อดีตรองประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้ที่จะเป็นตัวเเทนพรรคเดโมเเครตเข้าชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ได้ประกาศในวันอังคารที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่าเขาได้เลือกวุฒิสมาชิกหญิง คามาลา แฮร์ริส แห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นผู้สมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดีของพรรค หลังจากที่ทีมงานของเขาได้ทำการสรรหาผู้ที่จะมาลงชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี คู่กับโจ ไบเดน
วุฒิสมาชิกคามาลา แฮร์ริส เป็นสุภาพสตรีผิวสีวัย 55 ปี เธอเป็นบุตรของศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ผิวดำชื่อ โดนัลด์ แฮร์ริส ผู้อพยพมาเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาจากประเทศจาเมกาซึ่งเป็นเกาะใหญ่อยู่ในทะเลแคริเบียน ปัจจุบันอายุ 81 ปี ซึ่งโดนัลด์ แฮร์ริส ได้หย่าร้างกับมารดาของคามาลาซึ่งเป็นชาวทมิฬอินเดียผู้อพยพมาจากเมืองมัดราส (เชนไน) เมื่อ พ.ศ.2515 เมื่อคามาลาอายุได้ 8 ขวบ และน้องสาวมายาอายุได้ 5 ขวบ ซึ่งคามาลากับน้องสาวอาศัยอยู่กับแม่ผู้เป็นนักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญการวิจัยด้านมะเร็งเต้านมชื่อ ไชยมาลา แฮร์ริส จนไชยมาลาเสียชีวิตไปเมื่อ พ.ศ.2552

นางไชยมาลา แฮร์ริส มีความผูกพันกับครอบ ครัวที่อินเดียเป็นอย่างมาก จะเห็นได้จากการตั้งชื่อลูกสาวทั้ง 2 คนเป็นภาษาทมิฬ คือคามาราหรือกมลาซึ่งแปลว่าดอกบัวหรือพระนางลักษมีชายาของพระนารายณ์ที่เกิดในดอกบัว และลูกสาวคนสุดท้องชื่อมายาซึ่งเป็นชื่อพระมารดาของเจ้าชายสิทธัตถะ (ทางฮินดูเขาถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นปางหนึ่งของพระนารายณ์) นอกจากนี้ นางไชยมาลายังพาลูกสาวทั้ง 2 คน ไปเยี่ยมบิดาของเธอที่อินเดียหลายครั้ง ซึ่งวุฒิสมาชิกคามาลาอ้างว่าเธอได้รับอิทธิพลในการทำงานเพื่อส่วนรวมมาจากคุณตาของเธอนั่นเอง เนื่องจากคุณตาของเธอเคยเป็นนักต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดียรุ่นเดียวกับคานธีและทำงานเป็นข้ารัฐการอินเดียจนเกษียณอายุ คามาลา แฮร์ริส เล่าว่าเธอได้ออกเดินเล่นที่ชายหาดกับคุณตาเป็นประจำเมื่อไปอินเดียตอนเด็กๆ และมีเพื่อนของคุณตาที่เดินไปด้วยกันจะสนทนาและโต้แย้งกันเรื่องการเมืองและระบบความยุติธรรมอยู่เสมอจนเธอซึมซับและเป็นแรงบันดาลใจให้เธอก้าวเข้าสู่วงการเมืองในที่สุด
สำหรับอิทธิพลของครอบครัวบิดาต่อคามาลานั้นไม่ค่อยจะมีมากนัก เนื่องจากเธอไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับพ่อและครอบครัวของพ่อที่จาเมกาเท่าไรนัก

ส่วนมายาน้องสาวคนเดียวของคามาลาก็เรียนจบกฎหมายทำงานที่มูลนิธิฟอร์ดแต่งงานแล้ว และมีลูกสาวที่เรียนจบมหาวิทยาลัยและทำงานมั่นคง
แล้ว โดยที่คามาลาซึ่งจบกฎหมายเช่นกันแต่เธอเลือกที่จะไปทางสายการเมืองคือการเลือกตั้ง
คามาลาได้สมัครเข้ารับเลือกตั้งตามลำดับเริ่มจากอัยการเขต เมืองซานฟรานซิสโก 2 สมัย ไปเป็นอัยการสูงสุดของมลรัฐแคลิฟอร์เนียอีก 2 สมัย แล้วจึงก้าวขึ้นชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกสหรัฐของมลรัฐแคลิฟอร์เนียใน พ.ศ.2556 ซึ่งโดยสรุปแล้วคามาลาลงสมัครเข้ารับเลือกตั้งทุกครั้งและได้ชัยชนะทุกครั้ง
ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ คามาลาสนับสนุนการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ การยกเลิกสถานะ
ยาเสพติดของกัญชาในระดับประเทศ การช่วยเหลือให้ผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารได้รับสถานะพลเมืองสหรัฐ รัฐบัญญัติการห้ามใช้อาวุธสังหาร และกฎหมายการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า คามาลาได้เป็นที่รู้จักในระดับชาติเมื่อเธอได้ตั้งกระทู้ที่เผ็ดร้อนแบบตีแสกหน้าอย่างมีเหตุผลต่อนักการเมืองที่ประธานาธิบดีทรัมป์แต่งตั้ง ซึ่งต้องได้รับการรับรองจากวุฒิสภาซึ่งมีอดีตอัยการสูงสุดสหรัฐ นายเจฟฟ์ เซสชั่นส์ และอัยการสูงสุดสหรัฐ นายวิลเลียม บารร์ แบบว่าคามาลากลายเป็นขวัญใจของประชาชนทุกครั้งที่เธอตั้งกระทู้ถามบรรดานักการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งทั้งหลาย
คามาลา แฮร์ริส ได้สมัครเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในปีนี้ ทั้งๆ ที่เธอเพิ่งเป็นวุฒิสมาชิกเป็นสมัยแรก แต่เธอก็ได้โจมตีโจ ไบเดน อย่างเผ็ดร้อนเช่นกันในการโต้วาทีระหว่างการคัดเลือกตัวแทนของพรรคเดโมแครตเพื่อชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีก่อนที่จะถอนตัวออกจากการชิงตำแหน่งเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2519 และหันมาสนับสนุนโจ ไบเดน ตั้งแต่แรก แม้ว่าทีมงานของโจ ไบเดน ดูจะยังโกรธไม่พอใจคามาลาเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากการโต้วาทีครั้งนั้นแต่โจ ไบเดน ตัดสินใจเลือกเอาคามาลามาเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตในตำแหน่งรองประธานาธิบดีคู่กับเขาก็เพราะมั่นใจในฝีปากของเธอนั่นเอง
ดูเหมือนจะมีคนหลายคนเริ่มกล่าวถึงคามาลา แฮร์ริส ว่าเป็นว่าที่ประธานาธิบดีสตรีคนแรกของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากหากโจ ไบเดน ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้เขาจะเป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดหรือแก่ที่สุดกว่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาทั้งหมดในประวัติศาสตร์ คือ 78 ปี ซึ่งไม่มีทางที่จะลงสมัครเป็นประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 ได้อย่างแน่นอน
การที่เลือกคามาลาเป็นรองประธานาธิบดีก็คือการปูทางให้คามาลามีโอกาสดีที่สุดที่จะเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตเข้าชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีอีก 4 ปีข้างหน้านั่นเอง

