หน้าแรก บทความ ‘หลวงพ่อกวย’ ...

‘หลวงพ่อกวย’ วัดโฆสิตาราม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

3.09.20 | 13:53 น.

ช่วงวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปกราบนมัสการ “หลวงพ่อกวย” วัดโฆสิตาราม ซึ่งตั้งอยู่ที่ ณ หมู่ 9 บ้านแค ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดกลางชูศรี อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ของหลวงปู่บุดดา อยู่ห่างกันประมาณ 3-4 กิโลเมตร อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอสรรคบุรีประมาณ 15 กิโลเมตรไปทางใต้ เป็นวัดที่เก่าแก่ สร้างสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เดิมเป็นวัดตั้งอยู่ในป่า เรียกว่า “วัดขวิด” เนื่องจากเป็นที่ดอน มีต้นมะขวิดอยู่ทั่วไป แต่คนเก่าคนแก่นิยมเรียกกันว่า “วัดบ้านแค” ภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดโฆสิตาราม” ในสมัยที่ “หลวงพ่อกวย” มาเป็นเจ้าอาวาส มีความเข้าใจกันมาว่าเกิดจากแรงบันดาลใจของหลวงพ่อเพื่อเป็นมงคลระลึกถึง “สมเด็จพระพุทธาจารย์” (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม

“หลวงพ่อกวย” ชุตินฺธโร : ท่านมีนามเดิมว่า “กวย ปั้นสน” เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2448 ปีมะเส็ง ณ บ้านแค หมู่ 9 ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท โยมบิดา ชื่อ ตุ้ย โยมมารดา ชื่อ ต่วน ปั้นสน มีพี่น้องร่วมอุทรร่วมกัน พลวงพ่อกวยเป็นคนที่ 5 ในวัยเยาว์ บิดามารดานำไปฝากเรียนหนังสือกับ “หลวงปู่ชวด” วัดบ้านแค จนกระทั่งอ่านออกเขียนได้เชี่ยวชาญ เมื่อหลวงปู่ชวดมรณภาพลง บิดามารดาจึงไปฝากเรียนกับ “พระอาจารย์คำ วัดหัวเด่น” ศึกษาเล่าเรียนเพิ่มเติม ศึกษาเล่าเรียนจนกระทั่งมีความเชี่ยวชาญผิดกับเด็กในวัยเดียวกัน

เมื่ออายุครบบวช บิดามารดาจึงจัดบรรพชาอุปสมบท ณ วัดโบสถ์ ต.โพธิ์งาม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2467 โดยมี “พระชัยนาทมุนี” เป็นพระอุปัชฌาย์ “หลวงพ่อปา วัดโบสถ์” เป็นพระกรรมวาจาจารย์ “พระอาจารย์หรั่ง” เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ชุตินฺธโร” เมื่ออุปสมบทแล้ว หลวงพ่อกวยได้กลับมาจำพรรษา ณ วัดบ้านแค ซึ่งในขณะนั้นมีหลวงปู่มาเป็นเจ้าอาวาส ศึกษาพระธรรมวินัย ภายหลังท่านได้หัดเทศน์กัณฑ์กุมาร ทานกัณฑ์ใบเวสสันดรชาดก ซึ่งในสมัยนั้นหาใครเทศน์กัณฑ์นี้ได้ดีเท่าท่านไม่มี

ต่อมาหลวงพ่อได้หยุดเทศน์และแอบไปศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณกับ “หมอเขียน” ซึ่งหมอเขียนนี้สามารถรักษาโรคระบาด หรือ “โรคห่า” ที่เป็นโรคร้ายแรงในสมัยนั้นได้ นอกจากนี้ ยังสามารถรักษาโรคไข้ทรพิษได้อีกด้วย หลังจากนั้นหลวงพ่อกวยได้เข้ามาอยู่วัดขรณ์ อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี ถึง 2 พรรษา เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม สามารถสอบนักธรรมตรีได้ จึงได้ศึกษาต่อนักธรรมโท แต่เกิดอาพาธจึงไม่ได้สอบนักธรรมโท ท่านจึงคิดได้ว่าพระปริยัติธรรมเรียนมาพอแล้ว จึงหันไปฝึกวิปัสสนากรรมฐานและพุทธาคมตั้งแต่นั้น

เมื่อท่านตั้งใจจะศึกษาพุทธาคมท่านจึงต้องหาครูบาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งในสมัยนั้น “หลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์” เป็นอีกรูปหนึ่งที่มีชื่อเสียงและเชี่ยวชาญด้าน “วิปัสสนาญาณ”

