ความเปราะบางในครัวเรือนไทย โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์, ภคพร วัฒนดำรงค์ และสุวิมล เฮงพัฒนา

เราใช้คำว่าเปราะบางกับสิ่งของบางประเภท เพื่ออธิบายว่า ไม่คงทน แตกสลายได้ง่ายต่อการกระทำหรือการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก คำนี้ถูกนำมาใช้ในทางวิชาการเพื่อสะท้อน ความเปราะบางของครัวเรือน (household vulnerability) สะท้อนความยากลำบากของครัวเรือนเมื่อถูกกระทำจากภายนอก ในปี 2563 เกิดภัยจากโรคระบาดทำให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ครัวเรือนไทยจำนวนหลายล้านคนอยู่ในภาวะแห่งความยากลำบากเช่นเดียวกัน ในโอกาสนี้ขอนำงานวิจัยบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังซึ่งใช้ฐานข้อมูลครัวเรือน 4.5 หมื่นรายกระจายทั่วประเทศ จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ

สำนักงานสถิติแห่งชาติ จัดทำการสำรวจครัวเรือนเป็นประจำ (ปีเว้นปี) เป็นการสุ่มตัวอย่างเป็นระบบ ตามหลักทฤษฎีสถิติ สุ่มจากทุกจังหวัดทั้งเขตเมือง/ชนบท ซึ่งทีมวิจัยของเราขอแสดงความขอบคุณที่สร้างฐานข้อมูลดีๆ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์-นโยบาย-และนำไปขยายองค์ความรู้ได้มากมาย ประเด็นที่ให้ความสำคัญในขณะนี้คือ ความเปราะบาง (vulnerability) หน่วยวิเคราะห์หมายถึงครัวเรือน เราได้แนวความคิดจากการทบทวนผลงานจำนวนไม่น้อยที่พิมพ์ในวารสารต่างๆ จากนั้นกำหนดนิยามและสร้างเครื่องชี้วัด

V1 ความเปราะบางที่หนึ่ง นิยามว่า ครัวเรือนมีเงินออมน้อยกว่า 5% ของรายได้
รวมทั้งออมติดลบ ตามสถิติเฉลี่ยครัวเรือนมีรายได้ 25,160 บาทต่อเดือน ออม 5,616 บาทต่อเดือน หรือ 22% ของรายได้ นั่นคือค่าเฉลี่ยระดับประเทศ เราวัดค่า v1 สรุปได้ว่ามีครัวเรือนที่ออมน้อยหรือออมติดลบ 37% นับว่าไม่น้อยทีเดียว หมายเหตุจำนวนครัวเรือนทั่วประเทศ 22 ล้านหน่วย

V2 ความเปราะบางที่สอง การพึ่งพิงเงินโอนจากภายนอก (remittance) ครัวเรือนไทยหลายล้านคนส่งออกสมาชิกคนใดคนหนึ่งไปทำงานนอกพื้นที่ ส่งเงินกลับบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องดี อย่างไรก็ตาม ถ้าพึ่งพิงเงินจากภายนอกสูงมาก เกินกว่า 40% ของรายได้-ในภาวะวิกฤตที่คนตกงานหลายล้านคน เชื่อว่าครัวเรือนเหล่านี้ถูกกระทบและประสบความยากลำบากมากกว่าครัวเรือนโดยทั่วไป

V3 ความเปราะบางที่สาม ครัวเรือนจำนวนหนึ่งมีบุตรในวัยเล่าเรียน มีภาระ
รายได้ให้ลูกค่าเล่าเรียน-หนังสืออุปกรณ์-
ค่าเสื้อผ้า-ค่าเดินทาง ค่าเฉลี่ยรายจ่ายการศึกษา 9,766 บาทต่อปี เป็นภาระพอสมควร-สำหรับครัวเรือนที่ยังมีลูกในวัยเล่าเรียน เราสร้างตัวแปรดัมมี่สำหรับครัวเรือนที่มีลูกในวัยเรียนและรายจ่ายศึกษาเกินกว่า 6,000 บาท พบว่ามีสัดส่วนร้อยละ 14 ที่ตกสภาวะเช่นนี้ เพื่อสะท้อนความเสี่ยงว่า ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรายได้ครัวเรือนลดลงหรือรายจ่ายเพิ่มขึ้น อาจจะผลักภาระให้เด็ก เช่น ให้ลาออกจากโรงเรียน หรือให้เรียนแต่ว่าไม่สนับสนุนหรือให้น้อยลง

