รื่นร่มรมเยศ : ฝึกฝน-ฝึกปรือ

รื่นร่มรมเยศ : ฝึกฝน-ฝึกปรือ : โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

รื่นร่มรมเยศ : ฝึกฝน-ฝึกปรือ : โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

เคยอ่านนิทานกำลังภายใน เรื่องอะไรก็จำไม่ได้ เด็กหนุ่มคนหนึ่ง พ่อของเขาถูกนายทหารผู้ใหญ่ฆ่าตาย เขาโกรธแค้นมากวิ่งเข้าใส่นายทหารคนนั้นเพื่อจะฆ่าล้างแค้น ทั้งๆ ที่ไม่มีอาวุธอะไรติดมือ นายทหารผู้นั้นผลักเขาล้มลงแล้วเดินจากไป ไม่หันมามองเสียด้วยซ้ำ

ด้วยความแค้นสุมอยู่ในอก เขาได้พยายามฝึกฝนวิทยายุทธ์จนเชี่ยวชาญ จนเวลาผ่านไปหลายปี วันหนึ่งพบนายทหารผู้นั้นจึงควงดาบเข้าต่อสู้หวังจะแก้แค้นแทนบิดาก็สู้ไม่ได้อีก นายทหารผู้นั้นยังพูดใส่หน้าว่า

“เอ็งจงกลับไปฝึกวิทยายุทธ์อีกสิบปีแล้วค่อยมาสู้กับข้า”

เขากลับไปมุมานะฝึกวิทยายุทธ์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสิบปีจนวิทยายุทธ์ได้ถึงจุด “สุดยอด” แล้ว วันหนึ่งเขาได้ข่าวว่านายทหารผู้นั้นผ่านมายังที่ที่เขาอยู่ จึงคว้าดาบหมายใจว่าจะไปชำระหนี้แค้นแทนบิดา แต่ภาพที่เขาเห็นมิใช่นายทหารผู้ยิ่งใหญ่อีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นตาแก่คนหนึ่งที่ถูกถอดจากยศศักดิ์และถูกเนรเทศออกจากเมืองด้วยความผิดฉกรรจ์ ซึ่งเขาไม่รู้ว่าเรื่องอะไร สภาพของเขาน่าสงสารมากกว่าจะต่อสู้กันด้วยอาวุธ

เมื่อเขาบอกชายแก่คนนั้นว่าเขาคือใคร ชายแก่บอกเขาว่า “ถ้าเช่นนั้นวันนี้ก็เป็นโอกาสที่เขาจะแก้แค้นแทนพ่อได้แล้ว เชิญลงมือเลย”

เขาบอกชายแก่ว่า “ผมไม่ฆ่าคนที่มีบุญคุณแก่ผมเป็นอันขาด”

“ก็ฉันฆ่าพ่อเธอมิใช่หรือ” ชายแก่ถามขึ้น

“ถูกแล้ว แต่ก่อนนี้ผมมีแต่ความแค้น ทุกครั้งที่เข้ามาเพื่อจะฆ่าท่านก็ถูกท่านหยามหน้าให้ไปฝึกฝนวิทยายุทธ์ให้เก่งก่อนแล้วค่อยมาสู้ เพราะถูกหยามนี่เอง ทำให้ผมมุมานะฝึกฝนฝึกปรือจนวิทยายุทธ์บรรลุขั้นสูงสุด มองอีกแง่หนึ่งเท่ากับท่านได้ช่วยให้ผมมายืนอยู่จุดนี้ได้ ท่านจึงเป็นผู้มีบุญคุณต่อผม ผมฆ่าท่านไม่ลง” ชายหนุ่มอธิบาย

ไม่น่าเชื่อว่าความแค้นได้กลายมาเป็นความเคารพและซาบซึ้งในบุญคุณไปได้ เรื่องอย่างนี้ยากที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียทีเดียว

ท่านคงเคยได้ยินหรือได้ทราบว่า บางคนได้ดิบได้ดี เช่นศึกษาวิชาการจนจบปริญญาสูงๆ หรือทำการทำงานจนประสบความสำเร็จ มีตำแหน่งใหญ่โต หรือมีทรัพย์สินมั่งคั่งเพราะถูกคนอื่นดูถูกเหยียดหยามว่าไม่เอาไหนมาแล้ว เพราะ “แรงแค้น” นั้นเอง ทำให้เขาพากเพียรพยายามต่อสู้มาจนบรรลุถึงจุดนี้ได้

เมื่อเขาก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้แล้ว เขาจะนึกขอบใจคนที่ดูหมิ่นเหยียดหยามเขาเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าไม่ถูกหยาม เขาก็คงไม่ฮึดสู้คงจะปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม

ผมอยากให้นักสู้ชีวิตมองใน “มุมกลับ” อย่างนี้บ้าง จะช่วยได้มากทีเดียว สมัยนี้คนมักดูถูกดูหมิ่นกันง่ายๆ ยิ่งเรายากจนไม่มีอะไรอยู่แล้ว มักจะถูกคนที่มีอะไรเหนือกว่าเราพูดจาดูถูกดูหมิ่นได้ง่าย บางคนตัวเองก็ไม่มีอะไรวิเศษไปกว่าคนอื่นดอก แต่นิสัยสันดานชอบดูถูกคน ชอบพูดให้คนอื่นเจ็บใจก็มี

ถ้าถูกคนอื่นด่าว่า ดูถูกเหยียดหยาม เช่นหาว่าเราปัญญาทึบ โง่เง่า ไม่จำเป็นจะต้องไปโกรธเขา ให้หาทางเอาชนะให้ได้ เช่น ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ฝึกฝนตนให้ “หายโง่” ให้คิดไว้เสมอว่า ไม่มีใครโง่ตลอดไปได้ ถ้าสนใจเรียนวันหนึ่งเราก็เป็นคนฉลาดได้ ดังสุภาษิตว่า “ความรู้อาจเรียนทันกันหมด”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่ด่าว่าเราหรือดูถูกเรา เป็นเสมือนคนมาชี้บอกขุมทรัพย์ ไม่ว่าเราจะเป็นจริงตามที่เขาว่าหรือไม่ก็ตาม ถ้าคิดเสียว่าเขามาชี้ขุมทรัพย์ให้ เราก็ได้ประโยชน์

ถ้าเราเป็นตามที่เขาว่า ก็พยายามปรับปรุงตัวเสียใหม่

ถ้าเราไม่ได้เป็นตามที่เขาว่า เราก็รู้ว่าเรามิได้ชั่ว มิได้เลวเช่นนั้น แล้วพยายามทำให้ดีขึ้นยิ่งกว่าเดิม เราก็มีแต่ทางได้กับได้ไม่มีทางเสียเลย

ลองหัดมองอย่างนี้ดูบ้าง ถึงชีวิตอาจไม่โรจน์รุ่งมากนัก แต่ที่แน่ๆ คือจิตใจเราจะมีความสุขอย่างยิ่ง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ณัฐชนน เผยเหตุการณ์เปิดประตู มธ. ทำผู้ชุมนุมกระดูกนิ้วแตก ต้องตัดออก แห่ให้กำลังใจ
บทความถัดไปหมอชลน่าน เชื่อพลังมวลชนกดดัน ส.ว.แก้กติกา เผยประชุมวิป 3 ฝ่ายวางถก 6 ญัตติ