ปฏิญญาแคลิฟอร์เนีย‘สงครามเย็นใหม่’ จีนปฏิเสธคำท้าทายของสหรัฐ โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

ดูเหมือนความสัมพันธ์จีน-สหรัฐมีความขัดแย้งรุนแรงขึ้น ราวกับคลื่นพายุเป็นระลอก

ประชาคมโลกเฝ้าดูด้วยความสงสัยและกังวล อันเกิดจาก “ปฏิญญาแคลิฟอร์เนียสงครามเย็นใหม่” ของ “ไมค์ ปอมเปโอ” รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ

นักการทูตเบอร์ใหญ่ของจีน 3 นาย ได้มีคำชี้แจงเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาของสหรัฐ และในเวลาเดียวกันได้ยืนยันถึงความสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งการเจรจาทั้งสองฝ่าย อีกทั้งปฏิเสธการแยกออกจากกันกับสหรัฐ การทำสงครามเย็น และยกระดับสงครามการทูต

คำชี้แจงของจีนครั้งนี้ เสมือนการเล่นดนตรีในจังหวะที่นิ่มนวล

จึงเป็นเหตุให้บรรดานักวิเคราะห์ตีความว่า จีนยอมอ่อนข้อ และลดละความแข็งกร้าว

หากพิเคราะห์ถึงบทความและถ้อยความคำพูดของบุคคลทั้ง 3 สิ่งที่ประจักษ์คือ

มิได้มีการอ่อนข้อในหลักการ จีนยังยืนยันควรต้องเจรจากันบนโต๊ะเหมือนเดิม

อีกประการ 1 คือ รัฐบาลจีนเห็นว่าก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นช่วงเวลาที่อ่อนไหว ไม่ควรสร้างความกังวลให้แก่สหรัฐ จึงได้ใช้มาตรการที่ไม่ระคายเคือง

และเพื่อวัตถุประสงค์ที่สำคัญอันเกี่ยวกับเสถียรภาพที่มั่นคงแห่งความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ

เหตุการณ์เกี่ยวกับ “ปฏิญญาสงครามเย็นใหม่” คือ

วันที่ 23 กรกฎาคม “ไมค์ ปอมเปโอ” ได้แสดงปาฐกถา ณ ห้องสมุดริชาร์ด นิกสัน แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน โดยสรุปพอเป็นสังเขปว่า “ประเทศคอมมิวนิสต์จีนได้ทำการคุกคามเศรษฐกิจสหรัฐและเสรีประชาธิปไตยทั่วโลก จึงเรียกร้องให้ก่อตั้งพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อทำการกดดันปักกิ่ง”

หากพินิจให้ดีก็คือ “ปฏิญญาสงครามเย็นใหม่” นั่นเอง

ก็เพราะ “ปอมเปโอ” มองจีนคือสหภาพโซเวียต ลัทธิแม็คคาร์ธีคืนชีพอีกวาระหนึ่งในสหรัฐ นโยบายที่มีต่อจีน จึงยิ่งทำให้ประสาทหลอน

ก็เพราะประสาทหลอนจีนจึงจำต้องชี้แจงด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษรในเวลาไล่เลี่ยกัน

วันที่ 5 สิงหาคม “หวาง อี้” รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีนได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวซินหัวในประเด็นความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ

วันที่ 7 สิงหาคม “หยาง เจี๋ยฉือ” หัวหน้าสำนักงานกิจกรรมต่างประเทศได้เขียนบทความลงในเว็บไซต์ซินหัว ชื่อเรื่อง “เคารพประวัติศาสตร์ มองไปข้างหน้า ธำรงรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์จีน-สหรัฐที่มีเสถียรภาพ”

วันที่ 12 สิงหาคม “เล่อ อี้เฉิง” รองรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีนได้ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สังเกตการณ์แผ่นดินใหญ่ในเว็บไซต์ซินหัวชื่อ “ฟื้นคืนสงครามเย็นคือพฤติกรรมอันมิชอบ”