เรานำดัชนีทั้งสามตัวมารวมกัน พร้อมกับวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างชนชั้น ซึ่งจำแนกเป็น 6 กลุ่ม คือ เกษตรกร คนทำการเกษตรแต่ไม่มีที่ดินทำกิน ผู้ประกอบการ นักวิชาชีพ แรงงานทั่วไป และกลุ่มเกษียณหรือไม่ได้ทำงาน vulnerability = v1 + v2 + v3 ซึ่งจะมีค่า 0, 1, 2, 3 ตามลำดับ วัดความเสี่ยงทำนองเดียวกับการแพทย์วัดการเป็นโรคเรื้อรัง 0, 1, 2, 3 ตามลำดับ ยิ่งค่ามากยิ่งเปราะบาง

 

ตารางที่  แสดงกราฟแท่งเปรียบเทียบ 6 กลุ่มพร้อมคำอธิบาย เปราะบางที่สุดคือกลุ่มเกษียณหรือปัจจุบันไม่ได้ทำงาน กลุ่มนี้แทบจะ 100% มีความเปราะบางอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง โดยเฉพาะการอิงเงินโอนจากภายนอกสูงมาก
ในทางตรงกันข้ามกลุ่มนักวิชาชีพ (มีความรู้สูงตำแหน่งหน้าที่การงานมั่นคง) อาจจะมีปัญหาออมน้อยและภาระรายจ่ายการศึกษาให้ลูกๆ บ้าง แทบไม่มีปัญหาพึ่งพิงเงินโอนจากภายนอก

ผ ลงานวิจัยดังที่เสนอข้างต้น-เป็นการวิเคราะห์ก่อนโควิด-19 ถึงกระนั้นยังค้นพบว่า ครัวเรือนไทยจำนวนไม่น้อย เกินกว่า 40% ที่เผชิญความเปราะบางในรูปใดรูปหนึ่ง ประการแรก ออมไม่พอเพียงหรือออมติดลบ ประการที่สอง การพึ่งพิงเงินโอนจากภายนอก คือ ส่งออกสมาชิกคนหนึ่งหรือหลายคนไปทำงานนอกพื้นที่-
ความจริง เปื่นเรื่องดีแต่ถ้าหากอัตราการพึ่งพิงสูงเกินไป และสถานการณ์ไม่อำนวยคือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปิดโรงงานชั่วคราวหรือถาวร ปลดคนทำงานออกเพื่อลดรายจ่ายของธุรกิจ จะเกิดความยากลำบากสำหรับครัวเรือนไทยจำนวน 40-60% ทีเดียว ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหรือชนชั้นที่ดำรงอยู่ ประการที่สาม เกี่ยวกับภาระรายจ่ายการศึกษาให้ลูกหลาน-คงไม่เป็นปัญหามากนักแต่ก็ไม่แน่ เราให้ความสนใจเพราะว่า เด็กส่วนใหญ่ไม่มีอำนาจต่อรองในครอบครัว ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองเป็นสำคัญ
ถ้าหากเด็กต้องถูกออกจากโรงเรียนหรือลดการสนับสนุนเท่าที่ควร คุณภาพการเรียนของเด็กคงจะตกต่ำอย่างแน่นอน

ผลงานวิจัยนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ทีมวิจัยจำเป็นต้องพึ่งพิงส่วนราชการคือสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับประเทศชาติ การสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบมากกว่า 4 หมื่นรายจากทุกพื้นที่-เมือง-ชนบท ต้องอาศัยความอุตสาหะอย่างมาก-ใช้งบประมาณ-และกำลังคนที่มีทักษะสูง ไม่ใช่เรื่องเล่น แต่ว่ามีคุณค่ายิ่งนัก ในปี 2563 ไม่ใช่ปีปรกติอย่างแน่นอน ทีมวิจัยขอเสนอแนะให้รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญสั่งการให้สำนักงานสถิติแห่งชาติจัดทำการสำรวจครัวเรือนเป็นการพิเศษในปี 2563 หนึ่งในหัวข้อที่ควรจะสอบถามเกี่ยวกับความเปราะบาง อาจจะวัดผล/ประเมินงานที่รัฐบาลให้การสนับสนุน เช่น มาตรการจ้างงาน การให้เงินสวัสดิการประชาชน ก็ย่อมได้และเป็นผลดีต่อส่วนรวมอย่างแน่นอน

หลังโควิด-19-ความเปราะบางเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด?

ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์
ภคพร วัฒนดำรงค์
สุวิมล เฮงพัฒนา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘สมพงษ์’ ปัดตอบ เพื่อไทยโดน น.ศ.ด่า บอก ‘ไม่เป็นไร’
บทความถัดไป‘ประยุทธ์’ สั่งนำภาพหมู่ ครม.ใหม่ ประกอบ MV ‘คนดีไม่มีวันตาย’