งานวิจัยสู่นวัตกรรมวิถีใหม่ : โดย วุฒิชัย กปิลกาญจน์

วามเจริญก้าวหน้าของประเทศกลุ่มตะวันตก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรม เป็นเพราะคนในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ได้รับการศึกษา ฝึกอบรมอย่างดี ประกอบกับมีการต่อยอดการศึกษา ในส่วนของการค้นคว้า วิจัย ทำให้เกิดองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี

ที่นำมาซึ่งผลประโยชน์ เชิงพาณิชย์ และการพัฒนาในเรื่องต่างๆ เป็นจำนวนมากตลอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

การดำเนินการวิจัยโดยทั่วไปเริ่มจาก หัวข้อการวิจัย งบประมาณที่ต้องใช้ ผลลัพธ์ที่ได้

ไปจนถึงการนำผลการวิจัยไปใช้งาน โดยส่วนที่สำคัญที่สุดคือการรับผิดชอบ ดูแล ติดตาม การดำเนินการทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ ซึ่งที่ผ่านมามีการกำหนดนโยบายประเทศไทย 4.0 ให้สถาบันการศึกษา (ระดับอุดมศึกษา) ร่วมกับรัฐบาลและภาคเอกชน ในการเพิ่มมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ผ่านการทำวิจัย และพัฒนาโดยแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็น 5 กลุ่มคือ

กลุ่มอาหาร เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ กลุ่มสาธารณสุขสุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์

กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม

กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว

กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรมและบริการที่มีมูลค่าสูง

มีการกำหนดเครือข่ายองค์กรที่ร่วมทำวิจัย สถาบันการศึกษาที่เป็นแม่ข่ายตลอดจนงบประมาณที่จะได้รับ ในแต่ละกลุ่มและมีการควบรวมหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารงบประมาณวิจัยเพื่อการบริหารจัดการที่มีเอกภาพ ซึ่งการบริหารการวิจัยตลอดแนวอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ที่ได้จัดตั้งขึ้นใหม่ (ประมาณ 16 เดือนที่ผ่านมา) ถือได้ว่ามีการกำหนดกรอบการวิจัย เครือข่ายหน่วยงานที่จะทำวิจัยและงบประมาณที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในขณะนี้และควรจะมีการเปลี่ยนแปลงในประเด็นต่างๆ จึงขอเสนอแนวทางในการดำเนินการเพิ่มเติมดังนี้

ก่อนดำเนินการวิจัย ปรับองค์ประกอบต่างๆ ได้แก่ เพิ่มงบประมาณในการวิจัยให้กลุ่มอาหาร เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพและกลุ่มสาธารณสุข สุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์เนื่องจากเป็นความจำเป็นรีบด่วนของประเทศที่จะต้องสามารถพึ่งพาตนเองได้ในเรื่องของอาหาร จากความเข้มแข็งทางด้านการเกษตรและการผลิตอุปกรณ์ทางด้านการแพทย์ที่จำเป็นได้ในระดับหนึ่ง

หั วข้อการวิจัยควรจะได้มาจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนจากเหตุวิกฤตในครั้งนี้ที่เครื่องมือทางการแพทย์หลายชิ้นเกิดขึ้นได้จากข้อเสนอแนะของบุคลากรสาธารณสุข ดังนั้นข้อคิดเห็นของเกษตรกรก็ควรจะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดหัวข้อวิจัย อันจะนำไปสู่นวัตกรรมเครื่องมือและเครื่องจักรกลทางการเกษตรเช่นกัน

พิจารณาหน่วยงานที่จะทำวิจัยเพิ่มเติมได้แก่สถาบันการศึกษากลุ่มราชภัฏและราชมงคลรวมถึงส่วนราชการที่ไม่ได้อยู่ในส่วนของการศึกษา แต่มีศักยภาพด้านการวิจัย เช่น โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นต้น

จัดตั้งกองทุนนวัตกรรมตามข้อเสนอล่าสุดของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโดยภาคเอกชนจะรับผิดชอบในเรื่องของงบประมาณกองทุน (ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน) ซึ่งจะทำให้การประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน ในเรื่องการวิจัยคล่องตัวขึ้นจากการที่มีเจ้าภาพในการดำเนินการที่ชัดเจนคือ กองทุนนวัตกรรม (ที่จะจัดตั้งขึ้น) และกระทรวง อว.

ระหว่างดำเนินการวิจัย โครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจะต้องมีการติดตามผลการดำเนินการอย่างจริงจังตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้และที่สำคัญที่สุด คือ การประเมินผลโครงการวิจัยที่จะมีผลต่อการสนับสนุนงบประมาณในปีต่อๆ ไปทั้งต่อตัวนักวิจัยและต้นสังกัด

หลังจากการวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว กระบวนการนำผลจากการวิจัยไปสู่นวัตกรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์เพิ่มมากขึ้นอาจจะถอดแบบจากการดำเนินการที่ผ่านมาของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศในการสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาเพียงประมาณ 45 วันเท่านั้น โดยใช้งบประมาณและทีมงานของตนเอง และรัฐควรมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการโดยไม่ต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ทั้งนี้ ขอให้ทำงานอย่างรวดเร็ว ถูกต้องและคล่องตัว

พลเมืองที่มีคุณภาพ ผลงานวิจัยที่นำไปสู่นวัตกรรมประกอบกับการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพของผู้บริหารประเทศจะทำให้บ้านเมืองของเราอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

 

วุฒิชัย กปิลกาญจน์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เปิดสถิติ หมู ปากน้ำ เคยชนะเซลบี้แค่หนเดียว ก่อนดวลศึกชิงแชมป์โลกกันเย็นนี้
บทความถัดไปตร.รวบโจ๋ 18 โพสต์ท้าให้จับ หลังงัดตู้บริจาค ปล้นทรัพย์แม่ค้าหมูปิ้ง