หน้าแรก บทความ ตุรกีกับการรั...

ตุรกีกับการรัฐประหาร : โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

9.09.20 | 14:05 น.
ชาวตุรกีคนหนึ่งลงไปนอนขวางรถถังของทหาร

ตุรกีเป็นประเทศที่มีตำนานและเรื่องราวประวัติศาสตร์มากมาย ประวัติศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกคือสงครามเมืองทรอยซึ่งเมืองทรอยก็อยู่ในดินแดนของตุรกีปัจจุบัน

ตุรกีเป็นประเทศที่เชื่อมต่อสองดินแดนใน 2 ทวีปเข้าด้วยกันโดยตุรกีมีพื้นที่อาณาเขตรวมฝั่งเอเชียและฝั่งยุโรปเข้าด้วยกันนั่นเอง ซึ่งตุรกีถูกล้อมรอบด้วยทะเลสามด้านด้วยกัน ได้แก่ ทางเหนือสุดจะติดกับทะเลดำ และทางใต้จะติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางตะวันตกก็จะติดกับทะเลอีเจียน ตุรกีแบ่งเขตแดนระหว่าง เทรซ (ดินแดนยุโรป) และอนาโตเลีย (ดินแดนเอเชีย) และยังแยกพรมแดนระหว่างทวีปยุโรปกับทวีปเอเชียออกจากกันโดยระหว่างพรมแดนนี้จะมีช่องแคบบอสฟอรัสโดยมีทะเลมาร์มารา และดาร์ดะเนลส์ ตุรกีจึงมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก ประเทศนี้มีประวัติศาสตร์และอารยธรรมที่เก่าแก่มานานกว่า 2,500 ปีก่อนคริสตกาล มีความหลากหลายของเชื้อชาติอีกด้วย

การยึดรถยานเกราะของฝ่ายกบฏโดยประชาชน

ประเทศไทยกับประเทศตุรกีมีอะไรเหมือนกันอยู่หลายอย่าง อาทิ จำนวนประชากรใกล้เคียงกัน ขนาดของพื้นที่ของประเทศก็ไม่ได้ห่างกันมาก ต่างไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก แต่เคยถูกกองกำลังต่างชาติเข้ายึดครองเป็นระยะเวลาสั้นๆ ตุรกีเคยถูกกองกำลังของชาติตะวันตกเข้ายึดครองภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศไทยเคยถูกกองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดครองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ความแตกต่างระหว่างประเทศตุรกีและประเทศไทยคือ การรัฐประหารจากทหารและกองทัพ สำหรับประเทศตุรกีเคยผ่านการรัฐประหารเพียง 5 ครั้ง และการรัฐประหารครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ.2559 นั้นปรากฏว่าไม่สำเร็จเนื่องจากประชาชนชาวตุรกีจำนวนหลายหมื่นคนได้ออกมาต่อต้านการรัฐประหารในครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน ทหารกว่า 2,800 นาย ที่พยายามทำรัฐประหารถูกจับกุมโดยตำรวจและประชาชน ผู้พิพากษา 2,745 คน ถูกไล่ออกหลังจากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่พยายามทำรัฐประหารในครั้งนี้ และสมาชิกของศาลฎีกาอีก 140 คน ถูกออกหมายจับ แต่ประเทศไทยเคยผ่านรัฐประหารมาแล้ว 13 ครั้ง โดยยังไม่มีชาวไทยลุกฮือขึ้นมาต่อต้านการรัฐประหารแม้แต่ครั้งเดียว

ฝูงชนชาวตุรกีพร้อมใจกันออกไปต่อต้านทหาร

ความจริงตุรกีจัดว่าเป็นประเทศที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นี่เองโดยเป็นประเทศใหม่ที่สืบสิทธิจากจักรวรรดิออตโตมัน (แบบเดียวกับประเทศรัสเซียสืบสิทธิจากสหภาพโซเวียตนั่นแหละ) ในระหว่างวันที่ 15-16 กรกฎาคม พ.ศ.2559 คณะทหารกลุ่มหนึ่งได้พยายามกระทำรัฐประหาร โดยการวางแผนของกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่งในกองทัพตุรกี แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขาพยายามก่อรัฐประหารด้วยสาเหตุใด

Advertisement

ทหารกลุ่มดังกล่าวได้ออกมายึดอำนาจในช่วงที่ ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน อยู่ระหว่างการพักร้อน โดยได้นำกองกำลัง รถถัง และเฮลิคอปเตอร์เข้ายึดสถานที่สำคัญ เช่น สถานีโทรทัศน์ ท่าอากาศยาน สะพานต่างๆ ในกรุงอังการา (เมืองหลวงของตุรกีตั้งอยู่บนคาบสมุทรอนาโตเลียฝั่งทวีปเอเชีย) และนครอิสตันบูล (เป็นเมืองดั้งเดิมของจักรวรรดิออตโตมันและเป็นเมืองที่เจริญที่สุด มีประชากรมากที่สุดของตุรกี อยู่บนฝั่งทวีปยุโรป)

ปรากฏว่าประชาชนชาวตุรกีต่างพากันออกมารวมตัวกันตามท้องถนนเพื่อต่อต้านรัฐประหารอย่างพร้อมเพรียงกัน การต่อต้านของประชาชนก่อการรัฐประหารนั้นทำให้ทรัพย์สินต่างๆ ถูกทำลาย อาทิ อาคารรัฐสภาตุรกีและทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงอังการาถูกโจมตีด้วยระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่าพันคน และมีผู้เสียชีวิตกว่าสองร้อยคนเนื่องจากทหารผู้ก่อการรัฐประหารได้ระดมยิงใส่กลุ่มประชาชนที่พยายามจะข้าม
สะพานบอสฟอรัสเพื่อประท้วงการก่อรัฐประหาร ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเสียงปืนใกล้ท่าอากาศยานในกรุงอังการาและนครอิสตันบูลด้วย ปฏิกิริยาที่มีต่อความพยายามก่อรัฐประหารครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นไปในทางไม่เห็นด้วย ทั้งจากภายในประเทศและจากนานาชาติ พรรคฝ่ายค้านหลักๆ ในตุรกีต่างประณามการกระทำดังกล่าว ขณะที่บรรดาผู้นำในระดับนานาชาติ เช่น ผู้นำจากสหภาพยุโรป องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และสหรัฐอเมริกาต่างออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในตุรกีเคารพสถาบันทางประชาธิปไตยและผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง

เพียง 2 วันต่อจากนั้นรัฐบาลของตุรกีได้ประกาศว่าการก่อรัฐประหารประสบความล้มเหลวและเริ่มตามจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว และประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ได้ออกมาประกาศทางโทรทัศน์ว่า

“กองทัพไม่มีหน้าที่ในการปกครองรัฐหรือนำรัฐ กองทัพไม่สามารถทำเช่นนั้นได้”