Advertisement

หลวงพ่อกวยจึงเดินทางไปกราบเป็นศิษย์ขอเรียนวิชาโดยเฉพาะ “วิชาทำแหวน” ใต้ท้องแหวนจะมีอักขระอ่านว่า “อิติ” หลวงพ่อกวยท่านได้สร้างแหวนก็มีอักขระบรรจุไว้เช่นกัน ต่อมาได้มาจำพรรษา “วัดหนองตาแก้ว” ต.โคกช้าง อ.เดิมบาง จ.สุพรรณบุรี หลวงพ่อกวยได้ปลูกต้นสมอไว้ 1 ต้น ปัจจุบันยังอยู่ “หลวงตาสมาน” เคยไปอยู่วัดหนองตาแก้วได้นำไก่แจ้ไปนอนบนต้นสมอ ปรากฏว่าไก่ไม่ยอมนอน ไม่ทราบว่าหลวงพ่อกวยได้ลงวิชาอะไรไว้ ทั้งๆ ที่หลวงพ่อเพิ่งอายุได้ 28 ปี พรรษาได้ 8 พรรษา แสดงว่าหลวงพ่อมีอาคม ตั้งแต่เป็นพระหนุ่ม ได้จำพรรษาที่วัดหนองตาแก้ว 1 พรรษา ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2477 ได้มาจำพรรษาที่วัดหนองแขม ต.ดงคอน อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท อีก 1 พรรษา เรียนแพทย์แผนไทยโบราณต่อกับ “โยมป่วน” บ้านหนองแขมและเรียนแพทย์แผนโบราณต่อกับ “หมอใย” บ้านบางน้ำพระ

ในขณะที่พักจำพรรษาที่วัดหนองแขมได้มีเพื่อนพระภิกษุชื่อ แจ่ม ได้เดินทางท่องเที่ยวไปพบตำรา “เป็นสมุดข่อย” อยู่ในโพรงไม้แต่เอามาไม่ได้ เพราะตำรานี้มีอาถรรพณ์แรงมากคล้ายมีเทวดารักษาจึงได้มาชักชวน “พระกวย” ให้ไปดู ปรากฏว่ามีตำราอยู่ในโพรงไม้จริง มีรอยคนเอาพวงมาลัยดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาใต้โคนไม้ พระภิกษุกวยจึงได้จุดธูปเทียนบอกเล่าและอธิษฐานว่า “ถ้าจะให้ข้าพเจ้าเอาตำรานี้ไปเก็บรักษาไว้ ขอธูปนี้จุดให้ไหม้ให้หมดดอก” แต่ปรากฏว่าได้ไหม้ไม่หมด พระภิกษุกวยจึงได้เสี่ยงสัตย์อธิษฐานขึ้นใหม่ว่า… “ถ้าหากท่านจะให้ตำรานี้ให้ข้าพเจ้าเอาไปเก็บรักษาไว้ ข้าพเจ้าจะนำเอาตำรานี้ไปหาประโยชน์แก่วัดและช่วยเหลือประชาชนเท่านั้น” แล้วก็จุดธูปขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ปรากฏว่า “ธูปได้ไหม้หมดทั้ง 3 ดอก”

หลวงพ่อกวยจึงได้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้าของตำราแล้วอัญเชิญเอาตำรานั้นมาเก็บไว้ มีคำร่ำลือกันว่า มีคนคนหนึ่งได้นำตำราชุดนี้มาเก็บไว้ในบ้าน ได้เกิดเหตุวิบัติเจ็บไข้ล้มตาย จึงเอาตำราชุดนี้มาทิ้งไว้ดังกล่าว พระภิกษุกวยเมื่อได้ข่าวดังนั้นก็มาเปิดตำราดูปรากฏว่ามีสายสิญจน์อักษรบอกไว้ในตำราว่า ตำรานี้ห้ามนำเอาไปไว้บ้านใครๆ ทั้งสิ้น มิฉะนั้นจะฉิบหาย พระภิกษุกวยจึงได้ศึกษาตำรายันต์และคาถาจากตำราเล่มนี้ ปัจจุบันตำราเล่มนี้ยังอยู่ที่วัด หน้าปกเขียนว่า “ครูแรง” ด้วยสีแดง ในตำรามีมนต์และยันต์ต่างๆ มากมายหลายร้อยยันต์ เป็นยันต์กันอาวุธ กันกระทำ กันคุณ กันของ “คาถา” มีมากมายหลายบทเป็นภาษาของคนโบราณและมีบทหนึ่งเขียนไว้ว่า พระมนต์พระพุทธเจ้าชนะมาร…ใช้เรียกนางแม่พระธรณี ใช้ทำน้ำมนต์ ฆราวาสห้ามเรียน ในมนต์นี้ได้เขียนถึงการใช้มนต์ในทางที่ดีและใช้ไปในทางที่ร้ายคือ… “มนต์ดำ” เรื่องตำรายันต์หลวงพ่อคัดลอกและเรียนมานี้ ปัจจุบันอยู่ที่อาจารย์เหลียน มณีนัย คนทำทอง ต.ปากน้ำ อ.เดิมบาง จ.สุพรรณบุรี 1 เล่ม เก็บรักษาอยู่ที่วัดท่าทอง แขวนไว้ในกุฏิไม่มีใครกล้ายุ่ง อยู่ที่อาจารย์ตั้ว 1 เล่ม อยู่ที่อาจารย์แสวง วัดหนองดุก อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท 1 เล่ม ส่วนที่วัดมีหลายเล่ม

หลวงพ่อกวยจากวัดหนองแขมแล้วได้มาเรียนวิชากับ “หลวงพ่อเดิม” วัดหนองโพธิ์ หลวงพ่อกวยได้เรียนวิชา “ทำมีดหมอ” ตะกรุด และแหวนแขน เรื่องแหวนแขนนี้หลวงพ่อเดิมทำเป็นและเก่งด้วย กับหลวงพ่อกัน วันเขาแก้ว ศิษย์ร่วมอาจารย์ที่โด่งดัง คือ หลวงปู่พิมพา วัดหนองตางู อ.บรรพตพิสัย ครูอาจารย์อื่นนอกจากหลวงพ่อศรี วัดพระปรางค์ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ ยังมีอาจารย์อื่นๆ อีกหลายรูป เช่น หลวงพ่อแบน วัดเดิมบาง, หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา, หลวงพ่อพวง วัดหนองกระโดน นครสวรรค์, หลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐี จ.อุทัย, หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง นอกจากนี้หลวงพ่อยังสืบทอดคาถาและยันต์ของ “หลวงพ่อเฒ่า” วัดค้างคาว ยันต์และคาถานี้ตรงกับของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อกวยยังได้ตำราผ้าอาบน้ำเป็นกระต่ายยังได้วิชาจระเข้และเสือสมิง สามารถทำได้ ปัจจุบันมีศิษย์ทำได้จริง 1 คน

สมณศักดิ์ : 1 กันยายน 2491 รับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านแค (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น วัดโฆสิตาราม) 1 มีนาคม 2497 เป็นพระกรรมอาจารย์ (คู่สวด) 5 ธันวาคม 2511 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นประทวน ในสมัยหลวงพ่อปกครองวัด ท่านชอบความเป็นอยู่แบบสมถะ สมัยนั้นจึงไม่มีการก่อสร้างถาวรวัตถุภายในวัด หน้าที่ดูแลก่อสร้างซ่อมแซมวัด หลวงพ่อจะให้คณะกรรมการวัดเป็นผู้จัดการและดูแล

ในด้านปฏิปทาของหลวงพ่อ : ท่านจะเป็นคนพูดน้อยประเภทถามคำตอบคำ ชอบเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะสุนัข นอกจากนี้ยังชอบปลูกต้นไม้เป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านเองเป็นผู้มีเมตตา ไม่ว่ายากดีมีจน นอกจากนี้ท่านยังมีธุดงค์วัตร ฉันเวลา คือ ฉันมื้อเดียว จะเห็นได้ว่า “หลวงพ่อกวย” ท่านเป็นผู้คงแก่เรียน ท่านจะเป็นพระที่ชอบศึกษาหาความรู้มาตั้งแต่รุ่นๆ ดูได้จากตำราของท่านที่บันทึกไว้มีวิชาต่างๆ มากมายเต็มไปหมด

ทางด้านวัตถุมงคล : ท่านก็นิยมสร้างขึ้นมา ส่วนใหญ่จะสร้างแจก แต่ก็ใช่ว่าจะแจกใครง่ายๆ และของที่ท่านทำและปลุกเสก ถ้าไม่ดีจริงท่านก็จะไม่ทำมาแจกให้เด็ดขาด