ไม่ว่าบทความ ไม่ว่าการให้สัมภาษณ์ของนักการทูตอาวุโสทั้ง 3 เชื่อว่าเป็นฉันทานุมัติจากพรรคและรัฐบาลปักกิ่งที่มีต่อสหรัฐ คืออำนาจอันสูงยิ่ง

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า

1.คำให้สัมภาษณ์ของ “หวาง อี้” ประเด็นสำคัญเป็นการชี้แจงข้อกล่าวหาในการปาฐกถาของปอมเปโอ และในขณะเดียวกันก็เป็นการอรรถาธิบายเกี่ยวกับวิถีทางที่จีนจะทำการตอบโต้อย่างไร เป็นการตัดไม้ข่มนาม สมกับเป็นนักการทูตใหญ่

2.บทความของ “หยาง เจี๋ยฉือ” ร่ายยาวถึง 6 พันตัวอักษรจีน โดยอาศัยประสบการณ์ทางการทูตรำลึกถึงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ

3.เล่อ อี้เฉิง รองรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศได้ให้สัมภาษณ์แก่แฟนนานุแฟนในเว็บไซต์ซินหัว ใช้คำพูดที่แหลมคมยิ่ง แต่ยืนยันจีนไม่สู้รบตบมือกับสหรัฐ และขอให้มีการเจรจา

ในบรรดานักการทูตเบอร์ใหญ่ทั้ง 3 “หยาง เจี๋ยฉือ” ถือว่าพรรษาสูงสุด การศึกษาก็สูงสุด

ย้อนมองอดีตเมื่อปี 1970 ก่อนการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-สหรัฐ อดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอช ดับเบิลยู. บุช เป็นหัวหน้าสำนักงานสหรัฐประจำปักกิ่ง “หยาง” ได้รู้จักกับ “บุช” ก่อนในฐานะเป็นล่าม ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ประจำสถานเอกอัครราชทูตจีนและเป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐตามลำดับรวม 3 ครั้ง ไม่ต่อเนื่อง แต่รวมแล้วเป็นเวลา 12 ปี

จึงถือเป็น “ผู้เชี่ยวชาญกิจกรรมสหรัฐ” ของเจ้าหน้าที่ระดับหัวแถวของปักกิ่ง

บัดนี้ “หยาง เจี๋ยฉือ” ได้เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษากิจกรรมระหว่างประเทศและการทูตของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นอกจากนี้ ยังมีตำแหน่งทางการเมืองคือ กรรมการคณะกรรมาธิการกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์ และหัวหน้าสำนักงานกิจกรรมต่างประเทศ

ที่น่าสนใจคือ บทความของหยาง เจี๋ยฉือ ได้อ้างอิงเหตุการณ์เดือนกุมภาพันธ์ 1972 เมื่ออดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เยือนจีนและกล่าวสุนทรพจน์ที่ศาลาประชาคมจีน ปักกิ่ง มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“ท่านทั้งหลายเชื่อมั่นในระบบของท่าน ข้าพเจ้าก็เชื่อมั่นในระบบของสหรัฐเช่นกัน พวกเราพบกัน ณ ที่นี้ มิได้หมายความว่าพวกเรามีความเชื่อเหมือนกัน แต่พวกเรามีผลประโยชน์และความหวังเช่นเดียวกัน”

เป็นข้อความอันกินใจ กินใจที่เป็นการหักล้างการบิดเบือนความจริงอันเกี่ยวกับการสถาปนาทางการทูตกับประเทศจีนว่า เพื่อเปลี่ยนแปลงจีน และให้ร้ายป้ายสีจีนว่า หลอกลวงสหรัฐ

นอกจากนี้ ในบทความยังได้เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่างจีน-สหรัฐในอดีต เช่น

1 ทำโครงการด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับอาหารที่ติมอร์ตะวันออก

1 ส่งเสริมฝึกสอนนักการทูตอัฟกานิสถาน

1 ต่อต้านโรคระบาดอีโบลา (Ebola Hemorrhagic Fever) เป็นต้น

การให้สัมภาษณ์ของหวาง อี้ เป็นการหักล้างปฏิญญาของปอมเปโอ ทั้งนี้ได้มีการแก้ต่างเป็นข้อๆ อันได้แก่ นโยบายสหรัฐ-จีนล้มเหลว สหรัฐมีความเสียเปรียบที่คบกับจีน การเจรจาจีน-สหรัฐไม่เกิดประโยชน์ ตลอดจนปัญหาสงครามเย็นใหม่จีน-สหรัฐ เป็นต้น

