สถานีคิดเลขที่ 12 : จุดร่วมของเยาวชน โดย ชุมฉันท์ ชำนิประศาสน์

สถานีคิดเลขที่ 12 : จุดร่วมของเยาวชน

สถานีคิดเลขที่ 12 : จุดร่วมของเยาวชน 

ระหว่างที่การชุมนุมของเยาวชนไทยช่วงเวลานี้ดูเป็นฝ่ายรุกไล่ฝ่ายอำนาจนิยม เยาวชนและนักกิจกรรมการเมืองที่ฮ่องกงซึ่งเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยมาก่อน กลับตกเป็นฝ่ายตั้งรับ

ทันทีที่จีนงัดกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่บังคับใช้ในฮ่องกง 30 มิ.ย. บรรดาบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดถูกไล่บี้อย่างกับสมาชิกพรรคดอกไม้แดงที่เคยดูในหนัง

มีทั้งคนที่ถูกกวาดจับ ถูกตัดสิทธิลงเลือกตั้ง และคนที่หนีไปต่างแดน เพราะถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ ปลุกระดมให้ลุกฮือต่อต้านอำนาจรัฐ มีบทลงโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

กฎหมายฉบับนี้เป็นการใช้ “ไม้แข็ง” จากทางการที่ใครๆ ก็ดูออกว่าต้องการหยุดหรือกั้นความเคลื่อนไหวของเยาวชนและกลุ่มผู้หวงแหนสิทธิเสรีภาพตามแบบฉบับเดิมของฮ่องกง

เยาวชนฮ่องกงที่ออกมาต่อสู้ตามท้องถนน ทั้งรุ่นปี 2557 และรุ่น 2562 ต่างก็ต้องการรักษาความเป็นฮ่องกงไว้ให้ได้ เพราะรู้สึกว่าถูกกัดกร่อนและรุกล้ำเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งที่ยังไม่ถึงปี 2590 ตามกำหนดสิ้นสุดสัญญาที่จีนเคยทำไว้กับอังกฤษ ว่าชาวฮ่องกงจะได้อยู่ในวิถีเดิม ภายใต้หนึ่งประเทศ สองระบบ

ปี 2562 มีการประท้วงที่อึกทึกครึกโครมและทรงพลังมาตลอดทั้งปี แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2563 มีสถานการณ์โควิด-19 เข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนให้รัฐบาลแข็งแกร่งขึ้นและพลิกจากฝ่ายรับเป็นฝ่ายรุก

ความตึงเครียดยังเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปิดไพ่สู้กับจีนเกือบทุกมิติ

ยิ่งจีนจัดการฮ่องกงด้วยไม้แข็งมากเท่าไร สหรัฐก็ยิ่งงัดมาตรการแรงๆ ออกมาใช้ เช่น ยกเลิกสิทธิพิเศษสำหรับฮ่องกง ไปจนถึงคว่ำบาตรบรรดาผู้นำรัฐบาลฮ่องกง ส่วนจีนก็ยิ่งตอบโต้และเล่นงานนักเคลื่อนไหว

เยาวชนฮ่องกงและแนวร่วมที่เจอไม้แข็งทุบ จึงถอยไปอยู่ใต้เงาการต่อสู้ระหว่างมหาอำนาจ และอาจต้องใช้เวลาตั้งหลักอีกพักใหญ่

แม้จะมีแสดงออกท้าทายจีนอยู่บ้าง เช่น ชาวบ้านแห่ไปซื้อหนังสือพิมพ์แอปเปิลเดลีของ เจ้าสัว จิมมี ไหล หลังเจ้าสัวถูกจับกุมตัวไปแล้วด้วยกฎหมายความมั่นคงเช่นกัน ทำให้ยอดขายกระฉูดจากหลักหมื่นเป็นหลักแสน

เจ้าสัวจิมมีน่าจะใช้ชีวิตอยู่กับทรัพย์สินมหาศาลของแกสบายๆ แต่กลับออกมาต่อสู้กับฝ่ายทรงอำนาจระดับโลก ด้วยรู้สึกว่าที่แกสร้างเนื้อสร้างตัวมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะฮ่องกงให้เสรีภาพแก่แกและประชาชนฮ่องกงมาตั้งแต่ต้น ฉะนั้นก็ต้องทดแทนบุญคุณด้วยการรักษาเสรีภาพในแบบฉบับฮ่องกงไว้ให้ได้ ไม่อยากให้เสรีภาพจบที่คนรุ่นนี้

ส่วนของไทยเป็นอีกเวอร์ชั่นที่เยาวชนชูป้ายว่า “ให้มันจบที่รุ่นเรา”

จุดร่วมระหว่างกลุ่มที่โตมากับเสรีภาพแล้วกลัวถูกครอบงำ กับกลุ่มที่โตมากับการครอบงำแต่เริ่มกะเทาะจนกะลาแตก ก็คือความต้องการมีประชาธิปไตย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้จนท.อุทยานฯตื่นเต้น “นกชาปิไหน” รวมตัวกว่าครึ่งร้อยเกาะรอก จ.กระบี่
บทความถัดไป“สุริยะ”ปลื้มนิคมฯจ้างงานเพิ่มกว่า 1.4 หมื่นราย สร้างเม็ดเงินลงทุนกว่า 7 หมื่นลบ.