้เป็นพลเมืองดีมีความรับผิดชอบและช่วยสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสามัคคีและมีความเจริญก้าวหน้า ทั้งนี้ เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศ

ด้วยความสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชนเพื่อให้เป็นทุนมนุษย์ที่สำคัญของประเทศจะเห็นได้ว่าในอดีตกระทรวงศึกษาธิการในฐานะองค์กรต้นทางของการจัดการศึกษาโดยเฉพาะผู้บริหารทุกระดับจะตระหนักและให้ความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนภายใต้การอยู่ในเครื่องแบบอันทรงเกียรติให้เขาเหล่านั้นเป็นผู้ที่พร้อมสำหรับการนำคติพจน์และคำปฏิญาณไปสู่การปฏิบัติ ตัวอย่างเช่นในห้วงเวลาที่นายอภัย จันทวิมลดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และ รมว.ศธ. ณ กาลเวลานั้นถือได้ว่าท่านผู้นี้เป็นผู้ที่เข้าใจในแก่นแท้ของกิจการลูกเสือเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง การวางรากฐานให้คนรุ่นหลังได้นำไปสู่แนวปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่นเอาใจใส่ที่จะสืบสานต่อกิจการซึ่งถือว่าเป็นมรดกอันล้ำค่าของชาติ

ด้วยการวางรากฐานที่มีรูปแบบและกระบวนการอย่างถูกต้องชัดเจนของผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าวจากวันนั้นกิจการลูกเสือลูกเสือจึงเป็นหนึ่งในมิติของการจัดการศึกษาของประเทศที่ส่งผลมาถึงปัจจุบันและเมื่อกล่าวถึงอดีตบุคคลหรือผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการที่เข้าใจในบริบทของกิจการลูกเสือและความท้าทายอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในสังคมแห่งอนาคต จึงขอกล่าวถึงผู้ที่เห็นความสำคัญต่อการนำเอากิจการลูกเสือเข้ามาผนวกกับการบริหารจัดการภาครัฐและเอกชนนั่นก็คือนายพิชัย รัตตกุล เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ยุคนั้นผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งนักบริหารจะต้องผ่านกระบวนการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือ ตามหักสูตรสำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ

จากปรากฏการณ์ที่รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นให้ความสำคัญกับกิจการลูกเสือ กระทรวงศึกษาธิการภายใต้การนำของเสมา 1 อย่างนายชวน หลีกภัยจึงเข้ามาสานต่อในหลากหลายมิติซึ่งจากการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อให้การลูกเสือได้เจริญก้าวหน้าอยู่คู่กับสังคมไทยตลอดไปภายใต้ความสง่างามและเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ

วันนี้เมื่อสังคมเปลี่ยนหรืออาจจะด้วยสภาวการณ์ของโลกาภิวัตน์ก็เป็นได้กิจการลูกเสือจึงเป็นกิจกรรมที่ไม่ค่อยจะโดดเด่นดังในอดีตที่ผ่านมาและหากมองให้ลึกจะพบว่ามนต์ขลังของกิจการลูกเสือดูจะเปลี่ยนไปในขณะที่นักเรียนรวมทั้งครูในสถานศึกษาอาจจะให้ความสำคัญต่อกิจการนี้ลดลงไปตามลำดับการแต่งเครื่องแบบ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อให้เป็นไปตามกำหนด หรือแนวปฏิบัติจึงดูเหมือนว่าจะเป็นเพียงพิธีกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น

จากปัญหาหรือการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้กิจการลูกเสือเข้าสู่ยุคแห่งการไร้มนต์ขลังดังในอดีตคงจะมีตัวแปรหรือปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องในหลายๆ มิติซึ่งในประเด็นนี้สอดคล้องกับงานวิจัยเรื่อง การบริหารงานลูกเสือเพื่อพัฒนากิจกรรมลูกเสือในสถานศึกษาของนายสมมาต สังขพันธ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทย (2557-2560) ที่สะท้อนให้เห็นเกี่ยวกับประเด็นของปัญหาและอุปสรรคอันเป็นปัจจัยหลักอาทิผู้บริหาร ครู-อาจารย์ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการจัดกิจกรรมลูกเสือเนื่องจากไม่ได้รับการอบรมหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่ง ตามด้วยไม่มีแผนภูมิการบริหารที่ชัดเจน, ขาดแรงจูงใจกระตุ้นให้มีการจัดกิจกรรมลูกเสือในสถานศึกษา ฯลฯ