ในปี 2521 : หลวงพ่อได้อาพาธลง จึงได้เข้าทำการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท ซึ่งหมอได้วินิจฉัยโรคว่าท่านเป็นโรคขาดสารอาหารมาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว จึงได้ให้สารอาหารประเภทโปรตีนกับหลวงพ่อมาเป็นเวลา 1 เดือน เมื่อกลับมาวัด หลวงพ่อยังได้ฉันอาหารเพียงวันละ 1 ครั้งเช่นเดิม โดยไม่เปลี่ยนความตั้งใจ หลวงพ่อยังคงคร่ำเคร่งในการสร้างและปลุกเสกวัตถุมงคล ดูเหมือนจะหนักกว่าเก่าสุขภาพหลวงพ่อดูภายนอกก็แข็งแรง ไม่มีโรคร้ายเบียดเบียน ในเดือนมีนาคม พ.ศ.2522 หลวงพ่อได้ลงปฏิทินวันที่ท่านเริ่มเจ็บเอาไว้ด้วยตัวหนังสือสีแดง คือ วันที่ 11 มีนาคม แล 11 เมษายน 2522 พร้อมทั้งเขียนพระคาถา… “นะโมตาบอด” ให้ไว้เป็นคาถาแคล้วคลาดและกำบัง หลวงพ่อเขียนว่า… “อาตมาภาพพระกวย นะตันโต นะโมตันติ ตันติตันโต นะโมตันตัน” จะมรณภาพวันที่ 11 เมษายน เวลา 7 นาฬิกา 55 นาที พอวันที่ 11 มีนาคม หลวงพ่อก็ล้มป่วย ไม่มีโรคอะไรเพียงแต่ไม่มีกำลัง ฉันอาหารไม่ได้ ไม่ยอมไปโรงพยาบาล มีอาการไข้แทรก ฉันอาหารแทบไม่ได้เลย ไม่มีรสชาติ บางครั้งท่านพ่นข้าวออกจากปาก ไม่ยอมฉัน แล้วหยิบแผ่นตะกรุดขึ้นมา บางครั้งก็จับสายสิญจน์ ปลุกเสกวัตถุมงคล กลางคืนก็จับสายสิญจน์ปลุกเสกวัตถุมงคล บางคืนถึงสว่าง ร่างกายของท่านปกติก็ผอมอยู่แล้ว กลับผอมหนักเข้าไปอีก เมื่อมีศิษย์มาเยี่ยม ศิษย์เห็นท่านหลายคนก็ร้องไห้โฮ แทบทุกคนจะร้องไห้ ท่านจะดุศิษย์ว่า “มึงร้องไห้ทำไม กูไปดี เป็นห่วงแต่พวกมึงนั่นแหละ” ช่วงนั้นหวยใกล้ออก ท่านได้เขียนเลขหวย 3 ตัวในฝ่ามือ ใครที่ไปเยี่ยมท่านคนไหนมีโชคลาภท่านจะแบมือให้ดู

วันที่ 10 เมษายน กลางคืนมีศิษย์มาเฝ้าท่านเต็มไปหมด ตอนเช้ายิ่งมากเพราะทราบว่าท่านจะมรณภาพ แต่ท่านก็ไม่มรณภาพ ท่านผอมมากมีหนังหุ้มกระดูก มีแต่ประกายตาที่สดใสเท่านั้น จนกระทั่งตกกลางคืนท่านก็ไม่มรณภาพถึงค่อนสว่างวันที่ 12 เมษายน 2522 ทางกรรมการวัดและศิษย์ใกล้ชิดได้ประชุมปรึกษาหารือกันว่า สงสัยในกุฏิท่านจะลงอาถรรพ์เอาไว้ ตลอดจนตำราอักขระเลขยันต์ ตลอดจนรูปครูบาอาจารย์ คงจะไม่มีใครกล้ามารับท่านแน่ อยากเห็นท่านไปดี จึงปรึกษากันนำท่านออกมาที่หอสวดมนต์ เมื่อเตรียมที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว บรรดาลูกศิษย์ได้อุ้มท่านออกมาทำวัตรที่เตีย

ที่หอสวดมนต์ ท่านลืมตาขึ้นเป็นการสั่งลาครั้งสุดท้าย แล้วหลับตาพนมมือ เกิดเหตุอัศจรรย์…ระฆังใบใหญ่ที่หอสวดมนต์ได้ขาดตกลงมาดังหง่างๆๆ ดังยาวนาน ศิษย์ที่อยู่ศาลาเข้าใจว่าท่านมรณภาพจึงได้ตีระฆัง คือ คาดว่ามีคนตีระฆัง เมื่อจับเวลาดูเป็นเวลา 7 นาฬิกา 55 นาที จับชีพจรท่านดู…ปรากฏว่าท่านมรณภาพแล้ว ตรงกับวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2522 รวมสิริอายุได้ 74 ปี พรรษาที่ 54

ปัจจุบันใน “วันที่ 12 เมษายน ของทุกปี” เป็นวันทำบุญประจำปีเพื่ออุทิศและระลึกถึง “หลวงพ่อกวย” ของเรา ได้จดจำวันนี้ไว้ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล วันที่ 12 เมษายน ของทุกปี ควรจะทำบุญใส่บาตรหรือมากราบ “หลวงพ่อกวยของเรา” หรือนำผ้าป่ามาทอดเพื่อระลึกถึงหลวงพ่อ ขอจงปฏิบัติให้ได้ทุกปี ท่านจะมีแต่ความสุขความเจริญชีวิตไม่ตกต่ำ เหมือนกับคำพรของหลวงพ่อที่เคยให้ไว้ความว่า “ขอศิษย์ทั้งหลาย จงอย่าอด อย่าอยาก อย่ายาก อย่าจน อย่าต่ำกว่าคน อย่าจนกว่าเขา” ไงเล่าครับ