บทนำ : ชะลอ‘เรือดำน้ำ’
กองทัพเรือยอมถอยซื้อเรือดำน้ำ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) งบประมาณ 2564 ได้มีการรายงานที่ประชุมว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ มูลค่า 2.25 หมื่นล้านบาท ได้ผ่านงบประมาณปี 2563 ไปแล้ว แต่ด้วยความปรารถนาดี เห็นแก่เศรษฐกิจของประเทศ กองทัพเรือจึงได้นำเงิน 3,925 ล้านบาท ที่จะต้องจ่ายงวดแรกคืนให้รัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาโควิด แล้วมาตั้งงบ 2564 คืนให้เพื่อจัดซื้อตามกระบวนการ แต่โควิดยังไม่คลี่คลาย กองทัพเรือจึงได้ทำหนังสือแจ้ง กมธ.ว่ายินดีให้ปรับงบ 3,925 ล้านบาท ออกไปก่อน ที่ประชุม กมธ.มีมติ 63 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง เห็นด้วยกับการปรับลดงบดังกล่าว ก่อนลงมติ กมธ.จากพรรคก้าวไกลอภิปรายว่า ไม่เห็นความสำคัญในการจัดซื้อเรือดำน้ำ และไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนเพียง 1 ปี เพราะสถานการณ์โควิดก็ยังไม่สิ้นสุดภายใน 1 ปีจากนี้
สำหรับหนังสือกองทัพเรือที่แจ้ง กมธ.ให้ปรับลดงบ ระบุว่า กองทัพเรือพิจารณารอบคอบแล้ว เห็นว่าการลดงบรายการนี้ลง แม้ว่าจะเกิดผลกระทบแผนงานโครงการของกองทัพเรือ อันจะส่งผลกระทบถึงประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ก็ตาม แต่เพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นตามภาวการณ์ของประเทศในปัจจุบัน กองทัพเรือขอปรับลดงบจัดหาเรือดำน้ำ 2 ลำ ในปีงบประมาณ 2564 ทั้งหมด คงเหลือ 0 ล้านบาท กองทัพเรือจะมุ่งมั่นพัฒนาและใช้ขีดความสามารถที่มีอยู่เพื่อลดความเสียหายและความเสี่ยงที่เกิดจากการเลื่อนการจัดหาเรือดำน้ำออกไป ให้มีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
การปรับลดงบดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมพิจารณาของอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจ และทุนหมุนเวียน ซึ่งลงมติในงบดังกล่าวด้วยคะแนน 4-4 เสียง แล้วประธานอนุ กมธ.เป็นผู้ลงมติชี้ขาด 5-4 ให้ผ่านงบดังกล่าว จุดชนวนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงถึงความเหมาะสมในการใช้งบจำนวนมากซื้ออาวุธ ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจกำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลฟังเสียงประชาชน ให้มีการชะลอการใช้งบนี้ออกไป และเป็นการบ้านที่รัฐบาลควรทบทวนการจัดซื้ออาวุธที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ไม่มีการกลั่นกรองจากสภาเลือกตั้ง และสังคมไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้