ในขณะเดียวกันงานวิจัยดังกล่าวยังได้เสนอแนะไว้อย่างน่าสนใจตัวอย่างเช่น ผู้บริหารครู-อาจารย์ควรให้ความสำคัญในกิจกรรมลูกเสือ, ครู-อาจารย์รวมทั้งผู้บริหารควรเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรที่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติกำหนด, จัดให้นักเรียนนักศึกษาได้ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในวันสำคัญเพื่อเป็นการเผยแพร่กิจกรรมลูกเสือให้ปรากฏในสายตาประชาชนทั่วไป, และมีการนิเทศภายในสถานศึกษาโดยผู้บริหาร หัวหน้าหมวดกิจกรรมหรือหัวหน้าหมวดกิจกรรมลูกเสือเป็นต้น (คอลัมน์โลกสองวัย มติชนรายวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 หน้า 18)

ต่อกรณีนี้ถ้าผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการทุกระดับรวมทั้งผู้บริหารสถานศึกษา ตลอดจนครู-อาจารย์จะได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อกิจการดังกล่าวมากขึ้นกว่าเดิมเชื่อว่ากิจการลูกเสือในสถานศึกษาบ้านเราจะก้าวไกลยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ และเมื่อกล่าวถึงการกระชับเพื่อขับเคลื่อนกิจการลูกเสือผู้มีบทบาทหน้าที่โดยตรงต่อพันธกิจนี้คงจะหนีไม่พ้น รมช.ศึกษาธิการทีได้รับมอบอำนาจสำหรับการบริหารจัดการ

ซึ่งในประเด็นความรับผิดชอบต่อกิจการลูกเสือล่าสุดนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการในฐานะผู้ได้รับอำนาจได้แถลงผลงานการทำงาน “1 ปี ณ วังจันทรเกษม สะท้อนงาน สะท้อนคน” ซึ่งในการแถลงดังกล่าว รมช.ศธ.กล่าวถึงงานในความรับผิดชอบซึ่งหนึ่งในนั้นได้แก่สำนักงานลูกเสือสำหรับผลงานเด่นที่เกี่ยวกับกิจการลูกเสือคือการน้อมนำหลักสูตรจิตอาสา 904 มาใช้ในกระบวนการอบรมลูกเสือเพื่อช่วยสร้างศักยภาพ ระเบียบวินัย และปลูกจิตอาสาให้แก่เยาวชนพร้อมกับพัฒนาหลักสูตรลูกเสือมัคคุเทศก์ให้มีความโดดเด่นด้านภาษา องค์ความรู้ในเชิงการท่องเที่ยว รวมทั้งพัฒนาค่ายลูกเสือ 66 แห่งทั่วประเทศให้มีความทันสมัย (มติชนออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2563)

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ภารกิจของ รมช.ในด้านที่เกี่ยวข้องกับกิจการลูกเสือได้นำไปสู่การขับเคลื่อนการปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นที่รับทราบของสาธารณะโดยทั่วไปอย่างทั่วถึงซึ่งสอดคล้องกับยุคข้อมูลข่าวสารไร้พรมแดนหรือยุคดิจิทัลจึงขอเสนอให้ รมช.และทีมงานที่เกี่ยวข้องตระหนักให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ถึงแม้ว่าโลกกำลังเข้าสู่สังคมวิถีใหม่ก็ตามแต่ด้วยความสำคัญของกิจการลูกเสือไทยดังที่กล่าวข้างต้นเชื่อว่าถ้าทุกภาคส่วนของสังคมโดยเฉพาะในส่วนของรัฐบาล ซึ่งมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นจอมทัพ ตลอดจนผู้บริหารสถานศึกษา ครู-อาจารย์ เด็กและเยาวชน รวมทั้งผู้ปกครองร่วมเดินหน้าในการสืบสานพระราชปณิธานและมรดกอันล้ำค่าของชาติให้อยู่คู่กับสังคมไทยสืบไปเชื่อว่ามนต์ขลังของกิจการลูกเสือจะกลับมายิ่งใหญ่ดังในอดีตที่ผ่านมา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon