‘โจ ไบเดน’เลือก‘คามาลา แฮร์ริส’

‘โจ ไบเดน’เลือก‘คามาลา แฮร์ริส’

‘โจ ไบเดน’เลือก‘คามาลา แฮร์ริส’

จากจำนวนสมาชิกระดับรองเป็นจำนวนมากในพรรคเดโมแครต “โจ ไบเดน” ตัวแทนพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ได้เลือกสมาชิกวุฒิสภาผิวดำนาม “คามาลา แฮร์ริส” (Kamala Harris) เป็นคู่ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี
การตัดสินใจของ “ไบเดน” ถือเป็นการธำรงไว้ซึ่งสถานะที่มั่นคงของพรรคตามประเพณี

เมื่อปีที่แล้ว “แฮร์ริส” ได้สมัครในรอบไพรมารีโหวตเพื่อเป็นตัวแทนพรรคในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และคุ้นหน้าของคนอเมริกัน กอปรกับเพศสภาพและชาติกำเนิด น่าเชื่อว่าพอจะรักษาเสถียรภาพของพรรคได้ระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีจุดเด่นในการดึงดูดบรรดาสตรีเพศและชนกลุ่มน้อย
แต่การกระทบฐานเสียงหลักของ โดนัลด์ ทรัมป์ พรรครีพับลิกัน คงมีไม่มาก

เนื่องจากภูมิหลังของ “แฮร์ริส” เป็นคนที่มีลัทธิหัวรุนแรง บัดนี้ได้กลายเป็นพรรคเดียวพวกเดียวกับ “ไบเดน” กลับมาเดินสายกลาง

ฉะนั้น สำหรับการแข่งขันชิงตำแหน่งน่าจะมีประโยขน์ ซ้ายก็ได้ขวาก็ดี
แต่อาจจะโดนทุบทั้งซ้ายและขวาก็ได้

ความจริงตัวเลือกในพรรคเดโมแครตมีมากโข อาทิ นักการทูตอาวุโสชาวแอฟริกา Susan Rice วุฒิสมาชิกซ้ายจัด Elizabeth Warren เป็นต้น

แต่ “ไบเดน” ก็ไม่เลือก

ดังนั้น จึงน่าเชื่อว่า “ไบเดน” ยังมีความประสงค์ให้พรรคเดินสายกลาง ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการวิพากษ์และโจมตีของพรรครีพับลิกันและโดนัลด์ ทรัมป์ อันเกี่ยวกับลัทธิสังคมนิยม

“คามาลา แฮร์ริส” อายุ 55 ปี เกิดที่รัฐแคลิฟอร์เนีย บิดาเป็นเชื้อสายจาไมกาแอฟริกา มารดาเป็นเชื้อสายอินเดีย

ปี 2010 ทำงานตำแหน่งอัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนีย
ปี 2017 ได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิกรัฐแคลิฟอร์เนีย ถือเป็นคนแรกของชาวเอเชียใต้ในประวัติศาสตร์อเมริกัน และเป็นสตรีคนที่ 2 ของคนผิวดำที่ได้เข้านั่งในวุฒิสภาสหรัฐ

การคัดเลือกตัวแทนพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว ในรายการอภิปรายทางโทรทัศน์ เธอได้กล่าวโจมตี “ไบเดน” ดุเดือดอันเกี่ยวกับประเด็น “ชาติพันธุ์”

ได้รับความนิยมสูงยิ่ง
กลายเป็นดาวรุ่งในชั่วข้ามคืน
ต่อมาได้อภิปรายนโยบายการรักษาพยาบาล เกิดความเพลี่ยงพล้ำ คะแนนจึงตกกราวรูด
กลายเป็นดาวร่วงในชั่วข้ามคืน
จึงเป็นเหตุให้เธอถอนตัวออกจากการแข่งขันไพรมารีโหวต
และหันมาสนับสนุน “ไบเดน” อย่างเต็มสูบ

เหตุผลที่ “ไบเดน” เลือกเธอมาเป็นคู่หูก็คือ ต้องการให้เธอเรียกเสียงสนับสนุนจากบรรดาสตรีเพศและคนผิวดำ และนำเอาคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจฆาตกรรมชายผิวดำมาเป็น “จุดขาย”

เพื่อหวังการสนับสนุนจากฝ่ายซ้ายอีกโสตหนึ่ง
จุดเด่นของ “แฮร์ริส” คือเป็นสตรีที่มีพหุลักษณ์ทางสังคมอันสูงยิ่ง

ชาติกำเนิดของเธอคือชนกลุ่มน้อย การศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยม) หน้าที่การงานสมบูรณ์พูลผล ถือเป็นสตรีเพศที่มีความสำเร็จสูงคนหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีบุคลิกหน้าตาดูสง่า

