บทนำ : รับมือพายุ-ฝนหนัก
ตั้งแต่สิ้นเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นสิงหาคม กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฝนตกหนัก และคลื่นลมแรงบริเวณประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ฉบับที่ 1 ระบุว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ คาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชั่นในระยะต่อไปและเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือสู่ชายฝั่งประเทศจีนตอนใต้ ส่งผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย โดยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ในช่วงวันที่ 31 กรกฎาคม-4 สิงหาคม
ต่อมาวันที่ 3 สิงหาคม กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง “หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณภาคเหนือตอนบน” ฉบับที่ 12 ซึ่งเป็นฉบับสุดท้ายของพายุที่เคลื่อนเข้าไทยมาตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม โดยพายุระดับ 1 (หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง) ได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ เมื่อเวลา 13.00 น. และได้เคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศเมียนมาและบริเวณภาคเหนือตอนบนด้านตะวันตก
แม้พายุลูกนี้จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ผลกระทบจากพายุที่พัดผ่านทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน มีผู้เสียชีวิตจากน้ำไหลหลาก มีบ้านเรือนประชาชนจมน้ำ ถนนขาด สะพานได้รับความเสียหาย ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า ยังจะมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ จึงยังต้องระมัดระวังผลกระทบจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเปรียบเสมือนคำเตือนจากธรรมชาติที่บอกว่านับแต่นี้ไปประเทศไทยต้องระมัดระวังภัยที่เกิดจากพายุและฝนตกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรป้องกันภัยอันอาจเกิดจากฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม รวมไปถึงเหตุไฟฟ้าชอร์ต หรือการเสียชีวิตจากการจมน้ำ โดยเพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับโรคระบาดเพิ่มเติม เนื่องจากขณะนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่กับสถานการณ์โรคโควิด-19 แม้ว่าในขณะนี้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดเชื้อไวรัสชนิดที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ก็ตาม