อีกทั้งได้ชี้แจงนโยบายหลัก 4 ประการที่จีนมีต่อสหรัฐ คือ

1.ปกติภาวะความอดกลั้น 2.หลีกเลี่ยงการปะทะ 3.การผ่าทางตัน 4.เจรจาสองฝ่าย

และในทำนองเดียวกันได้ปฏิเสธการแยกออกจากกัน ธำรงความร่วมมือ ถนอมไมตรี

“หวาง อี้” กล่าวว่า จีนจะแสวงหาโอกาสทำการเจรจากับเจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้นของสหรัฐ และมั่นใจว่าทุกประเด็นปัญหาสามารถยุติกันได้ในที่ประชุม

เขาชี้แจงอีกว่า ประเทศจีนไม่มีเจตนาและไม่มีความสนใจในการทำสงครามทางการทูตกับสหรัฐ ถ้าสหรัฐยังไม่ละความพยายาม จีนยินดีรับการท้าทาย และจะสู้ถึงที่สุด

เป็นการใช้ทั้งไม้นวมและไม้แข็ง

นอกจากนี้ เขาได้แสดงจุดยืนของจีนในการที่ไม่ทำการเข่งขันชิงเด่นกับประเทศใดๆ และไม่มีเจตนาที่ขัดแย้งกับประเทศใดๆ อันเกี่ยวกับคตินิยม จีนได้บัญญัติคำว่า “พัฒนาอย่างสันติ” ลงในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว อีกทั้งยืนยันว่าประเทศจีนจะไม่ยอมเป็นเจ้าโลก

ส่วนปัญหาทะเลจีนใต้นั้น เขาได้เรียกร้องให้ประเทศในภูมิภาคควรต้องใช้ความระมัดระวัง เพื่อป้องกันมิให้สหรัฐทำลาย และควรกำหนดแนวทางการปฏิบัติอันเกี่ยวกับทะเลใต้ให้เร็วที่สุด

คำสัมภาษณ์ของหวาง อี้ มิเพียงพูดให้คนอเมริกันฟังเท่านั้น หากเป็นคำกล่าวถึงคนทั่วโลก

ส่วน “เล่อ อี้เฉิง” เป็นคนพูดจาขวานผ่าซาก อย่างที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า straight shooter

เขากล่าวว่า จีนจะไม่วิวาทกับคนต่ำทราม แต่ก็ไม่ยอมให้พวกเขาก่อเรื่องยุ่งเหยิงวุ่นวาย

เห็นว่า “เล่อ อี้เฉิง” ใช้คำพูดรุนแรงและแข็งกร้าว ความสุภาพหย่อนยาน ไม่สมศักดิ์ศรีของนักการทูตเบอร์ใหญ่ ที่ใช้คำว่า “คนต่ำทราม”

กรณีเป็นการอันย้อนแย้งกับการพูดแบบการทูตและมารยาทของนักการทูต

ย่อมมีผลกระทบต่อศักดิ์ศรีของประเทศมหาอำนาจ

อย่างไรก็ตาม สรุปโดยรวมการให้สัมภาษณ์ของ “หวาง อี้” บทความของ “หยาง เจี๋ยฉือ” และคำชี้แจงของ “เล่อ อี้เฉิง” ล้วนเป็นไปในทางสร้างสรรค์ อันอาจก่อให้เกิดสันถวไมตรี

ขอสดุดี

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สุดสงสาร! น้ำซุปลวกเด็ก2ขวบ ร้านหมูกระทะจ่าย5พันให้จบ เบ่งต้องตีกอล์ฟกับผู้ว่าฯ
บทความถัดไปเซ็นทาราขยายฐานเมียนมาร์ ลงนามสัญญาบริหารโรงแรมเพิ่มอีก 3 แห่ง รุกธุรกิจสู่เมืองพะอัน-มัณฑะเลย์