สง่าชนิด “เรียกแขก” ได้ด้วย “เสน่ห์” บนใบหน้า ความคล่องแคล่วว่องไวของเธอสามารถชดเชยความเฉื่อยของไบเดนได้พอสมควร

ดังนั้น เมื่อประกาศชื่อของ “คามาลา แฮร์ริส” ว่าเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดี

คะแนนนิยม “โจ ไบเดน” สูงขึ้นโดยพลัน
จากผลการสำรวจรอยเตอร์และ Ipsos เมื่องกลางเดือนสิงหาคม ปรากฏว่า
1 ผู้ให้สัมภาษณ์ร้อยละ 60 มีความเห็นว่า “แฮร์ริส” คือ “หลักไมล์สำคัญ”
1 คนพรรคเดโมแครตร้อยละ 90 เห็นด้วยให้ “แฮร์ริส” เป็นรองประธานาธิบดี
1 คะแนนสนับสนุน “แคมป์ไบเดน” ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10
1 มีผู้ให้สัมภาษณ์ร้อยละ 46 จะลงคะแนนให้ไบเดนและแฮร์ริส
1 ร้อยละ 38 จะลงคะแนนให้โดนัลด์ ทรัมป์ และไมค์ เพนซ์
และจากการสัมภาษณ์กลุ่มสตรี ผลปรากฏว่า
ร้อยละ 60 มีความรู้สึกที่ดีต่อ “แฮร์ริส” แต่ “ไบเดน” ได้เพียงร้อยละ 53

แต่มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 1 คือ จากผลสำรวจของ Rasmussen ปรากฏว่า มีคนอเมริกันเกินกว่าร้อยละ 60 เชื่อว่า หาก “โจ ไบเดน” ในวัย 77 ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี อาจไม่สามารถอยู่ได้ครบเทอมในสมัยที่ 1

สมมุติว่า “ไบเดน” ออกก่อนวาระ หรือปี 2024 ไม่ลงสมัครอีก
“แฮร์ริส” ก็มิใช่เป็นเพียงรองประธานาธิบดีชาวผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์อเมริกัน
หากมีโอกาสเป็นประธานาธิบดีผิวดำหญิงคนแรกของสหรัฐ

ย้อนมองปี 2016 การที่ “ฮิลลารี คลินตัน” พ่ายแพ้แก่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็เพราะบัตรผู้ใช้สิทธิเชื้อสายแอฟริกาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ห่างไกลจาก “บารัค โอบามา” ถึง 2 ครั้ง

ฉะนั้น “โอบามา” จึงชนะทั้ง 2 สมัย
สรุป คะแนนเสียงของคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาเป็นตัวแปรที่สำคัญยิ่ง
สำคัญที่ทำให้ “โอบามา” ชนะถึง 2 สมัย
สำคัญที่ทำให้ “ฮิลลารี” ต้องกลายเป็นนักการเมืองสอบตก
และสำคัญที่ทำให้ “ไบเดน” เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ในรอบไพรมารีโหวต
การที่ “ไบเดน” เลือก “แฮร์ริส” เป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีครั้งนี้ ย่อมต้องถือว่า “ตามีแวว”
ก็เพราะเขาหวังคะแนนจากชาวแอฟริกันช่วยเหลือเกื้อหนุนให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ต้องการให้คนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันอุ้มเข้าไป “ทำเนียบขาว”

กรณีมีส่วนคล้ายคลึงกับคำกล่าวของ “เหมา เจ๋อ ตง” ที่ว่า การที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถเข้าเป็นสมาชิกในสหประชาชาติได้ก็เพราะ

“คนแอฟริกาอุ้มเข้าไป”
ดังนั้น จึงแสดงว่า พลังของแอฟริกันนั้นยิ่งใหญ่
มองข้ามมิได้เป็นอันขาด

แม้กระทั่งย่านวอลสตรีทในนิวยอร์กและซิลิคอนวัลเลย์ในแคลิฟอร์เนียเหนือ เมื่อทราบข่าวของ “ไบเดนและแฮร์ริส” ก็มีความยินดี

“ไบเดน” เป็นผู้ที่มีบารมีในวงการเทคโนโลยีและด้านการเงินการคลังใน 2 ย่านดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งมีคู่หูทางการเมือง “แฮร์ริส” มาเติมเต็ม คนที่ซิลิคอนวัลเลย์มีความรู้จักมักคุ้นกับเธอเป็นอย่างดี ในฐานะที่เป็นวุฒิสมาชิกรัฐแคลิฟอร์เนีย งานทางการเมืองของเธอแจ้งเกิดที่ซาน
ฟรานซิสโก ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของรัฐ

หลายปีที่ผ่านมา “แฮร์ริส” ได้โลดแล่นอยู่ที่ซาน ฟรานซิสโก ไม่ว่างานบุญการกุศล

มีความสำเร็จสัมบูรณ์

ความจริงจุดเด่นหลายประการของ “แฮร์ริส” ก็คือจุดอ่อนของเธอ เป็นต้นว่าการสนับสนุนวุฒิสมาชิกหัวรุนแรงซ้ายจัดนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย สุดแต่จะมองกันในแง่มุมใด
นอกจากนี้ ขณะที่เธอเป็นอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนียเคยถูกตำหนิในประเด็นที่อเมริกันชนคัดค้านเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าทำการปราบปรามผู้ชุมนุมการประท้วง
ตรงจุดนี้อาจกลายเป็นจุดด้อยให้คู่แข่งโจมตีได้
ส่วนผู้ที่สนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่แล้วนั้น นอกจาก “แฮร์ริส” ไม่สามารถไปโน้มน้าวจูงใจแล้ว ยังอาจถูกคู่แข่งดาหน้าว่า “ซ้ายสุดโต่ง” อีกด้วย
มีคนทำการสำรวจผลการลงคะแนนในวุฒิสภา เธอได้คะแนนเท่ากับ “แซนเดอร์ส” คือ ร้อยละ 92 ทั้งนี้ ก็เพราะเธอได้ทำการสนับสนุนนโยบาย

1.การประกันสุขภาพแบบสมัครใจ (Voluntary Health Insurance Scheme)

2.นโยบายแก้ปัญหาวิกฤตภูมิอากาศและการชะลอตัวของเศรษฐกิจ (The Green New Deal)

ยิ่งไปกว่านั้น “แฮร์ริส” ยังสนับสนุนการเสนอกฎหมาย “ซ้ายจัด” ของ “แซนเดอร์ส” ท่ามกลางภาวะโรคระบาดไวรัสสายพันธุ์ใหม่อีก 2 ญัตติ

1.แจกเงินแก่คนอเมริกันนับพันล้านคน คนละ 2 พันเหรียญ

2.ห้ามเจ้าของอาคารขับไล่ผู้เช่าหรือเรียกขึ้นค่าเช่า

ฉะนั้น “คามาลา แฮร์ริส” จึงถูกมองว่า เธอคือวุฒิสมาชิกซ้ายจัดคนหนึ่งของสหรัฐ

และอาจกลายเป็นเป้าที่จะถูกโจมตีของฝ่ายตรงข้ามต่อไป

แม้ว่าเธอมีเชื้อสายอินเดียทางมารดา แต่ในสายตาของคนอินเดียด้วยกัน หาใช่จะภูมิใจในตัวเธอได้ไม่ สาเหตุก็เพราะเธอได้ทำการกระตุ้นให้อินเดียต้องเคารพสิทธิมนุษยชนที่รัฐแคชเมียร์ ก็คือการลืม “ชาติกำเนิด” ของตน

และแม้ว่า “คามาลา แฮร์ริส” มีประโยชน์ในการทำให้ฐานเสียงชาวแอฟริกันในพรรคเดโมแครตมีความเสถียรในระดับหนึ่ง

แต่การช่วงชิงฐานเสียงของทรัมป์คงมีไม่มาก

เรื่องที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการเลือกตั้งในสหรัฐ การแพ้ชนะขึ้นอยู่กับ “Swing State” คือรัฐที่มีความคิดเห็นทางการเมืองต่างกันและมีคะแนนใกล้เคียงกัน เอียงไปข้างใดข้างนั้นชนะ เหตุการณ์ที่ประจักษ์คือหลายปีที่ผ่านมา รัฐเหล่านี้สนับสนุนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันสลับกันไปมา จึงเป็นเหตุให้ 2 พรรคใหญ่ ระดมสรรพกำลัง ทำประชาสัมพันธ์ และหาเสียง อันได้แก่รัฐอริโซนา ฟลอริดา มิชิแกน เพนซิลวาเนีย และวิสคอนซิน เป็นต้น

สรุปโดยรวม แม้ความนิยมของ “โจ ไบเดน”ขณะนี้ดูประหนึ่งว่าเหนือกว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” แต่ยังเร็วไปที่จะอนุมานว่า “โจ ไบเดน” จะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป

ถ้าเป็นภาษากอล์ฟ เรียกกันว่า

ตีข้ามช็อต

โดย : ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ยูเครนช็อก เครื่องบินกองทัพอากาศโหม่งโลก ดับ 22 ศพ เป็น น.ร.นายร้อยทหารอื้อ (คลิป)
บทความถัดไป‘มารีญา’ แจง ยังไม่มีใครติดต่อมาให้แสดง ‘ภาพยนตร์ของประชาชน’